บอกเก้าเล่าสิบ
| ไม่สงวนลิขสิทธิ์
เฉพาะงานของสุจิตต์ วงษ์เทศ |
รู้เรารู้เขารู้โลก รู้โศกรู้สุขไม่สิ้นหวัง
เพราะอ่านได้อ่านดีมีพลัง ห้องสมุดคือขุมคลังของชีวิต
สิงหาคม 2541
เชิญบริจาคร่วมทุนแบ่งปันความรู้ ที่
กองทุนแบ่งปันเผยแพร่ความรู้สู่สาธารณะ
Knowledge Dissemination Fund (KD Fund)
เลขที่บัญชี 157-1-24210-2 ธนาคารกรุงศรีอยุธยา สาขาอรุณอมรินทร์ กทม.
file เสียง จากเสวนาเปิดตัวหนังสือลักษณะไทย วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2553
-
Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.
-
Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.
-
Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.
-
Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.
-
Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.
-
Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.
เพิ่มเติม
เพิ่มเติม
กลอน สวนแก้วสวนขวัญ
ฟังเพลงชุดศรีมโหสถ โดยสุจิตต์ วงษ์เทศ
เอกสารเรื่อง “ดนตรีไทย” โดยสุจิตต์ วงษ์เทศ
เอกสารเรื่อง “ไหว้ครู-ครอบครู” โดยสุจิตต์ วงษ์เทศ
เอกสารเรื่อง “การเรียนการสอนศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น หรือประวัติศาสตร์ท้องถิ่น”
หนังสือดีที่ควรต้องอ่าน
ร้องรำทำเพลง : ดนตรีและนาฏศิลป์ชาวสยาม
สนอง คลังพระศรี
ร้องรำทำเพลง ดนตรีและนาฏศิลป์ชาวสยาม ฉบับพิมพ์ครั้งที่ ๓ เป็นหนังสือในชุด ใคร ทำไม มาจากไหน โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ เป็นผู้เรียบเรียงนำเสนอภาพรวมของประวัติดนตรีและนาฏศิลป์ชาวสยามอย่างกว้างขวางและลุ่มลึก ทั้งในด้านเนื้อหาและหลักฐานอ้างอิง สามารถช่วยให้ผู้อ่านมองเห็นและเข้าใจพัฒนาการของดนตรีและนาฏศิลป์ชาวสยามอย่างมีมิติเชื่อมโยงกันระหว่างประเพณีราษฎร์และประเพณีหลวง ระหว่างสยามกับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะแต่เดิมประวัติการดนตรีและนาฏศิลป์ไทย มักแยกศึกษากันเป็นส่วน ๆ เช่น ดนตรีอย่างหนึ่งและนาฏศิลป์ย่างหนึ่ง ทั้งยังผูกติดกับราชสำนักและยึดถืออินเดียเป็นแม่แบบจนเกินไป โดยไม่ได้ศึกษาย้อนกลับไปหาแก่นสังคมดั้งเดิมของตน ก่อนจะพัฒนาการขึ้นมาเป็นรัฐ โดยการรับแบบแผนบางอย่างจากต่างประเทศมาประสมประสาน จนกลายเป็นเอกลักษณ์ของตนเองขึ้นมา
หนังสือร้องรำทำเพลงฉบับนี้ จึงนับว่าเป็นเล่มแรกและเล่มเดียวในสยามที่ได้ช่วยเปิดมุมมองโลกทัศน์และขยายองค์ความรู้ดนตรีและนาฏศิลป์ชาวสยามในส่วนที่เกี่ยวกับสังคมวัฒนธรรมรากเหง้าของตนเอง ที่ย้อนกลับไปในยุคดึกดำบรรพ์ไม่ต่ำกว่า ๕,๐๐๐ ปี โดยนำวิทยาการความรู้ ข้อมูล และหลักฐานทางด้านประวัติศาสตร์โบราณคดีมาอธิบายอ้างอิงเชื่อมโยงกันอย่างมีสีสันน่าเชื่อถือ ทำให้ความรู้ความเข้าใจเรื่องประวัติดนตรีและนาฏศิลป์ชาวสยาม ไม่จำกัดอยู่ในวงแคบและแยกส่วนกันระหว่างดนตรีและนาฏศิลป์พื้นบ้านกับราชสำนัก รวมทั้งไม่แปลกแยกไปจากประเทศเพื่อนบ้านโดยรอบ หากแต่ทั้งหลายทั้งปวงนี้ รับแลกเปลี่ยนเชื่อมโยงซึ่งกันและกันมาโดยตลอด
ทั้งนี้ สุจิตต์ วงษ์เทศ ได้ใช้คำว่า “ร้องรำทำเพลง” คำคล้องจองของเก่า เป็นจุดเชื่อมอธิบาย คือ ร้องอย่างหนึ่ง รำอย่างหนึ่ง และทำเพลงอย่างหนึ่ง ทั้งยังหลอมรวมกันไปสู่การแสดงละครและโขนอีกด้วย ความสนุกเพลิดเพลินจึงเกิดขึ้นเมื่อผู้อ่านได้รับรู้หรือมองเห็นถึงพัฒนาการความเคลื่อนไหวของรายละเอียดเนื้อหาที่ปรากฏอยู่ในแต่ละส่วน ผสมผสานกับภาพประกอบหายาก ยิ่งช่วยขยายความเข้าใจให้เด่นชัดขึ้น กล่าวคือ
ในส่วนของคำว่า “ร้อง”
สุจิตต์ วงษ์เทศ ได้รวบรวมถ้อยคำพื้นฐานที่ใช้กันอยู่วิถีชีวิตประจำวันของผู้คนในตระกูลไทย-ลาวมาอธิบายในความหมายเชิงสุนทรียะ อันเป็นพื้นฐานการขับลำคำโคลงกลอน สำหรับดนตรีและนาฏศิลป์ชาวสยามโดยทั่วไป ซึ่งหนังสือฉบับอื่นมักไม่อธิบายในส่วนนี้ ทั้งที่เป็นส่วนสำคัญ แสดงถึงความเป็นเอกลักษณ์ของชาติภาษาและเป็นพื้นฐานพัฒนาการของท่วงทำนองดนตรีโดยรวม
ในส่วนของคำว่า “รำ”
สุจิตต์ วงษ์เทศ ได้รวบรวมภาพเขียนสีและลวดลายบนหน้ากลองสัมฤทธิ์ในยุคดึกดำบรรพ์มาแสดงให้เห็นถึงการเชื่อมโยงกันกับประเพณีการฟ้อน ระบำ รำเต้นเป็นท่าทางของชนชาวสยามที่ยังคงปรากฏให้เห็นอยู่ในยุคปัจจุบัน ทั้งยังแสดงให้เห็นถึง “สามัญลักษณะ” ที่ปรากฏอยู่ร่วมกันของผู้คนในภูมิภาคนี้ และช่วยให้ผู้อ่านรู้ว่าฟ้อนระบำรำเต้นดั้งเดิมของชาวสยามเป็นอย่างไร
ในส่วนของคำว่า “ทำเพลง”
สุจิตต์ วงษ์เทศ ได้อธิบายให้เห็นถึงพัฒนาการของเครื่องดนตรีในแต่ละประเภท ตั้งแต่เครื่องตี เครื่องเป่า เครื่องดีด และเครื่องสี รวมถึงพัฒนาการของวงดนตรีไทยที่สัมพันธ์เชื่อมโยงกับเครื่องดนตรีในภูมิภาคอื่น ทำให้รู้ว่าดนตรีไทยไม่ได้มีพัฒนาการอย่างโดด ๆ จนอาจทำให้หลงตนคลั่งชาติได้
ในส่วนของคำว่า “ละคร” และ “โขน”
สุจิตต์ วงษ์เทศ ได้อธิบายให้เห็นถึงการหลอมรวมการละเล่น “ร้องรำทำเพลง” ที่มีเนื้อเรื่องหรือนิยายเป็นจุดเชื่อม ทำให้เกิดการแสดงที่เรียกว่า ละครและโขน โดยมีรากฐานจากระบำรำเต้น อ่านแล้วจะเห็นถึงเหตุผลที่มาของแบบแผนประเพณีที่เกี่ยวเนื่องกับละครและโขน ซึ่งมีรายละเอียดน่าสนใจมาก
นอกจากได้ความรู้ความเข้าใจจากเนื้อหาสาระที่นำเสนอดังกล่าวแล้ว การได้อ่านหนังสือร้องรำทำเพลงฉบับนี้ ยังจะช่วยให้ผู้อ่านเห็นตัวอย่างวิธีการที่ สุจิตต์ วงษ์เทศ ใช้อธิบายเชื่อมโยงความรู้กับการอ้างอิงหลักฐานจากแหล่งต่าง ๆ อย่างมีจังหวะสีสันน่าเชื่อถือ แถมยังอ่านสนุกกว่าตำราวิชาการ เพราะโดยเนื้อหาที่กว้างใหญ่ไพศาลนั้น ผู้เขียนสามารถใช้คำอธิบายได้อย่างกระชับครอบคลุมสาระสำคัญ หนังสือจึงไม่หนาหรือใหญ่เทอะทะ เหมาะสำหรับเป็นคู่มือพกพาสะดวก นับว่าเป็นคำอธิบายในภาพรวมของประวัติพัฒนาการดนตรีและนาฏศิลป์ชาวสยามเบื้องต้นที่เหมาะแก่การอ่านและน่าเก็บสะสมเป็นอย่างยิ่ง ก่อนที่ผู้สนใจท่านใดจะนำไปศึกษาขยายความในรายละเอียดต่อไป
หนังสือร้องรำทำเพลง ฉบับพิมพ์ครั้งที่ ๓ นี้ จึงเป็นอีกชุดคำตอบหนึ่งว่า ใคร ทำไม มาจากไหน ในส่วนของดนตรีและนาฏศิลป์ชาวสยาม ที่ สุจิตต์ วงษ์เทศ เสนอต่อสังคมอย่างต่อเนื่อง
นี่แหละ! หนังสือดีที่ควรต้องอ่าน
นิธิ เอียวศรีวงศ์
กูเป็นคนไทย
คุณสุจิตต์ วงษ์เทศ เพิ่งออกหนังสือใหม่มาเล่มหนึ่งชื่อ “กูเป็นคนไทย” ฟังดูเป็นหนังสือปลุกใจรักชาติ ซึ่งก็ใช่เลย ถ้าชาติของเราไม่ได้ถูกยัดเยียดจินตนากรรมที่บิดเบี้ยวมาก่อน
“กูเป็นคนไทย” เป็นนิยายที่ใช้ฉากของบ้านเมืองในลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง เมื่อช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่กรุงศรีอยุธยาจะขยายอำนาจไปครอบคลุม บ้านเมืองในแถบนี้ไว้ได้ทั้งหมด แล้วสถาปนาตนเองขึ้นเป็นศูนย์อำนาจใหม่ ที่สามารถแข่งขันกับศูนย์อำนาจเดิม เช่น เมืองพระนครในลุ่มทะเลสาบเขมร, นครศรีธรรมราช, สุโขทัย เป็นต้น
พูดในทางประวัติศาสตร์คือในช่วงก่อน พ.ศ.1893 ก่อน”ตั้ง”กรุงศรีอยุธยานั่นเอง
ดินแดนแถบนี้ นอกจากมีบ้านเมืองที่เป็นศูนย์อำนาจอยู่หลายแห่งแล้ว (เช่น ละโว้, สุพรรณภูมิ, ศรีรามเทพหรือที่เป็นอยุธยาในเวลาต่อมา, เพชรบุรี, ฯลฯ) ยังมีผู้คนที่ประกอบด้วยหลายชาติพันธุ์ ทั้งที่อยู่ในบริเวณนี้มาแต่เดิมและที่อพยพมาจากที่ห่างไกลออกไป เนื่องจากเป็นทำเลค้าขายเมืองไกลทางทะเล สินค้าจากส่วนในระบายออกสู่ทำเลแถบนี้มาก โดยเฉพาะผ่านเมืองศรีรามเทพ
ผู้คนในแถบนี้จึงเรียกตัวเองว่า “ไทย” ซึ่งคุณสุจิตต์ย้ำนักย้ำหนาว่าแปลว่าคนหรือชาวนั่นชาวนี่ ไม่ใช่ผี ดังนั้น จึงมีทั้งไทยบ้านซึ่งหมายถึงคนที่อยู่ในหมู่บ้านชนบท ไทยเมืองคือคนที่อยู่ในเมือง ไทยขอมคือคนที่รับเอาวัฒนธรรมบางด้านของชาติพันธุ์ที่คนแถบนี้เรียกว่าขอม (เช่นนับถือเทพเจ้าในศาสนาฮินดู), ไทยแขก, ไทยดอย, ไทยไกล, ไทยเรือ, ไทยน้ำ ฯลฯ
ไม่ได้มีความหมายอะไรถึงกลุ่มชาติพันธุ์เลย
ยิ่งกว่านี้ ในเรื่องตอนท้ายๆ ยังบอกด้วยว่า คนที่ถูกเรียกว่า “ผี” เพราะอยู่ป่า เมื่อเข้ามาอยู่กับกลุ่มคนพื้นราบเหล่านี้แล้ว ก็ถูกชักจูงให้เป็นไทยเพราะต้องพูดภาษาไทย
ภาษาไทยก็คือภาษาที่ชาวบ้านร้านตลาดพูดกันโดยทั่วไป เป็นสื่อกลางสำหรับการค้าขาย และนักปราชญ์ในพระพุทธศาสนาเถรวาทเลือกไปใช้สำหรับสั่งสอน ในขณะที่ราชสำนักของศรีรามเทพซึ่งเป็นญาติกับเมืองละโว้ใช้ภาษาขอม
แต่ที่เรียกภาษาไทยก็ใช่ว่าจะบริสุทธิ์อะไรนักหนา เพราะปะปนกับภาษาอื่นที่ผู้คนใช้อยู่ในแถบนี้อีกหลายภาษา
อ่านไปจนจบเล่ม ก็ไม่มีโอกาสขนลุกเหมือนหนังสือปลุกใจให้รักชาติ
เพราะเป็นชีวิตธรรมดาๆ ของผู้คนอันหลากสีสัน มากกว่าการเน้นแต่สีใดสีหนึ่งจนแสบตา ดังหนังสือปลุกใจที่เราเคยชิน
พระเอก-ถ้าจะถือว่านิยายเรื่องนี้มีพระเอก-เป็นลูกพ่อค้าจีนชื่อเจ้าสัวกิมทอง ค้าขายกว้างไกลเพราะมีเส้นสายวางเอาไว้ในหลายเมือง ซื้อสินค้าลงสำเภาไปขายเมืองจีน จึงเป็นที่เกรงอกเกรงใจของพระราชาเมืองศรีรามเทพ แม้แต่เมืองละโว้ซึ่งเป็นญาติผู้ใหญ่ของพระราชา ก็เกรงใจ เพราะละโว้ต้องอาศัยเจ้าสัวในการค้าขายเหมือนกัน
เจ้าสัวเป็นคนฉลาด นอกจากให้คำปรึกษาแก่พระราชาแล้ว ตัวเองยังวางเส้นสนกลในไว้มากมาย เพื่อก้าวขึ้นครองอำนาจเอง โดยอาศัยทั้งกำลังคนและวัฒนธรรมความเชื่อของผู้คนเป็นเครื่องมือ จนเมื่อเกิดกาฬโรคหรือห่ากินเมืองครั้งใหญ่ ต้องเผาเมืองทิ้งบางส่วน เจ้าสัวก็เป็นผู้นำเอาผู้คนอพยพไปอยู่หนองโสน เพื่อลี้ภัยจากโรคร้าย ตั้งโรงทานแจกอาหารผู้คน จนร่ำลือกันว่าเป็น “ผู้มีบุญ” เป็นทั้งพระรามและพระอินทร์ไปพร้อมกัน
ในที่สุด ก็พาพราหมณ์ไปทำพิธีที่ต้นหมัน และขุดพบหอยสังข์
ที่เหลือคุณสุจิตต์ไม่ได้เขียนต่อ แต่คนที่พอรู้ประวัติศาสตร์ก็เดาได้ว่า เจ้าสัวก็คือ “อู่ทอง” ที่เสวยราชย์เป็นรามาธิบดีองค์แรกของกรุงศรีอยุธยามหาสถานนั่นเอง
ถ้าคุณสุจิตต์จะนั่งลงเขียนฟุตโน้ต หนังสือ 175 หน้าเล่มนี้คงหนาขึ้นอีก 5 เท่า เพราะคุณสุจิตต์อาศัยเทียนในการนั่งเขียนน้อยมาก ผิดแผกจากนิยายอิงประวัติศาสตร์โดยทั่วไป แทบจะทุกบรรทัดมาจากการตีความที่สลับซับซ้อนของหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นตำนาน, จารึก, พระราชพงศาวดาร, นิทานพื้นถิ่น, นิรุกติศาสตร์, และงานของนักประวัติศาสตร์เอง
อันที่จริง คุณภาพของนิยายอิงประวัติศาสตร์ไม่ได้อยู่ที่เหตุการณ์ซึ่งบรรยายจะจริงหรือไม่จริง แต่อยู่ที่ว่า “บรรยากาศ” ของเรื่องว่าจริงหรือไม่จริงต่างหาก หมายความว่าตัวละครคิดและทำอย่างที่คนในยุคสมัยนั้นน่าจะคิดหรือทำหรือไม่ มีเงื่อนไขแห่งยุคสมัยอะไรที่ทำให้ตัวละครหนึ่งๆ ในเรื่อง ทำหรือไม่ทำอะไร แทนที่ผู้เขียนจะนั่งชี้นิ้วตัดสินตัวละครว่าตัวนี้ดีตัวนี้ชั่ว ผู้เขียนกลับทำให้ผู้อ่านเกิดความเข้าใจและเห็นใจการกระทำของตัวละครมากกว่า
ในแง่นี้ คุณสุจิตต์ประสบความสำเร็จอย่างดีเยี่ยมในการเขียนนิยายอิงประวัติศาสตร์เรื่องนี้ แต่อาจจะสำเร็จเกินไป เพราะตัวละครจึงคิดและทำอะไรไม่เกินไปกว่าที่จะอธิบายได้ด้วยหลักฐานทางประวัติศาสตร์
แต่คนไม่ว่าในยุคสมัยอะไรล้วน “ลึก” กว่านั้น คือมีอารมณ์ความรู้สึกเฉพาะของตน มีอะไรที่ต่างจากคนอื่นจนเป็นตัวเขาเองอันผู้อ่านนิยายจับได้ด้วย แน่นอนว่าส่วนนี้ย่อมหาหลักฐานทางประวัติศาสตร์มายืนยันหรืออธิบายไม่ได้ และส่วนนี้แหละครับที่หายไปใน”กูเป็นคนไทย”
แม้กระนั้น “กูเป็นคนไทย”ก็อ่านสนุก และขำขันได้ในหลายที่อย่างเดียวกับการสนทนากับคุณสุจิตต์ ผมเชื่อว่าใครหยิบอ่านก็รวดเดียวจบเหมือนกัน เพราะอ่านเพลินดี
อย่างไรก็ตาม คุณสุจิตต์อาจไม่ได้ตั้งใจจะเขียนนิยาย ก็อย่างที่คุณสุจิตต์ทำในระยะหลังนี้มาหลายปีแล้ว นั่นคือ “เผยแพร่แบ่งปัน” ความรู้ ซ้ำยังให้ “กองทุนเผยแพร่ความรู้สู่สาธารณะ” เป็นผู้จัดพิมพ์ ดังนั้น คุณลักษณะของนิยายจึงเป็นเรื่องรอง แต่อยากจะเผยแพร่แบ่งปันความรู้ทางประวัติศาสตร์ในช่วงก่อนอยุธยา โดยอาศัยหลักฐานที่รัดกุม
ครั้นจะเขียนเป็นหนังสือวิชาการ ก็จะเหลือผู้อ่านน้อย จึงเสนอในรูปของนิยาย เพื่อดึงดูดผู้อ่านที่ไม่ใช่นักวิชาการทางประวัติศาสตร์ นิยายจึงเป็นเพียงเครื่องมือเท่านั้น ในแง่นี้ก็ต้องถือว่าคุณสุจิตต์ประสบความสำเร็จ เพราะอ่านเพลินอย่างที่กล่าวแล้ว
อันที่จริง หลักฐานข้อมูลและการตีความใหม่ๆ ที่เกี่ยวกับลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างเมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ 18-19 ก็ใช่ว่าจะเป็นที่คุ้นเคยกันดีในวงวิชาการนัก ได้ แต่ร่ำลือกันมาหลายสิบปีแล้วว่า วิทยานิพนธ์ของ อาจารย์ชาญวิทย์ เกษตรศิริ บอกว่าพระเจ้าอู่ทองรามาธิบดีเป็นเจ๊ก ก็ได้แต่ฮือฮากันไป โดยไม่มีใครค้นคว้ามาคัดค้านหรือสนับสนุน จึงไม่มีผลต่อการรับรู้ของสาธารณชนไทยเท่าไรนัก แม้แต่เรื่องพระเจ้าอู่ทองหนีห่ามาจากเมืองอู่ทองก็ยังสอนกันอยู่ในโรงเรียนบางแห่งจนถึงทุกวันนี้
ดังนั้น หากคุณสุจิตต์จะเขียนงานชิ้นนี้ในรูปวิชาการ ผมก็เชื่อว่ามีประโยชน์ต่อการศึกษาประวัติศาสตร์ไทยอย่างแน่นอน
แต่เดาเอาว่า คุณสุจิตต์อาจหมดอาลัยตายอยากกับวงวิชาการไทยแล้วกระมัง จึงคิดจะเผยแพร่แบ่งปันความรู้กับสามัญชนคนธรรมดามากกว่า
ในแง่ที่เป็นหนังสือปลุกใจให้รักชาตินั้น ผมเดาเอาเองว่าเป็นส่วนหนึ่งของเจตนาผู้เขียน เพียงแต่ชาติหรืออดีตของชาติที่คุณสุจิตต์จินตนากรรมถึงนั้น แตกต่างจากชาติของหลวงวิจิตรวาทการ ซึ่งเขียนนิยายอ้างประวัติศาสตร์ (เรียกว่า “อิง” ก็ไม่ได้) และละครกะหลาป๋าปลุกใจไว้มาก
(จนทำให้ละครไทยไร้รสนิยมไปหลายสิบปี)
ชาติของคุณสุจิตต์ประกอบขึ้นมาแต่อดีตด้วยผู้คนหลากหลายชาติพันธุ์และวัฒนธรรม ต่างมีคุณูปการต่อการเกิดชาติในเวลาต่อมาด้วยบทบาทและวิถีชีวิตที่ต่างกัน แต่ไม่มีใครหรอกครับที่คิดถึง “ชาติ” เพราะสมัยนั้นยังไม่มีสำนึกในเรื่องนี้ เขาต่างหาประโยชน์สูงสุดใส่ตัว แต่ไม่ได้หยาบคายถึงกับถือว่าประโยชน์สูงสุดคือกำไรทางวัตถุเพียงอย่างเดียว กำไรทางวัตถุก็มี, ทางสังคมก็มี, ทางจิตวิญญาณก็มี, เคล้าคละปะปนไปในคนคนเดียวหรือกลุ่มเดียว บางครั้งก็ประนีประนอมช่วยเหลือเฟื้อกูกัน บางครั้งก็แก่งแย่งแข่งดีและเข่นฆ่ากันเอง
จะดีจะชั่วก็เกิดผลรวมคือทำให้เกิดโครงข่ายเชื่อมโยงคนเหล่านี้ให้เข้ามาอยู่ในสังคมและรัฐเดียวกัน ใกล้บ้างห่างบ้างก็ตาม ต้องมาร่วมชะตากรรมสุขทุกข์ร่วมกัน ห่าลงทีก็ตายร่วมกันเป็นเบือ, สุมหัวกันเพื่อเอาตัวรอดตามวิถีทางที่โง่บ้างฉลาดบ้าง (ตามมาตรฐานของเรา) แล้วในที่สุด ก็รอดมาได้ ไม่ใช่เพราะผู้นำเพียงอย่างเดียว แต่เพราะต่างเลือกที่จะรอดตามผู้นำนั้นๆ เลือกเพราะคิดดีแล้วหรือเลือกเพราะถูกหลอกก็ตาม แต่ผลที่สุดก็คือ สังคมนั้นดำเนินต่อไปได้
ง่ายๆ แค่นี้แหละครับ แต่มันปลดปล่อย เพราะชาติของคุณสุจิตต์ผนวกทุกคนเข้ามา ไม่ได้กันคนออกไปอย่างชาติของหลวงวิจิตร ไม่ว่าจะอยู่ในกลุ่มชาติพันธุ์ใด ก็มีส่วนอยู่ในชาติเท่าๆ กัน ชาติของคุณสุจิตต์ไม่ได้อาศัยความเกลียดชังดูหมิ่นถิ่นแคลนผู้อื่นหล่อเลี้ยง เพราะไม่ได้เน้นความเป็นเทวดาของคนกลุ่มใด จึงไม่จำเป็นต้องสร้างปีศาจขึ้นมาขับเทวดาให้เด่นขึ้น แม้แต่วัฒนธรรมที่ยกย่องกันว่าเป็นของชาติ ก็สั่งสมขึ้นจากการใช้ในชีวิตจริงของคนเล็กคนน้อย ดังคนแจวเรือข้ามฟากซึ่งสมานแผลเจ็บปวดของชีวิตด้วยการเล่นดนตรี (พิณและแคน)
สำนึกต่ออดีตของชาติอย่างนี้ ทำให้ชาติเป็นสมบัติของทุกคนเท่าเทียมกัน
ที่มา : มติชนสุดสัปดาห์ (ฉบับประจำวันที่ 17 – 23 เมษายน 2552)
กูเป็นคนไทย
(ไม่ใช่ผีนะโว้ย)
เพิ่งอ่าน “กูเป็นคนไทย“ นวนิยายเรื่องใหม่ของ สุจิตต์ วงษ์เทศ จบ
รู้สึกเหมือนมีใครเอาเข็มมาจิ้มกระตุ้นต่อมความรู้ ให้ได้ครึกครื้น คึกคัก อยากค้นคว้าหาความรู้ต่อ กระทั่งตั้งตารอผลงานเล่มใหม่ ซึ่งก็คาดว่าน่าจะออกมาในลักษณะเรื่องแต่งอิงตำนานประวัติศาสตร์ แบบที่นักเขียนผู้นี้คุ้นเคย (ใครอดทนรอไม่ไหว พลิกมติชนสุดสัปดาห์ อ่านคอลัมน์ อ่านแผ่นดิน ท้องถิ่นของเรา ซึ่งนำเสนอ เรื่องแต่ง อิงพงศาวดาร กรุงแตก ยศล่มแล้ว โดยพลัน)
กลับมาที่ ”กูเป็นคนไทย”
แค่ชื่อเรื่อง ก็เห็นได้ถึงความพยายามในการอธิบาย จุดไฟสว่างในหัวสมองให้คนแล้วว่า กูเป็นคนไทย หาใช่การประกาศถึงสัญชาติ ขีดเส้น แล้วแบ่งให้ผู้ที่ไม่ใช่ ”คนไทย” เป็นพวกอื่น เช่น เป็นจีน เป็นฝรั่ง ฯลฯ อันจะนำมาซึ่งการเป็น ”พวกกู-พวกมึง ใครไม่ใช่ไม่ช่วยเหลือ ใครไม่ใช่ไม่สนับสนุน มิหนำซ้ำยังกลับเหยียดหยาม ซ้ำเติมเมื่อพลาด ดังเช่นสถานการณ์บ้านเมืองทุกวันนี้ พอบอก กูเป็นเสื้อเหลือง หมายความว่าอีกพวกที่ไม่เห็นพ้องนั้นคือ กูเป็นเสื้อแดง จนที่สุด คุยกันไม่เข้าใจ ก็รบราฆ่าฟันกัน เป็น คนไทยฆ่าคนไทย (ในที่นี้คือคำที่ผู้คนรุ่นใหม่เรียกตัวเอง)”
“กูเป็นคนไทย” ในความหมายของนิยายเล่มนี้…
เหมือนจะเป็นสิ่งที่ผู้เขียนพยายามตอกย้ำอยู่ตลอด เพราะหากถาม มึงเป็นใคร ในชีวิตประจำวัน ซึ่งถามหมายรู้ว่า เป็นพวกไหน พวกชาวป่า ชาวดง ผีบ้าผีบอ หรือพวกไหน
หากคำตอบที่ได้รับคือ กูเป็นคนไทย
ก็หมายความว่า ผู้ตอบกำลังบอกว่าตัวเองเป็น ”คน” ไม่ใช่ผีบ้าผีบอผีห่าผีเหวที่ไหน
เพราะ ”ไท” นั้นหมายถึง ”คน”
ชาว ปกากะญอ ก็เรียกตัวเองอย่างนี้ เพราะคำว่า ปกากะญอ นั้นหมายถึง มนุษย์หรือคน แต่ผู้คนกลับเรียกพวกเขาอย่างดูถูก และเหยียดว่า กะเหรี่ยง
กลับมาที่ ”กูเป็นคนไทย” (อีกรอบ)
กล่าวถึงเรื่องราวในเรื่องแต่งอิงตำนานประวัติศาสตร์นี้ ฉากหลังที่ผู้เขียนใช้ คือ ช่วงก่อนมีกรุงศรีอยุธยา ทุกฉาก ทุกตัวละคร ทุกการกระทำ ที่ปรากฏออกมา อาจกล่าวได้ว่ามีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ และ/หรือแม้จะมีตัวละครบางพวกแทรกเสริมมาบ้าง (มั้ย? ไม่แน่ใจ) ก็เพื่อเป็นสีสันให้เรื่องน่าติดตาม แต่สำหรับการกระทำ พฤติกรรมที่ปรากฏ ล้วนแต่อธิบายได้ (มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์)
ยุคก่อนมีกรุงศรีอยุธยา…
ช่วงอาณาจักรละโว้เรืองอำนาจ หากแต่ครานั้นได้เกิดโรคห่าระบาด ผู้คนล้มตายเป็นเบือ แม้จะพึ่งโขมดหมอผี ก็มิอาจที่จะปัดรังควาญ ไล่โรคห่าร้าย ที่ไล่คร่าชีวิตของผู้คนสิ้นไปได้ ลูกเล็กเด็กแดง ผู้เฒ่าผู้แก่ หรือแม้แต่เจ้านายในวังก็ไม่พ้นไอ้โรคร้าย
แต่ทุกคนก็เชื่อว่า จะมี ผู้มีบุญ มาช่วยเหลือพวกเขา
ผู้มีบุญ เป็นใคร?
ผู้มีบุญ ก็คือผู้มีทรัพย์ทำบุญ
จะใครไหนเลย เจ้าสัวกิมทอง พ่อค้าสำเภาจีน เศรษฐีผู้มีทั้งเงิน ทั้งอำนาจ บารมี เป็นผู้มีบุญ ใจบุญสร้างพะแนงเชิงให้คนกราบไหว้บูชา ซึ่งเท่ากับประกาศสถาปนาพระศาสนาเถรวาทที่เคยตกอับให้รุ่งเรืองขึ้นเท่าเทียมพวกขอม ที่ยกย่องศาสนาพราหมณ์ กับมหายานอันมากด้วยพิธีรีตอง
เพราะเจ้านายขอมในเมืองละโว้นับถือพราหมณ์
เพราะบริวารในเมืองละโว้เลื่อมใสเถรวาท
ทั้งยังเจ้าสัวก็มีเรื่องผลประโยชน์จากการค้าสำเภาจีน ขัดแย้งอยู่กับบรรดาเจ้านาย
เจ้านายจึงไม่มีใครเป็นปลื้มเจ้าสัวกิมทอง แต่ก็ด้วยเงินทอง และอำนาจ ก็ทำให้เจ้าสัวได้กลายเป็นผู้มีบุญ และกำลังจะเป็นผู้นำพา ชาวไทย ทั้งหลายให้หลุดพ้นจากกาฬโรค หรือโรคห่ากินเมืองอันเลวร้าย ด้วยเขาได้ให้คนย้ายข้ามน้ำไปอยู่ทางหนองโสน เพื่อจะได้ให้พ้นไข้ห่าทางคลองสวนพลูตะวันออก ซึ่งก็กำลังถูกไฟไหม้เมืองเพราะเผาไล่ห่าอยู่นั่นเอง
“ผู้มีบุญให้ยกไปอยู่ที่ใหม่ข้ามน้ำไปทางตะวันตก” คนทั้งหลายไทยบ้านไทยเมืองไทยบกไทยน้ำไทยดงไทยดอยไทยน้อยไทยใหญ่พากันยกย้ายสิ่งของเหลือจากกองไฟข้ามแควน้ำไปก่อบ้านสร้างเมือง
แล้วเจ้าสัวกิมทอง-ผู้มีบุญและ “คนไทย” ก็รอดพ้นจากโรคห่า
ผู้มีบุญได้รับยกย่องเป็นพระราชา
ผู้พอมีความรู้ทางประวัติศาสตร์อยู่บ้าง ก็พอจะเดาได้ว่า เจ้าสัวกิมทอง เป็นใคร?
และเมืองที่เจ้าสัวสร้างคือเมืองอะไร? ก็คงจะพอเดาได้ไม่ยาก
นี่แหละ “กูเป็นคนไทย”
กระตุ้นต่อมความรู้ดีนักแล
ที่มา : อาทิตย์เที่ยงวัน โดย เชตวัน เตือประโคน มติชน (ฉบับวันอาทิตย์ที่ 19 เมษายน 2552 หน้า 20)
หนุ่มสาวเสรี
คอลัมน์ตะเกียงเจ้าพายุ
หนังสือพิมพ์สยามรัฐ ฉบับวันที่ 10 เม.ย. 2552
อติภพ ภัทรเดชไพศาล
วงดนตรี “ต้นกล้า” ต่อยอดมาจากวง “เจ้าพระยา” ที่มีสุจิตต์ วงษ์เทศเป็นสมาชิก ทั้งร้องทั้งเล่น ทั้งแต่งเพลงมาแต่ต้น
เท่าที่ผมทราบ วง “ต้นกล้า” ก่อตั้งขึ้นในราวปี พ.ศ. 2518 โดยนักศึกษากลุ่มหนึ่งจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ต้องการนำเพลงดนตรีไทยมาใช้ในการต่อสู้ทางการเมือง ซึ่งหลังจากนั้นก็มีสมาชิกจากเครือข่ายต่างๆ จากมหาวิทยาลัยหลายแห่ง ทั้งจุฬาฯ มหิดล และรามคำแหง เข้าร่วมวงด้วย
คุณสุจิตต์เคยเล่าให้ฟังว่าที่ไม่ได้เข้าไปร้องไปเล่นกับวงต้นกล้าด้วยในขณะนั้น ก็เพราะว่าทำงานหนังสือพิมพ์อยู่ ทำให้ไม่สะดวกในหลายๆ เหตุผล ก็เลยได้แต่แต่งเพลงให้วงต้นกล้าเอาไปร้องสองเพลง คือเพลง “หนุ่มสาวเสรี” กับเพลง “เจ้าขุนทอง”
ความเป็นไปของการเมืองในขณะนั้น ความเจ็บปวดของคนหนุ่มสาวในขณะนั้นที่พบเห็นแต่ความอยุติธรรมในสังคม ถูกถ่ายทอดผ่านเนื้อเพลง “หนุ่มสาวเสรี” อย่างตรงไปตรงมา และเต็มไปด้วยพลัง โดยเฉพาะท่อนที่ว่า
มือเปล่าตีนเปล่าก้าวหน้า ถึงจะถูกเข่นฆ่าเป็นผี
ถือหลักศักดิ์สิทธิ์เสรี พูดกันดีๆ แล้วตั้งนาน
กดขี่ข่มเหงคะเนงร้าย เผด็จการก้าวก่ายเสียงค้าน
ชาวนาเป็นศพกบดาน ชาวบ้านเป็นซากยากจน
เจ้าหนุ่มเจ้าสาวเอย เจ้าเคยแล้วหรือยัง
เจ้าหนุ่มเจ้าสาวเอย เจ้าเคยแล้วหรือยัง
ตาย ตาย ตาย ตายเพื่อสร้าง เอ๋ยตายเพื่อสร้างเสรี
การต่อสู้ของนิสิตนักศึกษาสมัย 2519 นั้นเป็นที่รู้ๆ กันอยู่ แต่บทเพลงประวัติศาสตร์เหล่านี้กลับค่อยๆ จางหายไปจากสังคม จนคราวหนึ่งอาจารย์โคทม อารียา ถึงกับปรารภเสียดายที่คนรุ่นใหม่ไม่รู้จักเพลงนี้ และบอกว่าเป็นเพลงที่เป็นตัวแทนของการต่อสู้เดือนตุลาฯ ที่ดีที่สุดทีเดียว
ทำนองเพลงหนุ่มสาวเสรีของคุณสุจิตต์ คือทำนองเพลง “ลาวเฉียง” ซึ่งเป็นเพลงหนึ่งในเพลงตับพระลอ (ตับลาวเจริญศรี) ที่เอามาปรับจังหวะให้รวดเร็ว คึกคัก แสดงพลังและความโกรธได้เต็มที่ แบบที่ดนตรีไทยไม่เคยทำได้มาก่อน (กระทั่งปัจจุบัน) เสียงร้องของคุณป่อง (รังสิต จงฌาณสิทโธ) นั้นเป็นแบบไทย แต่ก็ก้าวหน้ากราดเกรี้ยวมากจนวิญญาณของเพลงนั้นเกือบจะกลายเป็นร็อคไปแล้ว ในแง่ของเจตจำนง
(ถ้าใครยังไม่เคยฟังเพลงนี้หรืออยากฟังอีก ผมแนะนำให้เข้าไปที่เว็บไซต์ของสุจิตต์ วงษ์เทศ ที่ชื่อว่า www.sujitwongthes.com แล้วเข้าไปที่หัวข้อ “เพลงดนตรี” ดูที่เพลงของวงต้นกล้า)
หลายวันมาแล้วที่ผมได้ยินเพลง “หนุ่มสาวเสรี” ฉบับใหม่ ทางสถานี D-station ซึ่งมีคนบอกว่าคุณไวพจน์ เพชรสุพรรณเป็นคนขับร้อง (ข้อมูลนี้ไม่ยืนยัน เพราะภูมิรู้ลูกทุ่งผมมีไม่มากพอที่จะกล้าบอกอย่างนั้น)
เพลงฉบับใหม่นี้ทำออกมาแบบคาราโอเกะ เพลงหนุ่มสาวเสรีถูกแปรรูปให้เป็นเพลงลูกทุ่งธรรมดาๆ ด้วยเสียงกลองกระฉึกกระฉัก และเครื่องเป่าปลอมๆ ส่วนทำนองเพลงลาวเฉียงในส่วนของดนตรีที่เป็นพื้นนั้นถูกตัดออกจนหมด ซึ่งน่าจะเกิดจากการที่ผู้เรียบเรียงไม่มีความรู้ดนตรีไทยเพียงพอ
เพลงเป็นอิสระจากผู้แต่ง มันถูกหยิบยืม ช่วงใช้ ในบริบทที่แตกต่างกันไปจนในบางครั้งเราก็คิดไม่ถึง หนุ่มสาวเสรี พูดถึงความเสรี ตัวมันเองจึงเป็นสิ่งเสรีที่ใครจะหยิบไปใช้ประโยชน์อย่างไรก็ได้
แต่ต้องระวังว่าเสรีนี้ต้องอยู่ในกรอบประชาธิปไตย ไม่ใช่เสรีอนาธิปไตยที่ไปทุบรถนายกฯ แบบไม่มีเหตุผล
donwload เอกสารข้อมูลเรื่องสงกรานต์




