จากเอกสารประวัติต้นโพธิ์ศรีมหาโพธิและพระพุทธรูปสมัยทวารวดี

นายสำเภา วงษ์เทศ อดีตผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 7

ต. โคกปีบ กิ่งอำเภอโคกปีบ จ. ปราจีนบุรี

จัดพิมพ์มอบให้แก่กิ่งอำเภอโคกปีบ เมื่อ พ.ศ. 2516

 

หมายเหตุ

          1.  พระพุทธรูป ปางเสด็จจากดาวดึงส์ ที่ถูกต้องคือ ปางแสดงธรรม

          2.  กิ่งอำเภอโคกปีบ จ. ปราจีนบุรี ปัจจุบันคือ อ. ศรีมโหสถ จ. ปราจีนบุรี

 

          พระพุทธรูปองค์นี้พบที่บ้านโคกวัด (หลัง ร.พ. ซานคามิลโล) หมู่ที่ 2 ต. โคกปีบ กิ่งอำเภอโคกปีบ จังหวัดปราจีนบุรี เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2514 โดย นายลอย ศรีเปี่ยม นายถวิล โพธิจินดา นายหอม อ่อนแสง นายทอง มงคล นายทองใบ (ไม่ทราบนามสกุล) คนป่วยโรคเรื้อนของ ร.พ. ซานคามิลโล เป็นผู้พบ เนื่องจากได้พากันไปขุดดินเพื่อปลูกข้าวโพด ห่างจาก ร.พ. ประมาณ 18 เส้น ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ

          พื้นที่บริเวณดังกล่าวนี้มีโคกเล็กๆ เตี้ยๆ อยู่ด้วยกันสามโคก นอกนั้นเป็นที่ราบ บุคคลทั้ง 5 ได้ขุดพื้นที่โคกเพื่อปราบให้เรียบ ได้ขุดโคกลึกประมาณ 25 ซม. ก็พบพระพุทธรูปองค์นี้ประทับนอนหงายอยู่ จึงพยายามคุ้ยดินออก เป็นหลุมกว้างประมาณ 150 ซม. ยาวประมาณ 2.15 ม. ก็ช่วยกันยกเอาพระพุทธรูปขึ้นจากหลุม แล้วจึงแจ้งต่อบาทหลวงมารีโน คารี กับ มร. แฟร์ ผู้ปกครอง ร.พ. ให้ทราบ

          บาทหลวงมารีโน คารี จึงให้คนงานช่วยกันยกพระพุทธรูปดังกล่าวไปไว้บนโต๊ะยาวในโรงทอผ้าของ ร.พ. แล้วให้ นายสนิท สายพรหม ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 2 นำความไปแจ้งต่อ นายศิริ ดวงดี หัวหน้าหน่วยศิลปากรที่ 5 จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งมาปฏิบัติการอยู่ที่กิ่ง อ. โคกปีบ ทราบ

          เมื่อหัวหน้าหน่วยศิลปากรทราบและได้มาตรวจพิจารณาแล้ว จึงขอรับพระพุทธรูปไปจากบาทหลวงมารีโน คารี เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2514

          ราษฎรชาวบ้านโคกปีบได้ทราบ เห็นว่าการกระทำของนายศิริ ดวงดี ไม่ชอบด้วยวิธีปฏิบัติของทางราชการ และมีความประสงค์ที่จะนำมากราบไหว้บูชาเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ชาวโคกปีบและจังหวัดใกล้เคียง จึงพากันไปพบผู้แทนหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ และได้เข้าพบผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี (พลตรีชาย อุบลเดชประชารักษ์)

          ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี จึงสั่งให้ปลัดอำเภอผู้เป็นหัวหน้าประจำกิ่ง อ. โคกปีบ หัวหน้าสถานีตำรวจภูธรกิ่งอำเภอโคกปีบ และเจ้าหน้าที่ตำรวจไปติดต่อตามนำคืน

          ในที่สุดหัวหน้ากิ่งฯ  กับหัวหน้าสถานีตำรวจภูธรกิ่งฯ  ได้ไปขอความร่วมมือจากผู้บังคับกองสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองฉะเชิงเทรา ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา และนำกำลังตำรวจไปประมาณ 20 คน ได้ไปขอรับพระพุทธรูปองค์นี้คืนจากหัวหน้าหน่วยศิลปากรที่ 5 และนำเอาพระพุทธรุปองค์นี้กลับคืนมาได้และได้นำมาตั้งบูชาไว้ ณ หน้าสถานีตำรวจภูธรกิ่งอำเภอโคกปีบ คู่กับเสมาธรรมจักร ที่คนป่วยโรคเรื้อนขุดได้จากเนินดินใกล้ๆ กันกับพระพุทธรูปและบาทหลวงมารีโน คารี เก็บรักษาไว้ และได้นำมามอบให้ในภายหลัง

          พระพุทธรูปองค์นี้มีส่วนสัดดังนี้ วัดจากพระบาทถึงพระเศียรสูง 163 ซม. รอบพระเศียร 62½ ซม. รอบพระองค์ตรงพระกุฏิ (เอว) 11 ซม. พระศอ 42½ ซม. จากพระนาภี (ท้อง) ถึงพระบาท 87½ ซม. ชายจีวรล่างกว้าง 44½ ซม.

          ฐานที่ประทับยืนทำด้วยหินติดกับองค์พระพุทธรูปเป็นลักษณะบัวคว่ำบัวหงายกลม สูง 16 ซม. รอบ 132½ ซม. มีแกนใต้ฐานเป็นเดือยยาว 11 ซม.

          องค์พระพุทธรูปชำรุดแต่เดิมที่ปลายพระกรรณขวา (หูขวา) และพระขนงซ้าย (คิ้วซ้าย) เล็กน้อย มีรอยชำรุดใหม่ เพราะถูกจอบฟันที่พระขนงขวา (คิ้วขวา) และที่ใต้พระขนิษฐา (นิ้วก้อย) มีรอยบิ่นไปหน่อย ต่อมาพระเกตุมาลี (ยอดจุก) หลุดหายไป แต่เดินหาไม่พบ

 

ธรรมจักรหินเขียว

          ภายหลังจากขุดพบพระพุทธรูปหินสีเขียวปางเสด็จจากดาวดึงส์ และนำมาประดิษฐานไว้หน้าที่ว่าการกิ่งอำเภอโคกปีบแล้ว

          บาทหลวงมารีโน คารี ได้นำธรรมจักรทำด้วยหินสีเขียวซึ่งจมอยู่ในดินอีกโคกหนึ่งใกล้ๆ กันกับที่พบพระพุทธรูปนั้นเอง มามอบให้กับทางราชการกิ่งอำเภอโคกปีบ เก็บรักษาไว้ให้ประชาชนผู้สนใจได้ชม ตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายน 2514 และทางกิ่งฯ ได้จัดทำแท่นตั้งให้ประชาชนชมไว้ ณ หน้าหอพระพุทธรูปฯ จนปัจจุบันนี้

          ส่วนสัดของพระธรรมจักรวัดเส้นผ่าศูนย์กลางได้ 75 ซม. รวมวงกลมเดือย 58½ ซม. หนา 25½ ซม. ชำรุดหักหายไปครึ่งซีก

          ลักษณะลวดลายมีลายจำหลักทั้งรอบวงดุมที่กำ และที่กง รอบวงดุมจำหลักเป็นเม็ดกลมๆ เรียกว่าลายเนื่อง โดยรอบถัดออกมาจำหลักลายบัวรวม ภายนอกจำหลักเป็นซี่กำซึ่งมีอยู่ 18 ซี่ ปลายกำติดอยู่กับท้องกง แต่ละซี่จำหลักกนกคล้ายบัวหัวเสารับกับท้องกง ขอบกงจำหลักเป็นลายก้านขด ส่วนกลางเป็นแกนสำหรับเสียบลงในที่รองรับพระธรรม

          ธรรมจักรที่พบนี้มีเพียงครึ่งซีก อีกครึ่งซีกที่หักชำรุดไปยังไม่พบ สำหรับกวางซึ่งเป็นของที่จะต้องมีคู่กับธรรมจักรก็ยังไม่พบเช่นเดียวกัน