บอกเก้าเล่าสิบ
ศาสนสถานหนองขนาก ชุดที่ 1
ศาสนสถานหนองขนาก ชุดที่ 2
เทวสถานกลางเมืองมโหสถ และพระคเณศคู่เมือง อายุพันปี
ดาวน์โหลด เทวสถานกลางเมืองมโหสถ
พระคเณศ
ดาวน์โหลด พระคเณศ
ดาวน์โหลดลายเส้นพระคเณศ
ศรีมโหสถ มาจากไหน?
สยามกาลครั้งหนึ่ง
สระแก้ว เมืองมโหสถ ร่องรอยพระราชพิธีพรุณศาสตร์เก่าแก่ที่สุดในสุวรรณภูมิ?
ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ
สระแก้ว ตั้งอยู่ในเขตเมืองมโหสถ รัฐยุคแรกเริ่มของสุวรรณภูมิ ยุคหลัง พ.ศ. 1000 ที่อำเภอศรีมโหสถ จังหวัดปราจีนบุรี
ตัวสระขุดลงไปในพื้นศิลาแลง รอบขอบสระมีลวลายสลักเป็นรูปสัตว์ทั้งที่มีอยู่จริง และที่มีอยู่เฉพาะในปรัมปราคติอยู่ในกรอบรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ทั้งรูปช้าง รูปสิงห์ หรือรูปมกร
ปราชญ์ และนักวิชาการในยุคก่อนมักจะกำหนดอายุของสระแก้วจากรูปแบบของตัว “มกร” สัตว์ในจินตนาการที่สุวรรณภูมิอิมพอร์ตมาจากชมพูทวีปพร้อมแนวคิดเนื่องในศาสนา เพราะมกรเป็นสัตว์ผสม แต่ละยุค แต่ละฝีมือช่างของชมพูทวีป จะประสมสัตว์นานาชนิดเข้าเป็นตัวมกรไม่เหมือนกัน แต่รวมๆ แล้วมักผสมรูปสัตว์ที่เกี่ยวข้องกับน้ำ หรือความอุดมสมบูรณ์เช่น ช้าง ปลา พรรณพฤกษา ฯลฯ
ขอบสระแก้วมีรูปมกรทั้งแบบเก่า ตามอย่างงานช่างอินเดียใต้ แบบที่เรียกว่าอมราวดี อายุราว พ.ศ. 700-800 และรูปมกรแบบงานช่างคลาสลิคของอินเดียที่เรียกว่าแบบคุปตะ จนไปถึงหลังคุปตะเมื่อ พ.ศ. 900-1100 ปราชญ์รุ่นเก่าท่านจึงกำหนดอายุสระแก้วไว้ว่ามีการก่อสร้างต่อเนื่องมาตั้งแต่ พ.ศ. 700-1100
แต่จะเป็นไปได้หรือครับ?
ช่างฝีมือที่เมืองมโหสถเมื่อ พ.ศ. 700 จะสลักลายมกรทิ้งไว้รูปหนึ่ง ก่อนที่ก่อนที่ช่างในอีก 300 ปีต่อมาค่อยสลักรูปมกรอีกแบบหนึ่งไว้?
นี่ยิ่งไม่ต้องคำนึงถึงว่า ผนังสระแก้วเป็นศิลาแลง ซึ่งมีรูพรุนสลักลวดลายได้ยาก การสลักลวดลายบนศิลาแลงควรจะสลักตั้งแต่เพิ่งเริ่มขุดลงไปในชั้นศิลาแลงที่เนื้อแลงยังอ่อนตัวอยู่ ก่อนจะโดนอากาศพาให้แข็งตัวไป
รูปมกรที่ขอบสระแก้วจึงควรจะสลักขึ้นพร้อมๆ กัน เมื่อหลัง พ.ศ. 1000 ที่ช่างจำหลักเคยเห็นทั้งมกรอินเดียใต้แบบอมราวดี และมกรคลาสลิคแบบคุปตะ
น่าสนใจว่า “มกร” แปลตามรูปศัพท์ภาษาสันสกฤตว่า “ผู้สำรอก” หมายถึงเป็นผู้สำรอกความอุดมสมบูรณ์ออกมา รูปมกรจึงต้องอ้าปากคายสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ต่างๆ ออกมาอยู่เสมอ ชื่อของมกรในภาษาสันสกฤตนี้คงจะเป็นต้นเค้าของคำว่า “มังกร” ที่ไทยเรามักจะคิดไปเองว่ารับมาจากจีน ทั้งที่ฝ่ายจีนเขาออกเสียงตามสำเนียงจีนแมนดารินว่า “หลง” หรือ “เล้ง” ตามสำเนียงแต้จิ๋วต่างหาก
ชาวสุวรรณภูมิออกเสียงเจ้าตัว “หลง” ของจีนว่า “ลวง” ซึ่งก็คงสับสนกับตัว “พญานาค” อยู่อีกทอด ในหนังสือเรื่องพระลอ จึงเรียกแม่น้ำโขงซึ่งมีตำนานผูกพันอยู่กับพญานาคว่า แม่น้ำ “กาหลง” คือ “เก้าลวง”
ความสับสนอย่างนี้ยังมีพยานชัดแจ้งอยู่ในบทมโหรีสมัยอยุธยา ที่ชื่อเพลงเหรา (อ่านว่า เห-รา) เนื้อความตอนหนึ่งในบทมโหรีที่ว่าบอกไว้ชัดเจนว่า
“เจ้าเหราเอย รักแก้วข้าเอยเหรา บิดานั้นนาคา มารดานั้นเปนมังกร มีตีนทั้งสี่ หน้ามีทั้งครีบทั้งหงอน เปนทั้งนาคทั้งมังกร เรียกชื่อว่าเหราเอย“
สรุปได้ว่า ชื่อหรือลักษณะของ พญานาค, ลวง (หลง, เล้ง) และมกร ที่ผูกศัพท์ใหม่ในชั้นหลังว่าเหรา (เพราะความสับสนเรื่องเกี่ยวสัตว์ในจินตนิยายระหว่าง “หลง” ของจีน กับ “มกร” ของพราหมณ์แขก จนเอาชื่อของมกรไปให้กับตัวหลงเสีย และต้องผูกศัพท์ใหม่ขึ้นมาเรียกเจ้าของชื่อ มกร มาแต่เดิม) เป็นที่สับสนมายาวนาน แต่แนวคิดเกี่ยวกับสัตว์ในปรัมปราคติจำพวกนี้ล้วนแต่สัมพันธ์อยู่กับน้ำ ที่เป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์
การที่ขอบสระแก้วสลักรูปมกร ทำให้เข้าใจได้ว่าสระน้ำนี้คงใช้ประกอบในพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับความอุดมสมบูรณ์ และชวนให้ผมคิดไปถึงพระราชพิธีที่เกี่ยวกับความอุดมของน้ำที่เรียกว่า “พระราชพิธีพรุณศาสตร์”
ข้อความในหนังสือพระราชพิธี 12 เดือนในรัชกาลที่ 5 พรรณนาถึงพระราชพิธีนี้ว่า “…อยู่ข้างจะเร่อร่าหยาบคาย…”
ที่มีพระราชวิจารณ์เช่นนี้คงเพราะพระราชพิธีที่ว่ายกเอาพิธีของชุมชนชาวบ้านเข้ามาไว้ในพิธีหลวงทีเดียว เช่น มีขุดสระให้เป็นสัญลักษณ์ของหนองน้ำ แล้วมีรูป กบ เต่า ปู และปลาช่อน แทนความสมบูรณ์ของอาหารการกินด้วย
ที่เห็นชัดว่าเป็นพิธีดั้งเดิมของชุมชนชาวบ้านดึกดำบรรพ์ คือ มีแห่นางแมว โดยให้โขลนคือ คนเฝ้าประตูวัง ร้องแห่ กับมี ปั้นเมฆ ดังในพระราชนิพนธ์ว่า
“…ตรงหน้าสระออกไปปั้นเป็นรูปเมฆสองรูป คือปั้นเป็นรูปบุรุษสตรีเปลือยการแล้วทาปูนขาว การที่จะปั้นนั้นต้องตั้งกำนล ปั้นพร้อมกันกับที่พิธีสงฆ์ มีบายศรีปากชามแห่งละสำรับ เทียนหนักเล่มละบาทแห่งละเล่ม เงินติดเทียนเป็นกำนลแห่งละบาท เบี้บ 3303 เบี้ย ข้าวสารสี่สัด ผ้าขาวของหลวงจ่ายให้ช่างปั้นช่างเขียนนุ่งห่ม ช่างเหล่านั้นจะต้องรักษาศีลในวันที่ปั้น…”
ที่สระแก้วก็มีร่องรอยของเกยยื่นเข้าไปในสระอยู่ทางทิศเหนือน่าจะใช้ตั้งโต๊ะประกอบพิธี ซึ่งเกี่ยวข้องกับความอุดมสมบูรณ์เหมือน ผมอยากชวนท่านผู้อ่านช่วยกันขบคิดว่า
เป็นไปได้ไหมว่า “สระแก้ว” ที่เมืองมโหสถ เป็นร่องรอยเก่าแก่สุดที่ชาวสุวรรณภูมินำพิธีกรรมที่เกี่ยวกับความอุดมสมบูรณ์ของพื้นเมืองมาจับบวชพราหมณ์ และสืบทอดต่อมากลายเป็นพระราชพิธีอย่างที่เรียกในปัจจุบันว่า “พรุณศาสตร์“?
ภาพทั้งหมดมาจาก www.sujitwongthes.com
i
i
“พานหิน” เทวาลัยโถง ประดิษฐานพระนารายณ์ “จตุรภุช” สี่กร เมื่อ พ.ศ. 1300-1400 ที่ อ. ศรีมหาโพธิ จ. ปราจีนบุรี
Download โบราณสถานพานหิน (MS word)
1/2
ภาพจำลองโบราณสถานพานหิน
บ้านโคกขวาง ต. หนองโพรง อ.ศรีมหาโพธิ จ. ปราจีนบุรี
2/2
“พานหิน” เทวาลัยโถง ประดิษฐานพระนารายณ์ “จตุรภุช” สี่กร เมื่อ พ.ศ. 1300-1400 ที่ อ. อ.ศรีมหาโพธิ จ. ปราจีนบุรี
ชื่อ “พานหิน” ได้มาจาก ฐานรูปเคารพทรงกลมที่ชาวบ้านเข้าใจว่าคือพาน แต่เดิมนักโบราณคดีสันนิษฐานว่าพานหินเป็นชิ้นส่วนของ “กลศ” ยอดของเทวลัย แต่พื้นของฐานยกสูงที่เทวาลัยพานหินมีร่องรอยของหลุมเสาอยู่ ประกอบกับข้อมูลการขุดค้นไม่พบวัสดุหนักที่ควรจะเป็นผนัง หรือเครื่องบนของตัวอาคาร เทวาลัยพานหินจึงควรจะสร้างจากวัสดุเบาจำพวกไม้ และเป็นไปได้ว่ามุงหลังคาด้วยหญ้าคา เพราะไม่พบเครื่องกระเบื้องจากการขุดค้น
ส่วนยอดของเทวาลัยพานหินอาจเปรียบเทียบได้จากอาคารที่มีอายุใกล้เคียงกันคือยอดซุ้มประดิษฐานพระพุทธรูปที่จันทิบุโรพุทโธบนเกาะชวา ที่สร้างขึ้นราว พ.ศ. 1350 ลักษณะเช่นนี้ชวนให้นึกถึงเทวาลัยเกษตรพิมาน ศาสนสถานพราหมณ์ที่สุโขทัยในยุคหลัง
ส่วนพานหินที่แต่เดิมเข้าใจกันว่าเป็นส่วนยอดของอาคารควรจะเป็นฐานสำหรับประดิษฐานพระนารายณ์ เพราะข้อมูลจากการขุดค้นพบชิ้นส่วนพระกรของพระนารายณ์นั่นเอง
ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ
ปติสร เพ็ญสุต
โบราณวัตถุ 28 ชิ้น ขุดพบเมื่อเดือนกรกฎาคม 2509
ที่เทวสถานหนองขนาก (โบราณสถานหมายเลข 11)
บ้านโคกวัด ต. โคกปีบ อ. ศรีมโหสถ จ. ปราจีนบุรี
มีรายละเอียดเพิ่มเติมอยู่ในหนังสือ โบราณคดีเมืองปราจีนบุรี โดย บรรจบ เทียมทัด และนิคม มุสิกะคามะ. กรมศิลปากร, พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ 2514
ดาวน์โหลด Ms Word
ภาพชุด
เมืองมโหสถ – ท่องเที่ยวสร้างสรรค์
ที่ อ. ศรีมโหสถ จ. ปราจีนบุรี
เรื่อง / ภาพ โดย เจนจิรา เบญจพงศ์
ชุมชนท้องถิ่น, สถาบันการศึกษามหาวิทยาลัย, ราชการกรมศิลปากร หารือร่วมกันเพื่อยกย่องเมืองมโหสถ ยุคสุวรรณภูมิ เป็นเมืองสร้างสรรค์ และเมืองท่องเที่ยวสร้างสรรค์
วันเสาร์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553 คณะนักศึกษาโบราณคดี จำนวน 10 คน พร้อมด้วยอาจารย์ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ จากภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร, บัณฑิตย์จากภาควิชามานุษยวิทยา, ภาควิชาประวัติศาสต์ศิลปะ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร, คุณขรรค์ชัย บุนปาน ประธานบริษัทมติชน พร้อมนักข่าว และสื่อมวลชน, ดร.โสมสุดา ลียะวณิช อธิบดีกรมศิลปากร, เจ้าหน้าที่จากสำนักศิลปากรที่ 5 ปราจีนบุรี และเจ้าหน้าที่จากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี ได้เดินทางไปดูแหล่งโบราณคดี เมืองมโหสถ อ.ศรีมโหสถ จ.ปราจีนบุรี เพื่อร่วมกันปรึกษาหารือวิธีการปรับปรุงดูแลและพัฒนาแหล่งโบราณสถานโดยให้ ชุมชนท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการร่วมกับกรมศิลปากร
เริ่มต้นที่โบราณสถานหมายเลข 11 (หนองขนาก) ที่บ้านโคกวัด ต.โคกปีบ ถัดมาที่โบราณสถานหมายเลข 22 (โบราณสถานกลางเมือง) และโบราณสถานหมายเลข 86 บ้านโคกวัด แล้วไปที่โบราณสถานพานหิน บ้านโคกขวาง ต.หนองโพรง อ.ศรีมหาโพธิ และกลับมา ใน อ.ศรีมโหสถ ที่ต้นโพธิ์ วัดต้นโพธิ์ศรีมหาโพธิ, พระพุทธรูปหินทรายแบบทวารวดี และธรรมจักรหินทราย ภายในหอพระหน้าที่ว่าการอำเภอศรีมโหสถ,โบราณสถานสระมรกตและรอยพระพุทธบาทคู่ เขตบ้านสระข่อย ต.โคกไทย และสุดท้ายชมภาพสลักขอบสระแก้ว ในบริเวณบ้านโคกปีบ ต.โคกปีบ
Downloadภาพ โบราณสถานหมายเลข11
Downloadภาพ โบราณสถานกลางเมือง
Downloadภาพ โบราณสถานหมายเลข86
Downloadภาพ โบราณสถานพานหิน
Downloadภาพ วัดต้นโพธิ์
Downloadภาพ พระพุทธรูปทวาและธรรมจักร
Downloadภาพ รอยพระพุทธบาทคู่
Downloadภาพ สระแก้ว
ศรีมโหสถ มาจากไหน?
แนวคิดและแนวทางบริหารจัดการ เมืองมโหสถ
อ.ศรีมโหสถ จ.ปราจีนบุรี ให้เป็นเมืองสร้างสรรค์
ฟังเพลงชุดศรีมโหสถ โดยสุจิตต์ วงษ์เทศ
หลวงพ่อทวารวดี
และ ธรรมจักร
ในหอพระ อยู่หน้าที่ว่าการอำเภอศรีมโหสถ จ. ปราจีนบุรี


















