ประวัติศาสตร์ไทยสังเขป

Author Archives: graphic_dc

ชาตินิยมสองกระแส

นิธิ เอียวศรีวงศ์ (ที่มา มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 11-17 เมษายน 2557 หน้า 30)   อุดมการณ์ชาตินิยมในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ คือตรีมูรติของชาติ, ศาสนา, พระมหากษัตริย์ กล่าวคือ เป็นสามด้านที่แยกจากกันไม่ได้ เพราะเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งเดียวกัน ฉะนั้น จึงไม่มีวันที่จะขัดแย้งกันเองได้เลย แต่อุดมการณ์นี้ไม่ประสบความสำเร็จมาตั้งแต่ต้นคือในรัชสมัยของพระองค์ เพราะสำนึกชาตินิยมที่เกิดในหมู่ข้าราชการพลเรือนและทหาร ซึ่งได้รับการศึกษาแผนใหม่ ไม่คิดว่าสามสถาบันนี้เป็นตรีมูรติ คือเป็นอันหนึ่งอันเดียวที่แยกจากกันไม่ได้ มีความจำเป็นต้องเรียงลำดับความสำคัญก่อนหลังของสามสถาบันนี้ และในบางกรณีก็จำเป็นต้องเลือกว่าจะต้องรักษาอะไรไว้ก่อนอะไร ความพยายามของนายทหารระดับล่าง ที่จะใช้กำลังเปลี่ยนแปลงการปกครองในต้น ร.6 หรือที่มักเรียกกันว่า “กบฏ” ร.ศ. 130 ซึ่งเกิดในต้นรัชกาล ชี้ให้เห็นอุดมการณ์ชาตินิยมอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งไม่เป็น “ทางการ” และไม่ตรงกับชาตินิยมในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ

ลูกจีนกับกษัตริย์นิยม

นิธิ เอียวศรีวงศ์ (ที่มา มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 4-10 เมษายน 2557 หน้า 30)   ครั้งสุดท้ายที่ผมได้พบ อาจารย์ธงชัย วินิจจะกูล ท่านคุยกับผมว่า ท่านไปเก็บข้อมูลของลูกจีนในเมืองไทย แล้วพบว่าส่วนใหญ่ล้วนเป็น royalist หรือแม้แต่ hyper-royalist กันทั้งนั้น ผมท้วงท่านว่าคงไม่จริงในรุ่นพ่อผมกระมัง ผมเพิ่งได้อ่านหนังสือซุนยัตเซ็น มหาบุรุษผู้พลิกแผ่นดินจีน ของคุณหลิวเสี่ยวฮุ่ย ซึ่ง คุณเรืองชัย รักศรีอักษร แปลอย่างดีเลิศเป็นภาษาไทย ทำให้นึกว่าผมพอจะอธิบายความแตกต่างระหว่างลูกจีนรุ่นพ่อผม กับลูกจีนรุ่นปัจจุบันได้ชัดขึ้น อันที่จริงที่เรียกว่าลูกจีนในรุ่นปัจจุบันนั้น ไม่ค่อยถูกต้องนัก เพราะผมคิดว่าเขาคือหลานจีนหรือเหลนจีนมากกว่าลูก แต่อย่างน้อยก็ยังมีสำนึกความเป็นจีนอยู่บ้าง ไม่อย่างนั้นคงไม่เรียกตัวเองว่าลูกจีน แต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับว่า ลูกจีนในรุ่นพ่อผม มีความสัมพันธ์กับแผ่นดินจีนสูงมาก อ่านหนังสือจีนออก พูดภาษาจีนคล่อง ติดต่อกับญาติทางเมืองจีนอยู่เป็นประจำ บางคนที่ฐานะดีหน่อยถูกส่งกลับไปเรียนหนังสือในประเทศจีนด้วยซ้ำ ตลอดชีวิตยังมีความฝันซึ่งไม่เคยเป็นจริงว่า สักวันหนึ่งจะกลับไปอยู่เมืองจีน ด้วยทรัพย์สมบัติที่สะสมได้จากเมืองไทย ก็อาจลงทุนซื้อที่นาขนาดใหญ่ไว้ให้เขาเช่าในเมืองจีนเรียบร้อยแล้ว

สงครามความชอบธรรม

นิธิ เอียวศรีวงศ์ (ที่มา มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 28 มีนาคม-3 เมษายน 2557 หน้า 30)   หลายคนพูดว่า ในความขัดแย้งทางการเมืองครั้งนี้ ฝ่าย “อำมาตย์” หรือพูดให้เป็นวิชาการหน่อยคือ ฝ่าย “อำนาจในระบบ” (The Establisment) ทั้งหมด พากันเปิดหน้าออกมาล้มล้างระบอบประชาธิปไตยกันอย่างไม่อาย สำนวนของผมคือพากันแก้ผ้าหมด อันที่จริงแล้ว ดูไม่จำเป็นเลย เพราะรัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งพยายามสถาปนาระบอบปกครองที่เรียกว่า “ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ไว้อย่างเป็นระบบระเบียบกว่าที่ผ่านมา ก็เพียงพอที่จะถ่วงดุลประชาธิปไตยให้อยู่ในกรอบที่น่าจะเป็นที่พอใจของพวกเขาอยู่แล้ว ซ้ำยังมีกลไกในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ที่ทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อลดอำนาจของฝ่ายอำนาจในระบบไม่มีทางทำได้ (เช่น ยกเลิก ส.ว. ที่มาจากการสรรหาไม่ได้) ทุกอย่างก็ดูจะไปได้ดีกับอำนาจที่สถาปนาไว้แล้วเหล่านี้ เหตุใดจึงต้องพากันออกมาแก้ผ้าหมดเช่นนี้ ผมตอบไม่ได้ (บางคนอธิบายว่า เป็นเหตุการณ์ “ปรกติ” ในปลายรัชกาลของไทยนับตั้งแต่สมัยอยุธยาแล้ว แต่ผมก็ยังจับตรรกะของคำอธิบายนี้ไม่ได้สักที)

ตลาด

นิธิ เอียวศรีวงศ์ (ที่มา มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 21-27 มีนาคม 2557 หน้า 32)   ชาวบ้านที่รณรงค์รักษาป่าชุมชนมักพูดว่า ป่าของเขาคือตู้เย็นของชุมชน จะทำอาหารก็เข้าป่าเก็บวัตถุดิบมาปรุงอาหารได้ทุกเมื่อ คนที่ใช้ตู้เย็นจริงๆ อย่างผมฟังแล้วรู้สึกดีจัง เพราะรู้ว่าของที่อยู่ในตู้เย็นนั้น ไม่ได้งอกขึ้นมาเอง ต้องเอาเงินไปซื้อหามาจากตลาดทั้งนั้น ชาวบ้านกำลังพูดถึงการบริโภคนอกตลาด ซึ่งเป็นแบบแผนการบริโภคของคนทั้งโลกตลอดมา จนเมื่อสองสามร้อยปีที่ผ่านมานี้เอง

ระเบียบทางศีลธรรมในพิธีกรรม

นิธิ เอียวศรีวงศ์ (ที่มา มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 14-20 มีนาคม 2557 หน้า 30)   ผมไม่เคยทราบมาก่อนว่า ฝรั่งเชื่อว่าการจับไม้จะทำให้รอดจากเคราะห์ที่คาดเดาได้ เพิ่งมาเห็นเพื่อนนักเรียนอังกฤษปฏิบัติเสมอ พร้อมทั้งท่องคาถาว่า knocking wood บ้าง touching wood บ้าง แล้วอธิบายว่าเป็นความเชื่อของฝรั่ง ในภายหลัง ผมไปพบพฤติกรรมนี้อยู่บ้างในเมืองอเมริกา แต่เพื่อนที่เป็นนักเรียนอังกฤษซึ่งเป็นชาวพุทธนั้น หาได้เชื่อว่า การได้สัมผัสไม้จะทำให้แคล้วคลาดจากอะไรที่ไม่ชอบจริง นำไปเป็นส่วนหนึ่งของการสนทนาเท่านั้น เช่นเพื่อย้ำว่าสิ่งที่คาดไว้ในการสนทนานั้นคงไม่เกิดขึ้นจริง หรือไม่อยากให้เกิดขึ้นจริง อย่างที่ทราบกันอยู่แล้วว่า ในทัศนะของคริสเตียน ความเป็นไปในโลกย่อมขึ้นอยู่กับพระประสงค์ของพระเจ้า ไม่ใช่ไม้ ฉะนั้น การสัมผัสไม้จึงเป็นการปฏิบัติที่ขัดต่อหลักคำสอนทางศาสนาคริสต์แน่

เวสสันดรถีบหน้าชูชก

นิธิ เอียวศรีวงศ์ (ที่มา มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 7-13 มีนาคม 2557 หน้า 30)   นิตยสาร The New Mandala ของมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลียลงบทความของคุณ Leedom Lefferts เรื่อง “ชะตากรรมของคนดี” ด้วยการเตือนให้นึกถึงพระเวสสันดรชาดกอันเป็นชาดกที่ได้รับความนิยมนับถืออย่างกว้างขวางในสังคมไทยมาแต่เก่าก่อน และคนไทยสมัยก่อนคงรู้เรื่องมาอย่างขึ้นใจทุกคน (แม้อาจหลับหรือคุยกันเวลาพระสวด ตื่นมาฟังตอนมีแหล่เด็ดๆ เท่านั้น) ผมสารภาพว่าไม่ทันคิดเรื่องนี้มาก่อนจนได้อ่านบทความของคุณ Lefferts และเห็นว่าน่าสนใจดี เพียงแต่นึกตะขิดตะขวงอยู่นิดหน่อยตรงที่ว่า คนที่ชอบอ้างความเป็นคนดีนั้น คือกระฎุมพีในเขตเมืองซึ่งคงมีน้อยคนมากที่เคยอ่านหรือฟังกลอนสวดมหาชาติ ที่เคยไปร่วมพิธีสวดจริงจะมีสักกี่คนผมก็ไม่ค่อยแน่ใจ เหตุใดคนเหล่านี้จึงตกอยู่ใต้อิทธิพลของคติคนดี-ความดีของพระเวสสันดรได้

ความอ่อนแอของสังคมศาสตร์ไทย

นิธิ เอียวศรีวงศ์ (ที่มา มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 28 กุมภาพันธ์-6 มีนาคม 2557 หน้า 30)   ปทานุกรมของหมอบรัดเลย์ไม่มีคำว่า “สังคม” แต่มีคำว่าสมาคมซึ่งแปลว่าการคบหากัน ดูก็ไม่น่าแปลกอะไรนะครับ ที่แปลกก็คือ เมื่อภาษาไทยมีคำว่า “สังคม” แล้ว ความหมายของคำนี้กลับไปปะปนกับคำว่าสมาคม ผมไม่ทราบว่า คำ “สังคม” เกิดขึ้นในภาษาไทยครั้งแรกเมื่อไร แต่อยากเดาว่าถ้าไม่ในปลาย ร.5 ก็คง ร.6 นี่เอง และที่ไปปะปนกับคำว่าสมาคม ก็เพราะคำสมาคมถูกนำไปใช้กับองค์กรที่จัดตั้งขึ้นเพื่อทำกิจกรรมบางอย่างร่วมกัน อันเป็นการรวมกลุ่มที่เราลอกเลียนมาจากเมืองฝรั่ง ส่วนสังคมไปมีความหมายว่าคบหากันแทน เมื่อผมเป็นเด็ก ยังได้ยินผู้ใหญ่พูดเสมอว่า คนนั้นคนนี้ชอบสังคม ซึ่งแปลว่าชอบคบหากับคนอื่นๆ มาก

ประวัติศาสตร์ความยากจน (2)

นิธิ เอียวศรีวงศ์ (ที่มา มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 21-28 กุมภาพันธ์ 2557 หน้า 30)   ผมได้สรุปในตอนที่แล้วว่า ความยากจนที่แพร่ขยายไปยังคนจำนวนมาก เป็นปรากฏการณ์ใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นหลังทุนนิยม ในสังคมโบราณทุกแห่งล้วนมีคนจน แต่ไม่มีความยากจนในคนหมู่มากอย่างที่เรารู้จักในปัจจุบัน ในเมืองไทย ผมคิดว่าความยากจนในความหมายดังกล่าวนี้ เพิ่งเกิดขึ้นหลังนโยบายพัฒนา เมื่อการเกษตรเลี้ยงตนเองทำได้ยากขึ้นเรื่อยๆ ทุกคนต้องหันมาผลิตเพื่อป้อนตลาด ในกระบวนการเปลี่ยนแปลงอันนี้ มีคนที่ถูกผลักให้หลุดออกจากปัจจัยการผลิตมากขึ้น ในขณะที่ปัจจัยการผลิตก็ต้องใช้ทุนมากขึ้นด้วย การอพยพเคลื่อนย้ายของคนอีสานอันเป็นกลวิธีเผชิญภัยพิบัติมาแต่โบราณ ขยายขอบเขตรวมเอาการเคลื่อนย้ายเข้ากรุงเทพฯ ในทุกฤดูแล้ง อันที่จริงชาวอีสานหางานเสริมรายได้ในภาคกลางมานานแล้ว แต่การอพยพเคลื่อนย้ายพร้อมกันขนานใหญ่จนแน่นขนัดหัวลำโพง เป็นปรากฏการณ์ใหม่ที่เป็นข่าวในหนังสือพิมพ์ทุกปี

ประวัติศาสตร์ความยากจน

นิธิ เอียวศรีวงศ์ (ที่มา มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 14-21 กุมภาพันธ์ 2557 หน้า 30)   ความยากจนเป็นสิ่งที่เข้าใจยาก ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งเคยบอกผมว่าเป็นเรื่องของการเปรียบเทียบเท่านั้น ฟังดูเหมือนเศรษฐกิจพอเพียง แต่ในโลกนี้มันมีความยากจนของมันเองโดยไม่ต้องเปรียบเทียบหรือไม่ เช่น ฝนเคยไม่ตกในเอธิโอเปียต่อเนื่องกันเกือบ 10 ปี ทั้งสัตว์และพืชล้มตายหมด จนขาดอาหารอย่างร้ายแรงทั่วไป ผู้คนหิวตายจำนวนมาก โดยเฉพาะเด็กและคนชราซึ่งไม่มีกำลังจะสู้กับความอดอยากเช่นนั้นได้ อย่างนี้จะถือเป็นความยากจนได้หรือยัง โดยไม่ต้องเปรียบเทียบกับใคร แต่ในขณะเดียวกัน ผมก็ไม่ปฏิเสธการเปรียบเทียบเสียทีเดียว เช่น ถามว่าชาวบ้านไทยส่วนใหญ่ในสมัยโบราณ ยากจนหรือไม่?

Respect the Crook? Yes, We Should.

นิธิ เอียวศรีวงศ์ (ที่มา มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 7-13 กุมภาพันธ์ 2557 หน้า 30-31)   ผมได้เห็น ศาสตราจารย์ธีรยุทธ บุญมี ตั้งคำถามในข่าวทีวีว่า respect my vote หมายถึง respect คนโกงด้วยหรือไม่ นับเป็นคำถามที่ประหลาดมาก เพราะดูเหมือนท่านอาจารย์ธีรยุทธรู้อยู่แล้วว่า ผู้ที่ต้องการเลือกตั้งต่างตั้งใจจะเลือกใคร และไม่ว่าใครที่พวกเขาอยากเลือกล้วนเป็นคนโกงทั้งสิ้น {เพราะพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) บอยคอตการเลือกตั้งหรืออย่างไร} แต่ผมคาดเดาไม่ถูกว่าผู้ที่รณรงค์ให้เคารพสิทธิลงคะแนนเสียงของเขา  (ในหลายรูปแบบ) ตั้งใจจะเลือกใคร อีกทั้งผมไม่เชื่อด้วยว่าจะมีใครรู้ได้ เพราะคนกลุ่มนี้ประกอบด้วยคนหลากหลายความเห็นทางการเมืองมาก เสียจนยากจะคาดเดาได้ ยกเว้นแต่มีทัศนะเชิงดูหมิ่นพวกเขามาแต่ต้นแล้วว่า ผู้เลือกตั้งส่วนใหญ่คือคนโง่ ที่มักถูกผู้สมัครรับเลือกตั้งหลอกลวงเสมอมา