หมวดหมู่ ‘สุวรรณภูมิสโมสร’

พระพุทธสิหิงค์ที่วังหน้า

สุวรรณภูมิสโมสร/ศุกร์ที่ 18 พฤษภาคม 2555

ประภัสสร์ ชูวิเชียร

 

พระพุทธสิหิงค์ถือเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์องค์หนึ่งของเมืองไทย ปรากฏอยู่ด้วยกัน 3 องค์ ประดิษฐานอยู่ที่วิหารลายคำ วัดพระสิงห์ จังหวัดเชียงใหม่ ที่หอพระพุทธสิหิงค์ จังหวัดนครศรีธรรมราช และองค์ที่ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร กรุงเทพฯ

ตำนานของพระพุทธสิหิงค์ปรากฏอยู่ในคัมภีร์ซึ่งพระโพธิรังสี เถราจารย์ชาวเชียงใหม่ ประพันธ์ขึ้นเมื่อก่อน พ.ศ. 1985 เป็นการเล่าเรื่องประวัติของพระพุทธสิหิงค์จากลังกามาจนถึงสยามประเทศและถูกอัญเชิญไปยังบ้านเมืองต่างๆมาจนถึงนพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่ จบลงในรัชกาลพระเจ้าสามฝั่งแกน (เพิ่มเติม…)

สร้างศาสนสถานซ้อนทับสุสาน พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ดั้งเดิม

สุวรรณภูมิสโมสร/ศุกร์ที่ 11 พฤษภาคม 2555

ประภัสสร์ ชูวิเชียร

 

ลัทธิความเชื่อเดิมของผู้คนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คือการนับถือ “ผี” และธรรมชาติ  ต้องบนบานเซ่นสรวงเพื่อให้ได้ความอุดมสมบูรณ์ของผลผลิตการเกษตร ความตายของคนยังเป็นสิ่งลึกลับไม่สามารถค้นหาคำตอบได้ พิธีกรรมหลังชีวิตจึงพยายามชักนำดวงวิญญาณไปสู่ดินแดนที่สงบสุข อยู่ในรูปของหลักฐานทางโบราณคดีในการปลงศพแบบต่างๆสมัยก่อนประวัติศาสตร์

ในระยะแรก คงเป็นการฝังศพแบบเรียบง่าย คือฝังศพแบบเหยี่ยดยาวในท่านอน หันศีรษะของศพแบบไม่คำนึงถึงทิศทาง พร้อมกับเครื่องมือเครื่องใช้และของพลีกรรม เพื่อหวังให้ผู้ตายนำไปใช้ในโลกหน้า (เพิ่มเติม…)

พระปรางค์ไทย มีต้นเค้าจากปราสาทแบบเขมร

สุวรรณภูมิสโมสร/ศุกร์ที่ 4 พฤษภาคม 2555

ประภัสสร์ ชูวิเชียร

 

กัมพูชาโบราณได้รับประเพณีการสร้างศาสนสถานจากอินเดียเป็นห้องประดิษฐานรูปเคารพ มีหลังคาซ้อนชั้นประดับด้วยอาคารจำลองเล็กๆเรียงรายลดหลั่นด้านบนราวกับว่าเป็นเรือนที่ลอยอยู่ตามคำเรียกในภาษาสันสกฤตว่า “วิมาน” มีหลักฐานว่าสร้างขึ้นทั้งในดินแดนเขมรต่ำลุ่มทะเลสาบและเขมรสูงคืออีสานตอนล่างของไทยมาตั้งแต่ช่วง พ.ศ.1100 ในศิลปะเขมรเรียกศาสนสถานแบบนี้ว่า ปราสาท แปลว่าอาคารซ้อนชั้นแสดงฐานันดรของเทพเจ้าผู้เป็นประธานภายในศาสนสถานนั้น ต่อมาอาคารแบบนี้ยังใช้สำหรับพุทธสถานมหายานด้วย มีตัวอย่างที่ปราสาทพิมาย นครราชสีมา อายุราว พ.ศ.1550 แสดงว่าในวัฒนธรรมเขมรโบราณมีแบบแผนการสร้างปราสาทถวายให้ทั้งศาสนาพราหมณ์และพุทธ โดยใช้ประดิษฐานรูปเคารพสูงสุดตามแต่ละลัทธิจะนับถือ (เพิ่มเติม…)

สถูปเจดีย์ คือหลุมฝังศพสมัยก่อนพุทธกาลในอินเดีย

สุวรรณภูมิสโมสร/ศุกร์ที่ 27 เมษายน 2555

ประภัสสร์ ชูวิเชียร

 

คำว่าเจดีย์ มาจากภาษาบาลีว่า เจติยะ (Cetiya) แปลว่าสิ่งที่ควรเคารพบูชา  มีอีกคำที่มักเรียกควบคู่กันคือ สถูป (Stupa) เป็นภาษาสันสกฤตแปลว่าเนินดินที่ฝังศพ

สถูป-เจดีย์ในสมัยแรกของชมพูทวีป คือเนินเหนือหลุมศพเป็นรูปกลมพร้อมก่อแนวคันล้อมด้วยหินเพื่อแสดงขอบเขตของเนินให้ชัดเจน ใจกลางเนินคือหลุมที่ขุดลึกลงไปแล้วก่อห้องเล็กๆเพื่อบรรจุศพพร้อมเครื่องบูชา พบหลักฐานหลุมศพก่อนประวัติศาสตร์แบบนี้ตั้งแต่ราว 4,000ถึง 3,500 ปีมาแล้ว  เช่นที่แหล่งโบราณคดีพรหมคีรี (Brahmagiri) ในอินเดียภาคใต้ (เพิ่มเติม…)

เจดีย์ทรงระฆัง ร่องรอยร่วมของพุทธศาสนาเถรวาทลังกาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลัง พ.ศ.1700

สุวรรณภูมิสโมสร/ศุกร์ที่ 20 เมษายน 2555

ประภัสสร์ ชูวิเชียร

 

ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีหลักฐานการรับพุทธศาสนาจากอินเดีย-ลังกามานับพันปี แต่เพิ่งปรากฏร่องรอยชัดเจนขึ้นราว 700-800 ปีมานี้ที่เริ่มนิยมพุทธศาสนาเถรวาทสายที่มาจากทางเกาะลังกา คือในราวพุทธศตวรรษที่ 18 (พ.ศ.1700) เป็นต้นมา เห็นได้จากหลักฐานร่วมทางศิลปกรรมคือการสร้างเจดีย์ทรงระฆังในพุทธสถานที่เริ่มนิยมกันแพร่หลายในช่วงนั้น

เจดีย์ทรงระฆังจากมีกำเนิดจากอินเดียโบราณสมัยราชวงศ์โมริยะ-ศุงคะทางลุ่มน้ำคงคา ราว พ.ศ.200-300 แล้วจึงส่งอิทธิพลให้ทางลังกาพร้อมๆกับการเผยแพร่พุทธศาสนาโดยพระเจ้าอโศกมหาราช (เพิ่มเติม…)

เถลิงศกสงกรานต์เป็นปีใหม่แขก แต่แทรกด้วยพิธีกรรมดึกดำบรรพ์ในสุวรรณภูมิ

สุวรรณภูมิสโมสร/ศุกร์ที่  13 เมษายน 2555

ประภัสสร์ ชูวิเชียร

 

วันสงกรานต์ นับเป็นวันเถลิงศกขึ้นปีใหม่ร่วมกันของบ้านเมืองเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ลุ่มน้ำเจ้าพระยาเรียกสงกรานต์ ล้านนาเรียกปีใหม่เมือง เขมรเรียกซ็องกราน มอญเรียกซงกราน พม่าเรียกติงยั่น

สงกรานต์ เป็นภาษาสันสกฤต แปลว่า ก้าวย่าง หมายถึงการเปลี่ยนผ่านเวลาในรอบปีจากราศีหนึ่งสู่ราศีหนึ่ง เป็นการนับวันเวลาที่มาจากทางชมพูทวีป ดังนั้นในปีหนึ่งๆของชาวอินเดียจึงมีหลายสงกรานต์ เป็นต้นว่าสงกรานต์เดือนไพศาขะหรือเดือนสองของชาวแคว้นปัญจาบ หรือมกรสงกรานต์ช่วงเดือนมกราคม แต่สงกรานต์ที่นับเป็นวันขึ้นปีใหม่คือมหาสงกรานต์ตรงกับช่วงที่ดวงอาทิตย์ย้ายลัคนาจากราศีมีนเข้าสู่ราศีเมษของทุกปี (เพิ่มเติม…)

พระมหาปราสาท แสดงความเป็นราชธานีของกรุงเทพฯ

สุวรรณภูมิสโมสร/ ศุกร์ที่ 6 เมษายน 2555

ประภัสสร์ ชูวิเชียร


ตามคติโบราณจากอินเดีย ผู้สร้างบ้านซ้อนชั้นสูงได้จะต้องเป็นผู้ทรงไว้ซึ่งฐานันดร คนธรรมดาไม่มีทุนทรัพย์เพียงพอจะสร้างได้ มีตัวอย่างในพุทธประวัติที่กล่าวถึงนางสุชาดาสร้างโลหปราสาทถวายให้พระพุทธเจ้า ครั้นต่อมาจึงกลายเป็นธรรมเนียมเคร่งครัดว่าเรือนซ้อนชั้นเป็นของชนชั้นสูง สามัญชนจะมีไม่ได้

ในอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โบราณ แนวความคิดนี้พบกับศาสนสถาน มักมีหลังคาซ้อนชั้นสูงเหนือห้องประดิษฐานรูปเคารพ แสดงความสำคัญของพระผู้เป็นเจ้าเปรียบเสมือนศูนย์กลางจักรวาล (เพิ่มเติม…)

หน้ากากและหุ่น ในพิธีกรรมดั้งเดิม

สุวรรณภูมิสโมสร

สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ ฉบับวันที่ 30 มีนาคม – 5 เมษายน 2555

เจนจิรา เบญจพงศ์

 

วันขึ้นปีใหม่ หลวงพระบาง ภาพเมื่อ พ.ศ. 2462 นักฟ้อนในพิธีกรรมนุ่งเครื่องที่ทำด้วยเปลือกไม้ ใส่หน้ากากมาในรูปปู่เยอ ย่าเยอ และแม่ย่าง่าม เชื่อตามประเพณีเล่ากันสืบๆมาว่าปู่เยอย่าเยอได้สร้างแผ่นดินและปลูกน้ำเต้าปุง ซึ่งเป็นที่เกิดของคนทั้งหลาย การฟ้อนปู่เยอย่าเยอแสดงกันที่สองส้นตัวเมืองหลวงพระบาง เพื่อเป็นพิธีป้องกันอาณาจักร

นักฟ้อนระบำสวมหน้ากาก ใส่ชุดคลุมปกปิดแบบพิเศษ หรือหุ่นจำลอง ที่ประดิษฐ์ใช้ร่วมในพิธีกรรมของชนพื้นเมืองสืบเนื่องมาจากพิธีกรรมยุคดั้งเดิม เป็นตัวแทนหรือสัญลักษณ์ของบุคคลสมมติ โดยเฉพาะวิญญาณบรรพชน หรือผู้ที่กำลังจะกลายเป็นบรรพชน คือผู้ตาย หรืออาจเป็นตัวแทนสิ่งศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ (เพิ่มเติม…)

ฆ้องในอินเดีย

สุวรรณภูมิสโมสร

สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ ฉบับวันที่ 23-29 มีนาคม 2555

เจนจิรา เบญจพงศ์

 

จากซ้ายไปขวา Dimkidi (กลอง), Sikri (เครื่องเคาะทำจากเขาสัตว์), Rameng (กลองสองหน้า), Seemu (ฆ้องมีปุ่ม), Rusem (Khung) (แคนน้ำเต้า) ของชนพื้นเมืองในรัฐมณีปุระ (Manipur) ทางตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย

 

อินเดียและอุษาคเนย์ เป็นภูมิภาคที่มีการติดต่อแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกันมาอย่างยาวนาน ผ่านการเคลื่อนย้ายของกลุ่มคนและเส้นทางการค้าที่มีอยู่ต่อเนื่อง ดังเห็นได้จากศิลปะวัตถุ, สถาปัตยกรรม, ประเพณีพิธีกรรมต่างๆ รวมไปถึงดนตรี (เพิ่มเติม…)

แคน ในอุษาคเนย์

สุวรรณภูมิสโมสร

สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ ฉบับวันที่ 16-22 มีนาคม 2555

เจนจิรา เบญจพงศ์

 

ชายแบกคนเป่าแคนไว้บนหลัง รูปสำริดตกแต่งฝาภาชนะ วัฒนธรรมดองซอน อายุราว 2,500 ปีมาแล้ว จังหวัด Thanh Hoa ทางภาคกลางของเวียดนาม

 

เครื่องเป่าทำจากไม้ซาง คือพืชตระกูลไผ่ อีสาน-ลาวเรียก ไม้เฮี้ย หรือไม้เฮี้ยน้อย ผูกเรียงกันหรือมัดรวมกันเสียบเข้ากับผลน้ำเต้าแห้งหรือเต้าทำจากไม้เนื้อไม่แข็งมาก ทั้งแบบเสียบทะลุออกมาอีกด้านและแบบเสียบปลายเข้าไว้ในเต้าแคน มีลิ้น ไทย-ลาว เรียกเครื่องดนตรีนี้รวมๆว่า แคน ชนพื้นเมืองเผ่าต่างๆเรียกด้วยชื่อต่างกันไป เช่น หน่อ (Naw) ของชนเผ่าลาหู่ (Lahu Nyi) บริเวณชายแดนไทย-พม่า, หล่าเจ่ (La Jae) ของชาวอ่าข่า (Akha Ullo) ใน จ.เชียงราย, ฯลฯ (เพิ่มเติม…)