ประวัติศาสตร์ไทยสังเขป

ลูกจีนกับกษัตริย์นิยม

นิธิ เอียวศรีวงศ์

(ที่มา มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 4-10 เมษายน 2557 หน้า 30)

 

ครั้งสุดท้ายที่ผมได้พบ อาจารย์ธงชัย วินิจจะกูล ท่านคุยกับผมว่า ท่านไปเก็บข้อมูลของลูกจีนในเมืองไทย แล้วพบว่าส่วนใหญ่ล้วนเป็น royalist หรือแม้แต่ hyper-royalist กันทั้งนั้น ผมท้วงท่านว่าคงไม่จริงในรุ่นพ่อผมกระมัง

ผมเพิ่งได้อ่านหนังสือซุนยัตเซ็น มหาบุรุษผู้พลิกแผ่นดินจีน ของคุณหลิวเสี่ยวฮุ่ย ซึ่ง คุณเรืองชัย รักศรีอักษร แปลอย่างดีเลิศเป็นภาษาไทย ทำให้นึกว่าผมพอจะอธิบายความแตกต่างระหว่างลูกจีนรุ่นพ่อผม กับลูกจีนรุ่นปัจจุบันได้ชัดขึ้น

อันที่จริงที่เรียกว่าลูกจีนในรุ่นปัจจุบันนั้น ไม่ค่อยถูกต้องนัก เพราะผมคิดว่าเขาคือหลานจีนหรือเหลนจีนมากกว่าลูก แต่อย่างน้อยก็ยังมีสำนึกความเป็นจีนอยู่บ้าง ไม่อย่างนั้นคงไม่เรียกตัวเองว่าลูกจีน แต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับว่า ลูกจีนในรุ่นพ่อผม มีความสัมพันธ์กับแผ่นดินจีนสูงมาก อ่านหนังสือจีนออก พูดภาษาจีนคล่อง ติดต่อกับญาติทางเมืองจีนอยู่เป็นประจำ บางคนที่ฐานะดีหน่อยถูกส่งกลับไปเรียนหนังสือในประเทศจีนด้วยซ้ำ ตลอดชีวิตยังมีความฝันซึ่งไม่เคยเป็นจริงว่า สักวันหนึ่งจะกลับไปอยู่เมืองจีน ด้วยทรัพย์สมบัติที่สะสมได้จากเมืองไทย ก็อาจลงทุนซื้อที่นาขนาดใหญ่ไว้ให้เขาเช่าในเมืองจีนเรียบร้อยแล้ว

สำนึกความเป็นจีนของคนรุ่นนั้น แตกต่างเป็นคนละเรื่องกับสำนึกของลูกจีนรุ่นปัจจุบัน ซึ่งเอาเข้าจริงแล้วมีสำนึกความเป็นไทยต่างหาก เพียงแต่ยอมรับความมีเชื้อสายจีนของตนเองเท่านั้น คนรุ่นพ่อผมไม่ได้มีสำนึกว่าตัวเป็นไทยเอาเลย

ที่ผมพูดมานี้ฟังดูไม่ตรงกับตำราเกี่ยวกับจีนสยามที่ทั้งฝรั่งและไทยเคยเขียนกันมา เพราะตำราเหล่านั้นมักพูดว่า คนจีนที่อพยพเข้ามาสู่เมืองไทยมักถูกกลืนให้กลายเป็นคนพื้นเมืองในชั่วอายุคนเดียว เพราะเมื่อเอาผู้หญิงมาไม่ได้ ก็ย่อมต้องแต่งงานหรืออยู่กินกับหญิงไทย และมีลูกหลานซึ่งอยู่ในการอบรมเลี้ยงดูของแม่ไทย

ตำรามักกล่าวว่า ลูกจีนในเมืองไทยถูกกลืนช้าลงต่อเมื่อมีเรือกลไฟวิ่งระหว่างจีนและไทยแล้ว ผู้หญิงจีนสามารถเดินทางมาเมืองไทยได้สะดวก จึงทำให้กระบวนการกลืนช้าลง แต่ตำราไม่ค่อยพูดถึงปัจจัยสำคัญอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งอาจมีผลต่อการกลืนหรือไม่กลืนให้เป็นไทยมากเสียกว่าก็ได้ คือลัทธิชาตินิยม ทั้งชาตินิยมจีนและชาตินิยมไทย

ในประวัติของซุนยัตเซ็นเล่มที่ผมอ้างกล่าวถึงสมาคมลับชื่อจื้อกงถาง ซึ่งเป็นสาขาของสมาคมหงเหมิน ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อ “ต่อต้านชิง ฟื้นฟูหมิง” สมาคมจื้อกงถางแพร่หลายในอุษาคเนย์ ใน ค.ศ. 1904 ซุนยัตเซ็นเดินทางไปฮาวายและสหรัฐ เพื่อช่วงชิงการนำในชุมชนจีนจากกลุ่ม “พิทักษ์เจ้า” ซึ่งต้องการฟื้นฟูอำนาจของราชวงศ์ชิงภายใต้ฮ่องเต้กวางสู่ และนำไปสู่การปฏิรูป ประสบความสำเร็จในการดึงเอาจีนในฮาวายและสหรัฐกลับมาสนับสนุนฝ่ายปฏิวัติของท่าน และในเวลาต่อมา (1907) ท่านยังได้เดินทางมาเผยแพร่นโยบายล้มราชวงศ์ชิง และสร้าง “ประชารัฐ” จีนขึ้น (ในรูปสาธารณรัฐ) ในอุษาคเนย์โดยตรงด้วย

ตลอดปลาย ร.5 ความคิดชาตินิยมของซุนยัตเซ็นแพร่หลายในชุมชนจีนทั่วอุษาคเนย์ จนเมื่อสามารถสถาปนาสาธารณรัฐจีนขึ้นได้ใน 1911 ชาตินิยมและลัทธิไตรราษฎร์ก็ยิ่งแพร่หลายมากขึ้น

ลูกจีนในรุ่นนั้น ทั้งที่อยู่ในเมืองจีนและเมืองไทย โดยเฉพาะที่ได้รับการศึกษาหลังการปฏิวัติ ย่อมสมาทานลัทธิชาตินิยมของซุนยัตเซ็นอย่างเหนียวแน่น หนังสือพิมพ์จีนในเมืองไทยก็ช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้ลัทธิชาตินิยมแก่ชุมชนจีนในเมืองไทยมากขึ้นด้วย โรงเรียนจีนซึ่งเปิดขึ้นตามมาเสริมภารกิจนี้แก่ลูกจีนที่เป็นศิษย์

ผมจำได้ว่าที่ร้านของพ่อแถวทรงวาด จะติดภาพของซุนยัตเซ็นคู่กับพระเจ้าอยู่หัวไทย (ร.8 ในระยะต้น และรัชกาลปัจจุบันในเวลาต่อมา) เสมอ ดูเหมือนจะมีกฎหมายหรือคำสั่งของรัฐบังคับไว้ว่าต้องติดรูปประมุขของสยามด้วย ไม่เฉพาะที่ร้านพ่อเท่านั้น ร้านจีนอื่นๆ ก็จะเห็นภาพคู่นี้เป็นส่วนใหญ่

อันที่จริงตอนที่ผมเห็นนั้น ซุนยัตเซ็นถึงแก่อนิจกรรมไปนานแล้ว แต่ภาพของเขาก็ไม่เคยถูกปลดออกไป เพราะเขาคือ “บิดาแห่งสาธารณรัฐจีน” ภาพของเจียงไคเช็กถูกนำมาติดเสริมในภายหลัง เมื่อพ่อเลือกข้างทางการเมืองไปแล้ว คือไม่เอาคอมมิวนิสต์ แต่ทั้งหมดนี้ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับการเมืองของประเทศสยามหรือไทยเลย

ที่ร้านพ่อผมยังมีภาพอีกภาพหนึ่งที่สะท้อนอิทธิพลของซุนยัตเซ็นและการปฏิวัติจีนอย่างดี นั่นคือภาพของก๋งผม นอกจากไม่ได้ไว้เปียแต่ตัดผมทรงฝรั่งแล้ว ยังแต่งกายสวมเสื้อนอกและดูเหมือนจะผูกหูกระต่ายโก้หร่านอยู่ด้วย

ชาตินิยมจีนไม่ได้ทำให้กระบวนการกลืนของสังคมไทยสลับซับซ้อนขึ้นเท่านั้น ชาตินิยมไทยก็มีส่วนไม่น้อยไปกว่ากัน

คนไทยโดยเฉพาะที่มีการศึกษาก็กลายเป็นนักชาตินิยมด้วย ดังนั้น กระบวนการกลืนชาติจึงต้องเผชิญกับการปะทะกันระหว่างชาตินิยมของสองประชาชาติ

หากย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์ไทย ก็จะพบว่าในช่วงหลังปฏิวัติของจีนแล้ว ทางการไทยวิตกกับการเผยแพร่ลัทธิชาตินิยมจีนในโรงเรียนจีนเป็นอันมาก เป็นครั้งแรกที่รัฐบาลสยามพยายามเข้าไปกำกับควบคุมเนื้อหาการสอนในโรงเรียนจีน ลัทธิชาตินิยมจีนนั้นน่าหวาดระแวงทั้งในแง่ที่ประชากรส่วนหนึ่งถูกแย่งชิงความภักดีไปจากชาติสยาม และที่น่าวิตกกว่าก็คือชาตินิยมจีนบ่อนทำลายหลักการรัฐราชสมบัติของสมบูรณาญาสิทธิราชย์สยาม

ผมไม่เชื่อว่านโยบายรังเกียจจีนของ จอมพล ป.พิบูลสงคราม (ในสมัยแรก) เกิดขึ้นในสุญญากาศ จนดูเหมือน จอมพล ป. ผลักนโยบาย “ยิวแห่งบุรพทิศ” ให้เกินเลยไปจากที่ ร.6 ได้เสนอเอาไว้ ผมคิดว่าเราจำเป็นต้องสำรวจความคิดของปัญญาชนสยามอื่นๆ โดยเฉพาะในหมู่คนชั้นกลางที่ได้รับการศึกษาแผนใหม่ด้วยว่า (และโดยเฉพาะในวารสารของกองทัพและกระทรวงกลาโหม) พวกเขามีทัศนคติต่อจีนในประเทศอย่างไร ต่อสภาพเศรษฐกิจของบ้านเมืองในขณะนั้นอย่างไร นโยบายรังเกียจจีนของ จอมพล ป. อาจไม่ได้ตอบสนองต่อพระราชนิพนธ์ ร.6 เท่ากับความคิดของปัญญาชนคนชั้นกลางร่วมสมัยก็ได้

นอกจากลัทธิชาตินิยมแล้ว ยังมีพัฒนาการส่วนอื่นของสังคมไทยที่ทำให้กระบวนการกลืนจีนให้เป็นไทยช้าลง ก่อนสมัย ร.5 จีนในสังคมไทยที่กลืนตัวเองได้เร็วที่สุดน่าจะเป็นจีนที่ได้เข้ารับราชการ นับตั้งแต่ตำแหน่งต่ำๆ ของเจ้าภาษีนายอากร ไปจนถึงเสนาบดีว่าการคลังหรือกรมท่า เพราะยิ่งมีความผูกพันกับไทยมากเท่าไร โอกาสก้าวหน้าก็มีมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้น จีนที่มีตำแหน่งสูงจึงนิยมถวายลูกสาว เข้าวังหลวงหรือวังเจ้านาย แต่ประเพณีมีเมีย (ออกหน้า) คนเดียวของชนชั้นสูงไทย ทำให้ช่องทางนี้ถูกปิดลง

พัฒนาการทางภาษาที่รวดเร็วของจีนก็มีส่วนเหมือนกัน ผมหมายความว่าอย่างนี้ครับ

ในบรรดาภาษา (และภาษาถิ่น) นับเป็นสิบเป็นร้อยที่ใช้กันอยู่ในดินแดนที่จะกลายเป็นประเทศสยามนั้น ภาษาที่สร้างศัพท์ สร้างสำนวน สร้างความคิดรองรับความเป็นสมัยใหม่จากตะวันตกได้รวดเร็วและกว้างขวางที่สุดคือภาษากรุงเทพฯ ฉะนั้น จึงบังคับให้คนที่พูดภาษามอญ, เขมร, ลาว (ทั้งพุงขาวและดำ), กูย, โซ่, กะเหรี่ยง, มลายู, ฯลฯ จะแสดงตัวตนในโลกสมัยใหม่ผ่านภาษาอื่นไม่ได้นอกจากผ่านภาษาไทยกรุงเทพฯ (เช่น จะพูดถึง “ประชาชน”, “รัฐ”, “วิทยาศาสตร์”, “คุณธรรม”, ฯลฯ ในภาษาอื่นๆ ได้อย่างไร หากไม่ใช้ภาษาไทยกรุงเทพฯ)

ทั้งนี้ ยกเว้นภาษาจีนนะครับ เพราะภาษาจีน (กลาง) ก็พัฒนารวดเร็วไปในทิศทางเดียวกัน ศัพท์ใหม่ที่นักปราชญ์จีนผูกขึ้น ก็อาจแปรเสียงเป็นภาษาแต้จิ๋ว, ฮกเกี้ยน, ไหหลำ, กวางตุ้ง ฯลฯ ได้ไม่ยากจากตัวอักษรซึ่งใช้ตรงกันอยู่แล้ว คนจีนจึงสามารถอ่านหนังสือพิมพ์ในภาษาจีนได้ หรือแม้แต่แสดงปาฐกถาว่าด้วยเรื่องอะไรที่โลกสมัยใหม่เขานิยมปาฐกถากันด้วยภาษาจีนได้

บางท่านอาจบอกว่าภาษาญวนและภาษามลายู (อินโดนีเซีย) ก็มีพัฒนาการรวดเร็วไปในทางรองรับคติของโลกสมัยใหม่ได้เหมือนกัน ก็จริงครับ แต่ภาษาเหล่านั้นถูกลืมไปในหมู่คนเชื้อสายมลายูและเวียดนามในเมืองไทยไปเสียแล้วนี่ครับ จึงไม่บังเกิดผลอย่างเดียวกับภาษาจีนในเมืองไทย เช่นจะให้ใครพิมพ์หนังสือพิมพ์ภาษาเวียดนามล่ะครับ ในเมื่อส่วนใหญ่ของคนในชุมชนเวียดนามก็อ่านไม่ออกไปเสียแล้ว

หลังจากนั้น พรรคคอมมิวนิสต์จีนก็เริ่มแพร่อิทธิพลความคิดของฝ่ายตนผ่านโรงเรียนจีน และหนังสือพิมพ์จีนในประเทศไทยบ้าง ผมไม่ทราบแน่ชัดว่าเริ่มตั้งแต่เมื่อไร แต่เดาว่าน่าจะหลังการอภิวัฒน์ไปแล้ว แต่จะก่อน ค.ศ. 1949 เมื่อพรรคยึดแผ่นดินใหญ่ได้แล้วหรือไม่ ผมไม่ทราบ ดังนั้น นโยบายของรัฐบาลไทย จึงยิ่งเข้มงวดกับโรงเรียนจีนมากขึ้น แม้กระนั้น พรรคคอมมิวนิสต์จีน (พคจ.) ก็ประสบความสำเร็จระดับหนึ่ง

เช่นเมื่อสมัยมัธยม ผมมีเพื่อนลูกจีนคนหนึ่งซึ่งได้หลบหนีออกจากประเทศไปตั้งแต่ยังเยาว์ เพื่อกลับไปประเทศจีนและเรียนหนังสือในประเทศจีน เขาบอกผมว่าเขาได้รับแรงบันดาลใจจากครูในโรงเรียนจีนของเขา เมื่อเขากลับมาเรียนชั้นมัธยมกับผมนั้น เขาอายุค่อนข้างมากแล้ว และเป็นนักชาตินิยมจีนเพียงคนเดียวในชั้นของเรา ลูกจีนที่เหลือทั้งหมดรวมทั้งตัวผมเอง ไม่รู้จักประเทศจีนเลย นอกจากรู้ว่าเป็นประเทศคอมมิวนิสต์ และเราถูกสอนให้เชื่อว่าเมื่อเป็นเช่นนั้นย่อมไม่ดีด้วยประการทั้งปวง เมื่อมาคิดถึงเพื่อนนักชาตินิยมจีนคนนั้นแล้ว ก็อดสงสารไม่ได้ เพราะเขาต้องเถียงแทนมาตุภูมิของเขากับเพื่อนทั้งชั้น แต่ความเป็นอริของเราก็ไม่แรงไปกว่าเด็กๆ คือล้อเลียนและเหยียดหยันเพื่อเอาสนุกเท่านั้น

ผมควรกล่าวด้วยว่า นโยบายรังเกียจและกีดกันจีนของรัฐบาลไทย กลับทำให้สำนึกชาตินิยมในหมู่คนจีนรุนแรงขึ้น เช่นภายใต้รัฐบาล จอมพล ป. พิบูลสงคราม ในระหว่างสงคราม คนจีนจำนวนไม่น้อยรอความหวังว่า สงครามจะสิ้นสุดลงและจีนจะอยู่ฝ่ายชนะ อันจะเป็นเวลาที่คนจีนจะ “เอาคืน” กับรัฐบาลไทยได้เต็มที่ และเมื่อสิ้นสงครามก็เกิดจลาจล “เลียะพะ” ขึ้นในแถบที่อยู่ของคนจีนในกรุงเทพฯ

ผมคิดว่า การยึดแผ่นดินใหญ่ได้ของ พคจ. ทำให้ประเทศจีนหลุดลอยไปจากเป้าหมายของชีวิตชาวจีน-ลูกจีนในเมืองไทยไปโดยสิ้นเชิง ในงานเขียนของลูกหลานตระกูลหวั่งหลี-ล่ำซำ เล่าถึงบรรพบุรุษท่านหนึ่ง ซึ่งประสบความสำเร็จทางธุรกิจในประเทศไทยจนกลายเป็นมหาเศรษฐี ท่านก็กลับไปสร้างคฤหาสน์ไว้ที่บ้านเกิด และไปจบชีวิตที่นั่น นี่คือความฝันของจีนอพยพในเมืองไทยจำนวนมาก อย่างน้อยหากสามารถส่งศพไปฝังที่บ้านเกิดก็ยังดี อาจารย์ชาวจีนคนหนึ่งซึ่งเคยมาช่วยสอนในเมืองไทยบอกผมว่า ส่งศพกลับไปไม่ได้ แค่ส่งเสื้อกลับไปฝังแทนก็ยังได้

ความฝันเช่นนี้เหลืออยู่ในหมู่คนจีนจำนวนน้อยเท่านั้น ประเทศไทยกลับมาเป็น “บ้านเกิด” หรือที่ซึ่งต้องฝังร่างไว้ที่นี่ ไม่พูดถึงลูกจีนอีกจำนวนมากซึ่งไม่รู้จักประเทศจีนเลย ย่อมไม่มีประเทศจีนอยู่ในความใฝ่ฝันของชีวิตตนเองอยู่อย่างแน่นอน

การสำรวจวรรณกรรมเกี่ยวกับจีนและลูกจีนในเมืองไทยของ อาจารย์ทักษ์ เฉลิมเตียรณ (“เราใช่เขา ภาพเสนอของคนจีนในวรรณกรรมไทยศตวรรษที่ 20,” อ่าน, V, 1) ทำให้เห็นถึงความคลี่คลายของทัศนคติที่ไทยมีต่อจีนและจีนมีต่อไทย จนทำให้ลูกจีนในเมืองไทย “รักชาติ” ได้ไม่ต่างจากคนไทยทั่วไป

ในอีกแง่หนึ่ง งานสำรวจวรรณกรรมของอาจารย์ทักษ์ ก็ชี้ให้เห็นความพยายามของลูกจีนในเมืองไทย ซึ่งหมดความใฝ่ฝันจะกลับ “บ้านเกิด” แล้ว ในการแหวกหาพื้นที่ของตนเอง ในสังคมไทยและประวัติศาสตร์ไทย จนในที่สุดก็พบพื้นที่ซึ่งไม่ทำให้ตัวเสียเปรียบหรือเสียสิทธิ์กว่าพลเมืองประเภทอื่น

เมื่อคิดเช่นนี้แล้วทำให้อดคิดถึงคนดำในสหรัฐไม่ได้ พวกเขาก็ทำอย่างเดียวกันในวรรณกรรม แต่วรรณกรรมเหล่านั้นเต็มไปด้วยความเจ็บปวดขมขื่น (แน่นอนเพราะประสบการณ์ที่แตกต่างกันระหว่างคนดำและเจ๊ก) ดังนั้น แม้เมื่อสามารถแหวกสังคมและประวัติศาสตร์เพื่อสร้างพื้นที่ของตนเองได้แล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างคนดำและขาวก็ไม่ถึงกับจะเป็น “เราใช่เขา” หรือเขาใช่เรา

ผมจึงออกจะสงสัยว่า ความเป็น royalist หรือ hyper-royalist ของลูกจีนในเมืองไทยอาจอธิบายได้ด้วยชนชั้นมากกว่าชนชาติกระมัง