ประวัติศาสตร์ไทยสังเขป

ชาตินิยมสองกระแส

นิธิ เอียวศรีวงศ์

(ที่มา มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 11-17 เมษายน 2557 หน้า 30)

 

อุดมการณ์ชาตินิยมในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ คือตรีมูรติของชาติ, ศาสนา, พระมหากษัตริย์ กล่าวคือ เป็นสามด้านที่แยกจากกันไม่ได้ เพราะเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งเดียวกัน ฉะนั้น จึงไม่มีวันที่จะขัดแย้งกันเองได้เลย

แต่อุดมการณ์นี้ไม่ประสบความสำเร็จมาตั้งแต่ต้นคือในรัชสมัยของพระองค์ เพราะสำนึกชาตินิยมที่เกิดในหมู่ข้าราชการพลเรือนและทหาร ซึ่งได้รับการศึกษาแผนใหม่ ไม่คิดว่าสามสถาบันนี้เป็นตรีมูรติ คือเป็นอันหนึ่งอันเดียวที่แยกจากกันไม่ได้ มีความจำเป็นต้องเรียงลำดับความสำคัญก่อนหลังของสามสถาบันนี้ และในบางกรณีก็จำเป็นต้องเลือกว่าจะต้องรักษาอะไรไว้ก่อนอะไร

ความพยายามของนายทหารระดับล่าง ที่จะใช้กำลังเปลี่ยนแปลงการปกครองในต้น ร.6 หรือที่มักเรียกกันว่า “กบฏ” ร.ศ. 130 ซึ่งเกิดในต้นรัชกาล ชี้ให้เห็นอุดมการณ์ชาตินิยมอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งไม่เป็น “ทางการ” และไม่ตรงกับชาตินิยมในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ

หลังจากที่คณะก่อการถูกหักหลัง สมาชิกคนหนึ่งรายงานให้เจ้านายชั้นสูงทราบเรื่อง จนคณะที่เป็นแกนกลางถูกจับกุมและสอบสวน หนึ่งในสมาชิกที่ถูกจับกุมคุมขัง เขียนจดหมายไปยังผู้บังคับบัญชาเก่า เพื่ออธิบายเหตุผลว่าเหตุใดเขาจึงเข้าร่วมก่อการในครั้งนั้นว่า “คนที่รักชาติบ้านเมือง จะดีกว่าคนที่รักกษัตริย์ที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่”

อันที่จริง ตั้งแต่ก่อนคำขวัญ “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์” จะเกิดมีขึ้นในประเทศไทย ปัญหาที่ต้องเลือกระหว่างความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ กับความจงรักต่อชาติบ้านเมือง ก็มีมาก่อนแล้ว ในปลาย ร.5 ตุลาการซึ่งสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนกฎหมายทั้งในและต่างประเทศ พยายามผลักดันให้ตุลาการเป็นอิสระจากรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แต่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ไม่ทรงอนุวัตรตาม เป็นเหตุให้เกิดการประท้วงใหญ่ในปลายรัชกาล โดยอาศัยเหตุคดีส่วนตัวระหว่างกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ กับกรมพระนราธิปพงศ์ประพันธ์ (ที่เรียกกันว่าคดีพญาระกา) โดยการกราบบังคมทูลลาออกพร้อมกันกับกรมหลวงราชบุรีฯ ถึงกว่า 20 คน

แม้ว่ากรณีนี้มักเข้าใจกันว่าเป็นความผูกพันกันระหว่างศิษย์กับครู แต่นอกจากความผูกพันดังกล่าวแล้ว ยังมีเรื่องของ “หลักการ” ความเป็นอิสระของตุลาการซึ่งได้ร่วมต่อสู้ผลักดันในหมู่ตุลาการมานานเป็นแรงผลักดันที่สำคัญ (และอาจจะสำคัญกว่าความสัมพันธ์ฉันศิษย์-ครู) ร่วมอยู่ด้วย

“ชาติ” หรือ “บ้านเมือง” เป็นคำขวัญของข้าราชการสามัญชนระดับกลาง ทั้งในระบบราชการพลเรือนและทหาร ในการต่อสู้กับระบบอภิสิทธิ์ในการบริหารราชการแผ่นดินมาตั้งแต่ ร.5 แล้ว ไม่จำกัดอยู่เฉพาะแต่ตุลาการเท่านั้น ข้าราชการที่แม้มีความสามารถสักเพียงไร แต่ไม่มี “เส้นสาย” กับเจ้านายหรือขุนนางชั้นผู้ใหญ่ ไม่สามารถไต่เต้าไปสู่ตำแหน่งบริหารในกรมกองได้เลย คนเหล่านั้นเป็นห่วงว่าระบบอภิสิทธิ์เช่นนี้จะขัดขวางความเจริญก้าวหน้าของบ้านเมือง ทั้งๆ ที่พวกเขาก็รู้ว่าระบบอภิสิทธิ์นี้ตั้งอยู่เพื่อธำรงสถาบันพระมหากษัตริย์ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์นั่นเอง

ในระดับที่เล็กลงมา คือความสัมพันธ์ส่วนบุคคล ตัวผมเองเคยได้คุยกับลูกหลานของข้าราชการสามัญชนระดับกลางรุ่นนั้น และได้พบว่าบิดาของเขาไม่ชอบเจ้านายองค์ที่มากำกับดูแลหน่วยงานของตนนัก เหตุผลก็เพราะไม่ได้เป็นคนโปรดของท่าน ในขณะที่เห็นว่าคนที่ทรงเลือกเป็นคนโปรดนั้น ออกจะทึ่มๆ เสียด้วย และต่างมีสำนึกชาตินิยมอย่างรุนแรงมาก่อน 2475 แล้ว ผมเข้าใจเอาเองว่า “ชาติ” คือเครื่องมือหรืออุดมการณ์ที่ทำให้สามัญชนสามารถหล่อเลี้ยงความนับถือตนเองไว้ท่ามกลางอภิสิทธิ์ของ “เจ้า” ได้

โดยสรุปก็คือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ไม่เคยถูกคนชั้นกลางที่ได้รับการศึกษาแผนใหม่ของไทยมองว่าเป็นสามสถาบันที่แยกจากกันไม่ได้ แม้ว่าสามสถาบันนี้เป็นที่ยอมรับว่ามีความสำคัญที่สุดในความเป็นชาติ แต่ก็ไม่ใช่อันหนึ่งอันเดียวกัน หากจำเป็นก็เลือกได้ว่าอะไรมาก่อน

แต่ในขณะเดียวกัน ก็ไม่ปฏิเสธว่า ความพยายามที่จะทำให้สามสถาบันนี้เป็นอันหนึ่งอันเดียวที่แยกไม่ได้ ก็ยังดำรงอยู่สืบมาหลัง 2475 โดยเฉพาะในหมู่ปัญญาชนกษัตริย์นิยม เช่น เมื่อหม่อมเจ้าวรรณไวทยากร (พระองค์เจ้า-กรมหมื่นนราธิปประพันธ์พงศ์) ประทานคำอธิบายว่า “ศาสนา” ในคำขวัญตรีมูรตินี้ หมายถึงทุกศาสนาและด้วยเหตุดังนั้น พระมหากษัตริย์ไทยจึงเป็นองค์เอกอัครศาสนูปถัมภก ไม่เฉพาะแต่พระพุทธศาสนา เพียงแต่ว่ากระแสความคิดนี้ไม่ชัด และไม่ครอบงำชาตินิยมไทยเท่านั้น

อุดมการณ์ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ สถาปนาขึ้นนี้ ไม่เคยตั้งมั่นในประเทศไทยมาแต่แรก และสืบมาจนสิ้นสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์สยาม แถลงการณ์ฉบับแรกของคณะราษฎร ปฏิเสธอย่างชัดเจนว่าชาติไม่ได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพระมหากษัตริย์ ที่หนักข้อยิ่งไปกว่านั้นก็คือ แถลงการณ์ฉบับแรกสถาปนาหลักการสำคัญของชาติขึ้นใหม่ นั่นคือ “ราษฎร”  หรือภาษาปัจจุบันคือ “ประชาชน” ประโยชน์ของประชาชนต่างหากที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับประโยชน์ของชาติ

อันที่จริง หลักการว่าชาติคือประชาชนนั้น เป็นหลักสากลที่ให้กำเนิดรัฐชาติอันเป็นรัฐแบบใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนในโลก รัฐชาติเป็นรัฐชนิดเดียวในประวัติศาสตร์ที่ยอมรับหลักการสองประการคือ หนึ่ง รัฐเป็นสมบัติของประชาชนทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน (อธิปไตยเป็นของปวงชน) และสอง ด้วยเหตุดังนั้น พลเมืองของรัฐชาติจึงมีความเท่าเทียมกันด้วย หากไม่ยอมรับหลักการสองข้อนี้  ก็ “รักชาติ” ไม่ได้ รักได้แต่ธงชาติเท่านั้น

แม้ว่าคำขวัญพระราชทานของ ร.6 คือชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ยังถูกใช้สืบมา แต่ไม่มีข้อสงสัยใดๆ ว่า ชาติย่อมมาก่อนพระมหากษัตริย์อย่างแน่นอน ศาสนาและพระมหากษัตริย์ย่อมมีความสำคัญแก่ชาติ (ไทย) อย่างไม่ต้องสงสัย แต่หากจำเป็นต้องเลือกแล้ว บุคคลพึงเลือกชาติก่อนอื่นทั้งหมด คำขวัญนี้จึงไม่ได้มีความหมายถึงสามสถาบันที่แยกจากกันไม่ได้ และด้วยเหตุดังนั้น ถึงแม้จะเพิ่มคำว่า “รัฐธรรมนูญ” ต่อท้ายคำขวัญนี้ ก็ไม่ทำให้เกิดความกระจ่างมากขึ้นแต่อย่างใด เพราะที่จริงคำว่า “รัฐธรรมนูญ” คำเดียว ก็แทนชาติ, ศาสนา, พระมหากษัตริย์ได้หมดในตัวเอง เพราะรัฐธรรมนูญได้กำหนดสถานะ, บทบาท และหน้าที่ของสามสถาบันนี้ไว้อย่างชัดเจนอยู่แล้ว

ชาตินิยม “ทางการ” ที่ถูกส่งจากข้างบนลงล่างนี้ ไม่ได้ถูกสังคมรับไปอย่างเซื่องๆ โดยไม่นิยามความหมายใหม่ ให้เหมาะกับสถานการณ์ที่คนระดับล่างต้องเผชิญ

อย่างไรก็ตาม ชาติในความหมายถึงประชาชนดังประกาศแถลงการณ์ฉบับแรกของคณะราษฎรกลับมีพลังน้อยลง เมื่อย่างเข้าสู่รัฐแบบ “เชื่อผู้นำชาติพ้นภัย” มากขึ้น แม้กระนั้น “ผู้นำ” ก็ยังต้องรักษาความเท่าเทียมของพลเมือง และความเป็นเจ้าของรัฐร่วมกันไว้ อย่างน้อยก็โดยหลักการ ดังนั้น ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ จึงไม่ได้เป็นตรีมูรติของสิ่งเดียวกัน อย่างที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ มุ่งหวัง

จนถึงรัฐประหารของ สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ไม่เคยถูกถือว่าเป็นสถาบันเดียวที่ไม่อาจแยกจากกันได้ แต่หลังจากนั้น ความหมายของชาตินิยมแบบทางการของ ร.6 จึงถูกปลูกฝังกลับมาใหม่ภายใต้เผด็จการทหารที่ครองอำนาจสืบเนื่องกันถึง 16 ปี และทำให้ประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของชาติร่วมกัน หายไปจากสำนึกชาตินิยมไทย ชาติกลายเป็น “บ้านพ่อ” ไปหน้าตาเฉยเลย

คนไทยถูกสอนให้รักชาติซึ่งคืออะไรไม่แน่ชัด นอกจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ลี้ลับที่เรียกร้องความเสียสละจากพลเมืองอย่างเต็มที่ โดยไม่เกี่ยวกับประโยชน์ของตัวพลเมืองเลย การทำให้ชาติอันลี้ลับนี้เป็นรูปธรรม จึงมีอยู่ทางเดียวคือแทนที่ชาติด้วยพระมหากษัตริย์ในฐานะบุคคล (ความจริงแล้วไม่จำเป็นว่าเป็นวิธีเดียวที่จะทำให้ชาติเป็นรูปธรรม ร.5 ทรงเปรียบชาติเหมือนเมีย และมีพระราชดำรัสว่าได้แต่งงานกับเมียคนนี้มาก่อน “แม่เล็ก” หรือสมเด็จพระศรีพัชรินทร์ฯ จึงทรงรักและห่วงใยมากกว่า)

เราอาจอธิบายความเปลี่ยนแปลงนี้ได้จากการเมืองระดับบน เผด็จการทหารร่วมมือกับกลุ่มกษัตริย์นิยมแย่งอำนาจจาก จอมพล ป. พิบูลสงคราม และแสวงหาความชอบธรรมแก่การเผด็จอำนาจของตนด้วยบารมีของสถาบันพระมหากษัตริย์ ดังที่ได้อธิบายกันอยู่เสมอ

นั่นก็จริงอย่างปฏิเสธไม่ได้ แต่ผมคิดว่ายังมีคำอธิบายอีกอย่างหนึ่งซึ่งมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน

นั่นก็คือความเป็น “รัฐพัฒนา” ของเผด็จการทหาร

“รัฐพัฒนา” เป็นเครื่องมืออีกอย่างหนึ่งในการสร้างความชอบธรรมแก่ระบอบการเมืองเผด็จการ

“รัฐพัฒนา” ที่ไหนๆ ก็เหมือนกันตรงที่ว่า การทำให้เกิดความไพบูลย์แก่รัฐจำเป็นต้องใช้อำนาจของคนส่วนน้อยที่ก้าวหน้า กำหนดการจัดสรรทรัพยากรในแนวทางที่จะสร้างความไพบูลย์แก่รัฐ บังคับ (ด้วยอำนาจดิบหรือผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคม) ให้ประชาชนส่วนใหญ่ ดำเนินชีวิตไปตามแนวทางที่ชนชั้นนำวางไว้ให้ “รัฐพัฒนา” จึงปลอดการเมืองในความหมายถึงการต่อรองการใช้ทรัพยากรของคนกลุ่มต่างๆ จนถึงที่สุดการพัฒนาเป็น “ศาสตร์” (หรือหนักกว่านั้นคือเป็น “ศาสน์”) ที่ผู้รู้เท่านั้นอาจเข้าถึง จึงไม่ใช่เรื่องของการต่อรองของคนส่วนใหญ่ซึ่งไร้การศึกษาและเข้าไม่ถึง “ศาสตร์” ดังกล่าว

แนวคิด “รัฐพัฒนา” มีรากลึกมาในลัทธิล่าอาณานิคม โดยเฉพาะในคริสต์ศตวรรษที่ 19 และด้วยเหตุดังนั้น จึงมีอิทธิพลต่อสมบูรณาญาสิทธิราชย์สยามอย่างยิ่ง การเมืองของเผด็จการทหารไทยกับการเมืองของสมบูรณาญาสิทธิราชย์สยามเหมือนกันอย่างยิ่ง คือไม่มี “การเมือง” หรือไม่เปิดโอกาสให้คนกลุ่มอื่นเข้ามาต่อรองเชิงนโยบายแต่อย่างใด ซ้ำยังอ้างกฤษฎาภินิหารของพระมหากษัตริย์เป็นรากฐานแห่งอำนาจเหมือนกันอีกด้วย

เมื่อ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ปัญญาชนของฝ่ายกษัตริย์นิยมอ้างว่า ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไม่เคยมี “การเมือง” จนถึง 24 มิถุนายน 2475 แล้ว จึงเกิดมี “การเมือง” ขึ้นในประเทศไทย ความหมายของเขาก็คือคติของ “รัฐพัฒนา” นี้เอง ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ คนดีคนเก่ง (เจ้านาย) เท่านั้นที่ร่วมกันกำหนดการใช้ทรัพยากรสาธารณะ ภายใต้การกำกับของกษัตริย์ผู้ทรงภูมิ (enlightened despot) คนอื่นๆ ทั้งหมดต่างยอมรับชะตากรรมของตนไปโดยดุษณี และชาติก็ “ศิวิไลซ์” ขึ้นมาทันตาเห็น …น่าอัศจรรย์ที่เขาได้รับยกย่องจากนักหนังสือพิมพ์รุ่นหลังให้เป็น “เสาหลักประชาธิปไตย”

ผมคิดว่าส่วนใหญ่ของคนไทยปัจจุบันเติบโตมาภายใต้แนวคิดชาตินิยมแบบ “รัฐพัฒนา” ดังนั้น แม้ว่าเผด็จการทหารในประเทศไทยอ่อนกำลังลงจนแทบสิ้นซากแล้ว แต่ชนชั้นนำไทยก็ยังคง “รักชาติ” แบบ “รัฐพัฒนา” อยู่นั่นเอง นักการเมืองน่ารังเกียจเพราะทำให้การพัฒนาล่าช้าลงหรือเสียหาย ผู้มีอำนาจต้องเป็น “คนดี” เพราะ “รัฐพัฒนา” ไม่มีกลไกถ่วงดุลอำนาจ คนดีเช่นนั้นสร้างคุณประโยชน์ให้ชาติได้อเนกอนันต์ ดังที่เราได้เห็นพระราชจริยาวัตรในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทางทีวีเวลาสองทุ่มทุกวัน กลไกถ่วงดุลเสียอีกที่จะทำให้คนดีไม่สามารถสร้างประโยชน์แก่ชาติได้เต็มที่ การเลือกตั้งเป็นเพียงพิธีกรรมที่ไร้นัยยะสำคัญ ฯลฯ

ชาตินิยมแบบ “รัฐพัฒนา” ย่อมมีพลังรุนแรงที่สุดแก่คนที่มีการศึกษาในระบบสูง เพราะการศึกษาไทยซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับของคติ “รัฐพัฒนา” สืบเนื่องกันมาอย่างยาวนานที่สุด (ภายใต้สมบูรณาญาสิทธิราชย์สยาม และภายใต้เผด็จการทหารตั้งแต่ 2500 เป็นต้นมา) ผลิตซ้ำผลิตซากคตินี้แก่คนเรียนหนังสือ สร้างบุคลากรในองค์กรอิสระ, ในวงการตุลาการ และนักวิชาการกับแพทย์อีกมากบนและหลังเวทีนกหวีด

แต่ในขณะเดียวกัน ผมก็ไม่คิดว่าชาตินิยมแบบ “รัฐพัฒนา” เป็นชาตินิยมกระแสเดียวในประเทศไทยปัจจุบัน มีคนอีกจำนวนมากที่ไม่ตกอยู่ใต้อิทธิพลของชาตินิยมกระแสนี้ แต่สมาทานชาตินิยมอีกกระแสหนึ่งซึ่งเกิดจากการรื้อฟื้นงานเขียนของปัญญาชนสมัย 2475-2500 อีกทั้งมีการสร้างสรรค์สิ่งใหม่สืบเนื่องกับคติชาตินิยมที่เห็นว่าชาติคือสมบัติร่วมกันของประชาชนทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน คนเหล่านี้มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเพราะความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจสังคมซึ่งเกิดขึ้นในระยะสอง-สามทศวรรษที่ผ่านมา และนี่คือคนที่ไม่เป่านกหวีด

ดังนั้น เราจึงอาจมองปรากฏการณ์ความขัดแย้งในเมืองไทยปัจจุบันได้อีกอย่างหนึ่งว่า แท้จริงแล้วคือปฏิสัมพันธ์ระหว่างชาตินิยมสองกระแส คือชาตินิยมแบบ “รัฐพัฒนา” กับชาตินิยมของประชาชน