<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Sujit Wongthes</title>
	<atom:link href="http://www.sujitwongthes.com/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.sujitwongthes.com</link>
	<description></description>
	<lastBuildDate>Tue, 07 Feb 2012 17:00:44 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.2.1</generator>
		<item>
		<title>ประจวบฯ เมือง 3 อ่าว, เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว และสถานตากอากาศบางแสน</title>
		<link>http://www.sujitwongthes.com/2012/02/siamrath08022555/</link>
		<comments>http://www.sujitwongthes.com/2012/02/siamrath08022555/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 07 Feb 2012 17:00:44 +0000</pubDate>
		<dc:creator>graphic_dc</dc:creator>
				<category><![CDATA[ท้องถิ่นมีชุมชน (สยามรัฐ)]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sujitwongthes.com/?p=12334</guid>
		<description><![CDATA[ท้องถิ่นมีชุมชน I พุธที่ 8 กุมภาพันธ์ 2555 นาน้อย อ้อยหนู   ประจวบฯ เมือง 3 อ่าว           จ. ประจวบคีรีขันธ์ ติดทะเลอ่าวไทยมีชายหาดยาวตลอดตั้งแต่ อ. หัวหิน จนถึง อ.บางสะพานน้อย ในเขต อ.เมืองมีลักษณะเป็นอ่าว 3 อ่าว คือ อ่าวน้อย อ่าวประจวบฯ และอ่าวมะนาว ที่มีภูเขาในกลุ่มเขาสามร้อยยอดคั่นระหว่างกัน           อ่าวน้อย อยู่ติดกับอ่าวประจวบฯ มีเขาตาม่องล่ายคั่นกลาง ถัดไปเป็นอ่าวมะนาว (เดิมชื่อ อ่าวเกาะหลัก) มีเขาล้อมหมวกคั่นกับอ่าวประจวบฯ อีกด้านของอ่าวมะนาวเป็นเขาคลองวาฬ ด้ายหาดที่มีลักษณะโค้งเกือบเป็นวงกลมยาว คล้ายกับผลมะนาว จึงเรียกชื่อว่าอ่าวมะนาว           ตั้งแต่โบราณ บริเวณอ่าวทั้ง 3 เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางขนถ่ายสินค้าข้ามคาบสมุทร มีกลุ่มเขาสามร้อยยอดเป็นหลักหมายของนักเดินเรือโบราณที่เข้ามาติดต่อค้าขาย ผ่านปราณบุรี, สามร้อยยอด, กุยบุรี เข้า-ออกช่องสิงขร สู่ชายฝั่งเมืองมะริด ในพม่า ออกทะเลอันดามัน [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="color: #c0c0c0;">ท้องถิ่นมีชุมชน I พุธที่ 8 กุมภาพันธ์ 2555</span></p>
<p><span style="color: #c0c0c0;"><strong></strong><strong></strong><em>นาน้อย อ้อยหนู</em></span><em></em></p>
<p><em> </em></p>
<p><strong>ประจวบฯ เมือง </strong><strong>3 อ่าว</strong></p>
<p><strong>          </strong>จ. ประจวบคีรีขันธ์ ติดทะเลอ่าวไทยมีชายหาดยาวตลอดตั้งแต่ อ. หัวหิน จนถึง อ.บางสะพานน้อย ในเขต อ.เมืองมีลักษณะเป็นอ่าว 3 อ่าว คือ อ่าวน้อย อ่าวประจวบฯ และอ่าวมะนาว ที่มีภูเขาในกลุ่มเขาสามร้อยยอดคั่นระหว่างกัน</p>
<p><strong>          </strong>อ่าวน้อย อยู่ติดกับอ่าวประจวบฯ มีเขาตาม่องล่ายคั่นกลาง ถัดไปเป็นอ่าวมะนาว (เดิมชื่อ อ่าวเกาะหลัก) มีเขาล้อมหมวกคั่นกับอ่าวประจวบฯ อีกด้านของอ่าวมะนาวเป็นเขาคลองวาฬ ด้ายหาดที่มีลักษณะโค้งเกือบเป็นวงกลมยาว คล้ายกับผลมะนาว จึงเรียกชื่อว่าอ่าวมะนาว <span id="more-12334"></span></p>
<p><strong>          </strong>ตั้งแต่โบราณ บริเวณอ่าวทั้ง 3 เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางขนถ่ายสินค้าข้ามคาบสมุทร มีกลุ่มเขาสามร้อยยอดเป็นหลักหมายของนักเดินเรือโบราณที่เข้ามาติดต่อค้าขาย ผ่านปราณบุรี, สามร้อยยอด, กุยบุรี เข้า-ออกช่องสิงขร สู่ชายฝั่งเมืองมะริด ในพม่า ออกทะเลอันดามัน อ่าวเบงกอลไปอินเดียและตะวันตกได้ และใช้ต่อมาอีกนาน</p>
<p><strong>          </strong>ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ชายฝั่งอ่าวเกาะหลัก (อ่าวประจวบฯ) และอ่าวมะนาว เป็นสมรภูมิรบระหว่างไทยและญี่ปุ่นที่มายกพลขึ้นบก พ.ศ. 2484 ก่อนฝ่ายไทยประกาศให้ญี่ปุ่นเดินทางผ่านไปยังพม่า การต่อสู้จึงยุติลง</p>
<p><strong>          </strong>ระหว่างวันที่ 10 &#8211; 19 กุมภาพันธ์ 2555 มีงาน<strong>ท่องเที่ยวประจวบคีรีขันธ์ มหัศจรรย์เมืองสามอ่าว </strong>ที่บริเวณรอบเขาช่องกระจก และถนนเลียบอ่าวประจวบฯ จ.ประจวบคีรีขันธ์</p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong>เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว</strong></p>
<p><strong>          งานสมโภชเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว</strong> ที่มีระหว่าง 1 &#8211; 8 กุมภาพันธ์ 2555 ที่ศาลเจ้าเล่งจูเกียง (ศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว) และบริเวณเชิงสะพานเดชานุชิต อ. เมือง จ. ปัตตานี</p>
<p><strong>          </strong>พงศาวดารเมืองปัตตานี เล่าประวัติเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวไว้ สรุปดังนี้</p>
<p><strong>          </strong>“เก๊าเนี่ยว” (กอเหนี่ยว) เป็นน้องสาวของ “หลิมโต๊ะเคี่ยม” นายช่างหล่อปืนใหญ่ 3 กระบอกให้แก่นางพระยาปัตตานี (ครั้งเมืองปัตตานี ตั้งอยู่ใน ต.บ้านมะนา) เป็นชาวจีนมาจากเมืองจีน ชาติหกเคี้ยน แซ่หลิม ชื่อ เคี่ยม ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่บ้านกะเสะ ได้ภรรยามลายู จึงเข้าศาสนามลายู(อิสลาม)ด้วย พวกมลายูสมมุติเรียกกันว่า “หลิมโต๊ะเคี่ยม”</p>
<p><strong>          </strong>หลิมโต๊ะเคี่ยมอยู่เมืองปัตตานีหลายปี น้องสาวชื่อ เก๊าเนี่ยว ตามมาจากเมืองจีน อ้อนวอนหลิมโต๊ะเคี่ยมให้กลับไปเมืองจีน แต่หลิมโต๊ะเคี่ยมไม่ยอมกลับ เก๊าเนี่ยวเสียใจจึงผูกคอตาย หลิมโต๊ะเคี่ยมจึงได้ทำฮวงซุ้ยน้องสาวไว้ที่ ต. บ้านกะเสะ ปรากฏอยู่จนทุกวันนี้</p>
<p><strong>          </strong>พวกจีนเลยนับถือเก๊าเนี่ยวว่าเป็นผู้หญิงบริสุทธิ์อย่างหนึ่ง เป็นคนรักชาติตระกูลอย่างหนึ่ง จึงได้เซ่นไหว้เสมอทุกปีไม่ขาด</p>
<p><strong>          </strong>เรื่องของหลิมโต๊ะเคี่ยมและเก๊าเนี่ยวสองพี่น้องชาวจีนฮกเกี้ยน ที่มาจากเมืองจีน แล้วตั้งรกรากอยู่บริเวณคาบสมุทรตอนใต้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของจุดนัดพบบนเส้นทางเศรษฐกิจการค้าติดต่อไปมาจากตะวันตก กับทางตะวันออก โดยเฉพาะจีน ที่เคยมีกองทัพเจิ้งเหอเดินทางมาถึง จึงมีสถานีการค้าและบ้านเมืองต่างๆเกิดแล้วเจริญขึ้นในย่านนี้มากมาย รวมถึงปัตตานี</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>หาดบางแสน จ.ชลบุรี</strong><strong></strong></p>
<p><strong>          </strong>หาดบางแสน เดิมเป็นชายทะเลรกร้าง ใน ต. แสนสุข อยู่ทางตอนใต้ของแหลมแท่น ไปจนจรดเขตบางพระ ยาวประมาณ 5 ก.ม.</p>
<p><strong>          </strong>หลังเปิดใช้ทางหลวงสายสมุทรปราการ บางปะกง และชลบุรี เมื่อ พ.ศ. 2486 ยุคจอมพล ป. พิบูลสงคราม คณะรัฐมนตรีมีมติให้จัดสร้างสถานตากอากาศที่หาดบางแสน ต.แสนสุข อ.เมือง จ.ชลบุรี ขึ้น  ให้ชื่อว่า “โรงแรมแสนสำราญ” ตามชื่อบริษัทแสนสำราญ ผู้ดำเนินกิจการและบริหารในยุคแรก</p>
<p><strong>          </strong>พ.ศ. 2487 – 2488 สถานตากอากาศบางแสนเริ่มเป็นที่รู้จักของชาวต่างประเทศ คือ ฝ่ายสัมพันธมิตรที่ขึ้นบกมาพักผ่อน</p>
<p><strong>          </strong>พ.ศ. 2495 กรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง เข้าดำเนินกิจการต่อจากบริษัท แสนสำราญ จำกัด</p>
<p><strong>          </strong>พ.ศ. 2503 โอนกิจการโรงแรมแสนสำราญให้สำนักงานสลากกินแบ่ง มีการซ่อมแซมปรับปรุงครั้งใหญ่ แล้วเปลี่ยนชื่อเป็น <strong>สถานตากอากาศบางแสน</strong></p>
<p><strong>          </strong>พ.ศ. 2507-2510 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยเข้ามาดำเนินการ และปรับปรุงพัฒนาสถานตากอากาศบางแสนอีกครั้ง เทศบาลตำบลแสนสุขได้เข้าจัดระเบียบการใช้พื้นที่ชายหาดให้เป็นระบบระเบียบมากขึ้น ต่อมายกขึ้นเป็นเทศบาลเมืองแสนสุขดูแลสืบมาจนปัจจุบัน</p>
<p>&nbsp;</p>
<div id="attachment_12335" class="wp-caption alignnone" style="width: 420px"><a href="http://www.sujitwongthes.com/wp-content/uploads/2012/02/bangsaen.jpg"><img class="size-full wp-image-12335 " title="bangsaen" src="http://www.sujitwongthes.com/wp-content/uploads/2012/02/bangsaen.jpg" alt="" width="410" height="284" /></a><p class="wp-caption-text">ชายหาดบางแสน สถานตากอากาศยุคแรกๆของไทย ภาพถ่ายเมื่อหลายสิบปีมาแล้ว (http://www.sarakadee.com/knowledge/2002/09/once_bangsan.htm)</p></div>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sujitwongthes.com/2012/02/siamrath08022555/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วัฒนธรรมข้าว เป็นวัฒนธรรมร่วมอุษาคเนย์</title>
		<link>http://www.sujitwongthes.com/2012/02/siam08022555/</link>
		<comments>http://www.sujitwongthes.com/2012/02/siam08022555/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 07 Feb 2012 17:00:36 +0000</pubDate>
		<dc:creator>graphic_dc</dc:creator>
				<category><![CDATA[สยามประเทศไทย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sujitwongthes.com/?p=12314</guid>
		<description><![CDATA[มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพุธที่ 8 กุมภาพันธ์ 2555 &#160;           คนไทย เป็นลูกผสมของคนหลายชาติพันธุ์ เช่น ตระกูลมอญ-เขมร, ม้ง-เย้า, ชวา-มลายู, ฯลฯ และไทย-ลาว ไม่ได้เชี่ยวชาญเรื่องข้าวมากกว่าคนอื่น           “วัฒนธรรมข้าว” เป็นชื่อเรียกวิถีชีวิตของคนอุษาคเนย์อย่างกว้างๆรวมๆโดยนักวิชาการตะวันตกเมื่อนานมาแล้ว ทำนองเดียวกับเรียกวิถีชีวิตของชาวเม็กซิกันว่าเป็นกลุ่มชนใน“วัฒนธรรมข้าวโพด”           นักวิชาการไทยจำนวนหนึ่งเมื่อหลายปีมาแล้วยังเรียกวิถีชีวิตคนอีสานและลาวว่าอยู่ใน“วัฒนธรรมปลาแดก” หรือวัฒนธรรมทำให้เน่าแล้วอร่อย เช่น ปลาแดก, ปลาร้า, น้ำปลา, กะปิ, น้ำบูดู, ฯลฯ           แต่ทั้งวัฒนธรรมข้าวและวัฒนธรรมปลาแดก เป็นวัฒนธรรมร่วมของคนอุษาคเนย์ทั้งมวล ฉะนั้นจะตีกรอบว่าเป็นของไทยพวกเดียวหาได้ไม่           นักโบราณคดีขุดพบเม็ดข้าวเก่าสุดที่แม่ฮ่องสอน ไม่น้อยกว่า 5,000 ปีมาแล้ว บางทีว่าเก่าถึง 7,500 ปีมาแล้วก็มี           แต่จะเหมาว่าข้าวไทยเก่าสุดในโลกไม่ได้ เพราะเป็นวัฒนธรรมร่วมทั้งอุษาคเนย์           นักวิชาการญี่ปุ่นศึกษาเรื่องข้าวในอุษาคเนย์ไว้มากที่สุด และมีหลายแง่หลายมุม ถึงขนาดศึกษาแกลบในอิฐยุคทวารวดี แล้วบอกว่าเป็นแกลบข้าวเมล็ดป้อมแบบข้าวเหนียว           เมื่อศึกษาร่วมกับ“กับข้าว”ยุคดึกดำบรรพ์ และพิธีกรรมต่างๆ ทำให้น่าเชื่อว่าคนยุคแรกกินข้าวเหนียวเป็นอาหารหลักทั่วทั้งสุวรรณภูมิ บางพวกมาเปลี่ยนเป็นข้าวเจ้าในยุคหลังๆ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="color: #c0c0c0;">มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพุธที่ 8 กุมภาพันธ์ 2555</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>          </strong>คนไทย เป็นลูกผสมของคนหลายชาติพันธุ์ เช่น ตระกูลมอญ-เขมร, ม้ง-เย้า, ชวา-มลายู, ฯลฯ และไทย-ลาว ไม่ได้เชี่ยวชาญเรื่องข้าวมากกว่าคนอื่น</p>
<p><strong>          </strong>“วัฒนธรรมข้าว” เป็นชื่อเรียกวิถีชีวิตของคนอุษาคเนย์อย่างกว้างๆรวมๆโดยนักวิชาการตะวันตกเมื่อนานมาแล้ว ทำนองเดียวกับเรียกวิถีชีวิตของชาวเม็กซิกันว่าเป็นกลุ่มชนใน“วัฒนธรรมข้าวโพด”</p>
<p><strong>          </strong>นักวิชาการไทยจำนวนหนึ่งเมื่อหลายปีมาแล้วยังเรียกวิถีชีวิตคนอีสานและลาวว่าอยู่ใน“วัฒนธรรมปลาแดก” หรือวัฒนธรรมทำให้เน่าแล้วอร่อย เช่น ปลาแดก, ปลาร้า, น้ำปลา, กะปิ, น้ำบูดู, ฯลฯ <span id="more-12314"></span></p>
<p><strong>          </strong>แต่ทั้งวัฒนธรรมข้าวและวัฒนธรรมปลาแดก เป็นวัฒนธรรมร่วมของคนอุษาคเนย์ทั้งมวล ฉะนั้นจะตีกรอบว่าเป็นของไทยพวกเดียวหาได้ไม่</p>
<p><strong>          </strong>นักโบราณคดีขุดพบเม็ดข้าวเก่าสุดที่แม่ฮ่องสอน ไม่น้อยกว่า 5,000 ปีมาแล้ว บางทีว่าเก่าถึง 7,500 ปีมาแล้วก็มี</p>
<p><strong>          </strong>แต่จะเหมาว่าข้าวไทยเก่าสุดในโลกไม่ได้ เพราะเป็นวัฒนธรรมร่วมทั้งอุษาคเนย์</p>
<p><strong>          </strong>นักวิชาการญี่ปุ่นศึกษาเรื่องข้าวในอุษาคเนย์ไว้มากที่สุด และมีหลายแง่หลายมุม ถึงขนาดศึกษาแกลบในอิฐยุคทวารวดี แล้วบอกว่าเป็นแกลบข้าวเมล็ดป้อมแบบข้าวเหนียว</p>
<p><strong>          </strong>เมื่อศึกษาร่วมกับ“กับข้าว”ยุคดึกดำบรรพ์ และพิธีกรรมต่างๆ ทำให้น่าเชื่อว่าคนยุคแรกกินข้าวเหนียวเป็นอาหารหลักทั่วทั้งสุวรรณภูมิ บางพวกมาเปลี่ยนเป็นข้าวเจ้าในยุคหลังๆ</p>
<p><strong>          </strong>คนทั้งอุษาคเนย์กินข้าวเป็นอาหารหลัก จึงปลูกข้าวได้ดีเหมือนกันหมด ไม่มีใครเชี่ยวชาญวิเศษกว่าใคร</p>
<p><strong>          </strong>จะต่างกันก็ด้วยอยู่ภูมิประเทศไม่เหมือนกัน จึงมีวิธีปลูกข้าวต่างกันไป เช่น นาดอน, นาลุ่ม, นาทดน้ำ, นาหว่าน, นาดำ, นาหยอดหลุม เป็นต้น</p>
<p><strong>          </strong>แต่มีวิชาข้าวเท่าๆกันมาแต่ดึกดำบรรพ์หลายพันปีมาแล้ว</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sujitwongthes.com/2012/02/siam08022555/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว ปัตตานี</title>
		<link>http://www.sujitwongthes.com/2012/02/kom08022555/</link>
		<comments>http://www.sujitwongthes.com/2012/02/kom08022555/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 07 Feb 2012 17:00:13 +0000</pubDate>
		<dc:creator>graphic_dc</dc:creator>
				<category><![CDATA[ชุมชนคนท้องถิ่น (คมชัดลึก)]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sujitwongthes.com/?p=12324</guid>
		<description><![CDATA[ชุมชนคนท้องถิ่น I พุธที่ 8 กุมภาพันธ์ 2555 เรือนอินทร์ หน้าพระลาน             งานสมโภชเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว มีระหว่าง 1 &#8211; 29 กุมภาพันธ์ 2555 ที่ศาลเจ้าเล่งจูเกียง (ศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว) และบริเวณเชิงสะพานเดชานุชิต อ. เมือง จ. ปัตตานี           พงศาวดารเมืองปัตตานี เล่าประวัติเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวไว้ สรุปดังนี้           “เก๊าเนี่ยว” (กอเหนี่ยว) เป็นน้องสาวของ “หลิมโต๊ะเคี่ยม” นายช่างหล่อปืนใหญ่ 3 กระบอกให้แก่นางพระยาปัตตานี (ครั้งเมืองปัตตานี ตั้งอยู่ใน ต.บ้านมะนา)           หลิมโต๊ะเคี่ยม เป็นชาวจีนมาจากเมืองจีน ชาติหกเคี้ยน แซ่หลิม ชื่อ เคี่ยม ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่บ้านกะเสะ มาได้ภรรยามลายู จึงเข้าศาสนามลายู(อิสลาม)ด้วย พวกมลายูสมมุติเรียกกันว่า “หลิมโต๊ะเคี่ยม”           หลิมโต๊ะเคี่ยมอยู่เมืองปัตตานีหลายปี น้องสาวชื่อ เก๊าเนี่ยว [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="color: #c0c0c0;">ชุมชนคนท้องถิ่น I พุธที่ 8 กุมภาพันธ์ 2555</span></p>
<p><span style="color: #c0c0c0;"><strong></strong><em>เรือนอินทร์ หน้าพระลาน</em></span></p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong>          งานสมโภชเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว</strong> มีระหว่าง 1 &#8211; 29 กุมภาพันธ์ 2555 ที่ศาลเจ้าเล่งจูเกียง (ศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว) และบริเวณเชิงสะพานเดชานุชิต อ. เมือง จ. ปัตตานี</p>
<p><strong>          </strong>พงศาวดารเมืองปัตตานี เล่าประวัติเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวไว้ สรุปดังนี้</p>
<p><strong>          </strong>“เก๊าเนี่ยว” (กอเหนี่ยว) เป็นน้องสาวของ “หลิมโต๊ะเคี่ยม” นายช่างหล่อปืนใหญ่ 3 กระบอกให้แก่นางพระยาปัตตานี (ครั้งเมืองปัตตานี ตั้งอยู่ใน ต.บ้านมะนา) <span id="more-12324"></span></p>
<p><strong>          </strong>หลิมโต๊ะเคี่ยม เป็นชาวจีนมาจากเมืองจีน ชาติหกเคี้ยน แซ่หลิม ชื่อ เคี่ยม ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่บ้านกะเสะ มาได้ภรรยามลายู จึงเข้าศาสนามลายู(อิสลาม)ด้วย พวกมลายูสมมุติเรียกกันว่า “หลิมโต๊ะเคี่ยม”</p>
<p><strong>          </strong>หลิมโต๊ะเคี่ยมอยู่เมืองปัตตานีหลายปี น้องสาวชื่อ เก๊าเนี่ยว ตามมาจากเมืองจีน อ้อนวอนหลิมโต๊ะเคี่ยมให้ละเสียจากเพศมลายูกลับไปเมืองจีน แต่หลิมโต๊ะเคี่ยมไม่ยอมกลับ เก๊าเนี่ยวพยายามเฝ้าอ้อนวอนอยู่นานหลายปี หลิมโต๊ะเคี่ยมก็ยังไม่ยอมไป เก๊าเนี่ยวผู้น้องมีความเสียใจพี่ชายจึงผูกคอตาย หลิมโต๊ะเคี่ยมจึงได้ทำฮวงซุ้ย ฝังศพน้องสาวไว้ที่ ต. บ้านกะเสะ ปรากฏอยู่จนทุกวันนี้</p>
<p><strong>          </strong>พวกจีนเลยนับถือเก๊าเนี่ยวว่าเป็นผู้หญิงบริสุทธิ์อย่างหนึ่ง เป็นคนรักชาติตระกูลอย่างหนึ่ง จึงได้เซ่นไหว้เสมอทุกปีไม่ขาด</p>
<p><strong>          </strong>เรื่องของหลิมโต๊ะเคี่ยมและเก๊าเนี่ยวสองพี่น้องชาวจีนฮกเกี้ยน ที่มาจากเมืองจีน แล้วตั้งรกรากอยู่บริเวณคาบสมุทรตอนใต้ แสดงให้เห็นถึงความเฟื่องฟูของการติดต่อเดินทางไปมาจากตะวันตก ทั้งอินเดีย ยุโรป กับทางตะวันออก โดยเฉพาะจีน ที่เคยมีกองทัพเจิ้งเหอเดินทางมาถึง ใช้บริเวณคาบสมุทรมลายูเป็นจุดพัก นัดพบ ขนถ่ายแลกเปลี่ยนทางการค้า จึงมีสถานีการค้าและบ้านเมืองต่างๆเกิดขึ้นแล้วเจริญขึ้นในย่านนี้มากมาย รวมถึงปัตตานีที่เติบโตขึ้นมากับพร้อมกับเศรษฐกิจการค้าเป็นสำคัญ</p>
<p><strong>          </strong>ในช่วงราวหลัง พ.ศ. 1900 ศาสนาอิสลามที่แพร่หลายทางตอนล่างก็มีศูนย์กลางย้ายจาก อ.ยะรัง มาอยู่ที่รัฐปัตตานี</p>
<p>&nbsp;</p>
<div id="attachment_12325" class="wp-caption alignnone" style="width: 400px"><a href="http://www.sujitwongthes.com/wp-content/uploads/2012/02/Limkoneaw.jpg"><img class="size-full wp-image-12325 " title="Limkoneaw" src="http://www.sujitwongthes.com/wp-content/uploads/2012/02/Limkoneaw.jpg" alt="" width="390" height="293" /></a><p class="wp-caption-text">เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวองค์เดิม (องค์กลาง) ย้ายจากศาลเจ้าหมู่บ้านกรือเซะ มาประดิษฐานที่ศาลเจ้าโจวซูกงในตลาดจีนเมืองปัตตานี เมื่อราว พ.ศ. 2427 ครั้งพระจีนคณานุรักษ์ (ตันจูล่าย) เป็นหัวหน้าชุมชนจีน และเรียกชื่อศาลเจ้าใหม่ว่า ศาลเจ้าเล่งจูเกียง หรือ ศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว มาจนทุกวันนี้ (ภาพจาก http://www.wikalenda.com/งาน/Lim-Kor-Neaw-032411.html)</p></div>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sujitwongthes.com/2012/02/kom08022555/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>แบ่งปันเผยแพร่ แม่น้ำลำคลอง</title>
		<link>http://www.sujitwongthes.com/2012/02/siam07022555/</link>
		<comments>http://www.sujitwongthes.com/2012/02/siam07022555/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 06 Feb 2012 17:00:02 +0000</pubDate>
		<dc:creator>graphic_dc</dc:creator>
				<category><![CDATA[สยามประเทศไทย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sujitwongthes.com/?p=12291</guid>
		<description><![CDATA[มติชนรายวัน ฉบับประจำวันอังคารที่ 7 กุมภาพันธ์ 2555 &#160;           แม่น้ำลำคลอง ต้องให้มีกิจกรรมแบ่งปันและเผยแพร่ความรู้ควบคู่ไปกับมาตรการทางกฎหมาย ถึงจะขุดลอกและบำรุงรักษาใช้ระบายน้ำได้จริงในอนาคต           เพราะมาตรการทางกฎหมายอย่างเดียวมีมาตั้งแต่แผ่นดิน ร.5 แต่ไม่สำเร็จ มีพยานอยู่ในพระราชบัญญัติว่าด้วยธรรมเนียมคลอง พ.ศ. 2413 สรุปย่อๆ ว่า           1.   ห้ามเททิ้งสิ่งของลงคลอง 2. ห้ามทำสิ่งปลูกสร้างล้ำเข้าไปคลอง 3. ห้ามทำส้วมและถ่ายอุจจาระลงคลอง 4. ห้ามปลูกผักน้ำและต้นต่างๆ ในคลอง           ทั้ง 4 ข้อห้าม ไม่มีใครทำตาม จึงลามถึงทุกวันนี้           แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของ กยน. ครอบคลุม 3 ส่วน คือ พื้นที่ต้นน้ำ, กลางน้ำ, และท้ายน้ำ           เฉพาะพื้นที่ท้ายน้ำให้ความสำคัญการเร่งระบายน้ำและผลักดันน้ำ โดยเร่งแก้ไขอุปสรรคระบายน้ำ ได้แก่ ถนน, สิ่งก่อสร้างในลำน้ำที่ขวางการระบายน้ำ รวมถึงกำจัดวัชพืชน้ำและผักตบชวา ร่วมกับติดตั้งอุปกรณ์และเครื่องผลักดันน้ำออกสู่ทะเล           แม่น้ำลำคลองหลายสาย [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="color: #c0c0c0;">มติชนรายวัน ฉบับประจำวันอังคารที่ 7 กุมภาพันธ์ 2555</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><em>          </em>แม่น้ำลำคลอง ต้องให้มีกิจกรรมแบ่งปันและเผยแพร่ความรู้ควบคู่ไปกับมาตรการทางกฎหมาย ถึงจะขุดลอกและบำรุงรักษาใช้ระบายน้ำได้จริงในอนาคต</p>
<p><em>          </em>เพราะมาตรการทางกฎหมายอย่างเดียวมีมาตั้งแต่แผ่นดิน ร.5 แต่ไม่สำเร็จ มีพยานอยู่ในพระราชบัญญัติว่าด้วยธรรมเนียมคลอง พ.ศ. 2413 สรุปย่อๆ ว่า</p>
<p><em>          1.   </em><em>ห้ามเททิ้งสิ่งของลงคลอง 2. ห้ามทำสิ่งปลูกสร้างล้ำเข้าไปคลอง 3. ห้ามทำส้วมและถ่ายอุจจาระลงคลอง 4. ห้ามปลูกผักน้ำและต้นต่างๆ ในคลอง</em><em></em> <span id="more-12291"></span></p>
<p><em>          </em>ทั้ง 4 ข้อห้าม ไม่มีใครทำตาม จึงลามถึงทุกวันนี้</p>
<p><em>          </em>แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของ กยน. ครอบคลุม 3 ส่วน คือ พื้นที่ต้นน้ำ, กลางน้ำ, และท้ายน้ำ</p>
<p><em>          </em>เฉพาะพื้นที่ท้ายน้ำให้ความสำคัญการเร่งระบายน้ำและผลักดันน้ำ โดยเร่งแก้ไขอุปสรรคระบายน้ำ ได้แก่ ถนน, สิ่งก่อสร้างในลำน้ำที่ขวางการระบายน้ำ รวมถึงกำจัดวัชพืชน้ำและผักตบชวา ร่วมกับติดตั้งอุปกรณ์และเครื่องผลักดันน้ำออกสู่ทะเล</p>
<p><em>          </em>แม่น้ำลำคลองหลายสาย นอกจากมีวัชพืชน้ำและผักตบชวาที่มีขึ้นเองตามธรรมชาติแล้ว ชาวบ้านสองฝั่งยังทำแปลงลอยน้ำปลูกผักบุ้ง, ผักกระเฉด, ผักน้ำต่างๆ ส่งขายเป็นส่วนตัว เกือบเต็มพื้นที่แม่น้ำลำคลอง มีพยานอยู่แม่น้ำท่าจีนตอนบน</p>
<p><em>          </em>นี่เท่ากับเอาเปรียบผู้อื่น แล้วก่อให้เกิดปัญหาน้ำไหลไม่สะดวกจนล้นท่วมทั่วไปด้วย</p>
<p><em>          </em>กรมชลประทาน บอกว่าต้องเร่งแก้ไขฟ้องร้องขับไล่ผู้บุกรุกพื้นที่รับน้ำและที่ดินในเขตเส้นทางระบายน้ำทั่วประเทศมากกว่า 10,000 ราย กระจายหลายจังหวัด มีทั้งบุกรุกสร้างอาคารอยู่อาศัยและพาณิชยกรรม เกษตรกรรม</p>
<p><em>          </em>จะทำจริง แล้วทำได้หรือไม่? ยังไม่รู้ ต้องรอน้ำหลากท่วมใหม่</p>
<p><em>          </em>แม่น้ำลำคลองทุกแห่งควรมีป้ายบอกชื่อและอื่นๆ รวมถึงชื่อบ้านนามเมือง เช่น ภูเขา, ทุ่ง, หนอง, บึง ฯลฯ ก็ต้องทำพร้อมกันไป</p>
<p><em>          </em>เพราะมาตรการทางกฎหมายอย่างเดียวไม่พอแน่ๆ ต้องมีกิจกรรมความเคลื่อนไหวแบ่งปันและเผยแพร่ความรู้ประวัติศาสตร์สังคมของแม่น้ำลำคลองควบคู่ไปด้วย โดยผลิตซ้ำสม่ำเสมอตลอดปี ตลอดไป</p>
<p><em>          </em>แต่ใครจะทำ?</p>
<p><em>          </em>อธิบดีฯ ปริศนา พงษ์ทัดศิริกุล เคยมีกิจกรรมแบ่งปันเผยแพร่ชื่อบ้านนามเมืองเมื่อหลายปีมาแล้ว น่าจะทำต่อให้หมดดีไหม?</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sujitwongthes.com/2012/02/siam07022555/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ประจวบคีรีขันธ์ เมืองสามอ่าว</title>
		<link>http://www.sujitwongthes.com/2012/02/kom06022555/</link>
		<comments>http://www.sujitwongthes.com/2012/02/kom06022555/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 06 Feb 2012 03:41:07 +0000</pubDate>
		<dc:creator>graphic_dc</dc:creator>
				<category><![CDATA[ชุมชนคนท้องถิ่น (คมชัดลึก)]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sujitwongthes.com/?p=12320</guid>
		<description><![CDATA[ชุมชนคนท้องถิ่น I จันทร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ 2555 เรือนอินทร์ หน้าพระลาน             งานท่องเที่ยวประจวบคีรีขันธ์ มหัศจรรย์เมืองสามอ่าว  ระหว่างวันที่ 1 &#8211; 29 กุมภาพันธ์ 2555 ที่บริเวณรอบเขาช่องกระจก และถนนเลียบอ่าวประจวบฯ จ.ประจวบคีรีขันธ์           จ. ประจวบคีรีขันธ์ มีชายหาดยาวตลอดทั้งจังหวัด ตั้งแต่ อ. หัวหิน จนถึง อ.บางสะพานน้อย และใน อ.เมือง ประกอบด้วยอ่าว 3 อ่าวคือ อ่าวน้อย อ่าวประจวบฯ และอ่าวมะนาว ที่มีภูเขาในกลุ่มเขาสามร้อยยอดคั่นแต่ละอ่าว           อ่าวน้อย มีพื้นที่ติดกับอ่าวประจวบฯ โดยมีเขาตาม่องล่ายคั่นกลาง           อ่าวประจวบฯ เดิมชื่อ อ่าวเกาะหลัก ยาวราว 8 กม. อยู่ระหว่างเขาตาม่องล่าย และเขาล้อมหมวก           ถัดมา คือ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="color: #c0c0c0;">ชุมชนคนท้องถิ่น I จันทร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ 2555</span></p>
<p><span style="color: #c0c0c0;"><em>เรือนอินทร์ หน้าพระลาน</em></span></p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong>          </strong>งาน<strong>ท่องเที่ยวประจวบคีรีขันธ์ มหัศจรรย์เมืองสามอ่าว </strong> ระหว่างวันที่ 1 &#8211; 29 กุมภาพันธ์ 2555<strong> </strong>ที่บริเวณรอบเขาช่องกระจก และถนนเลียบอ่าวประจวบฯ จ.ประจวบคีรีขันธ์</p>
<p><strong>          </strong>จ. ประจวบคีรีขันธ์ มีชายหาดยาวตลอดทั้งจังหวัด ตั้งแต่ อ. หัวหิน จนถึง อ.บางสะพานน้อย และใน อ.เมือง ประกอบด้วยอ่าว 3 อ่าวคือ อ่าวน้อย อ่าวประจวบฯ และอ่าวมะนาว ที่มีภูเขาในกลุ่มเขาสามร้อยยอดคั่นแต่ละอ่าว</p>
<p><strong><strong>          </strong></strong>อ่าวน้อย มีพื้นที่ติดกับอ่าวประจวบฯ โดยมีเขาตาม่องล่ายคั่นกลาง <span id="more-12320"></span></p>
<p><strong>          </strong>อ่าวประจวบฯ เดิมชื่อ อ่าวเกาะหลัก ยาวราว 8 กม. อยู่ระหว่างเขาตาม่องล่าย และเขาล้อมหมวก</p>
<p><strong>          </strong>ถัดมา คือ อ่าวมะนาว มีเขาสองลูกโอบล้อมคือ เขาล้อมหมวกและเขาคลองวาฬ ชายหาดมีลักษณะโค้งเกือบเป็นวงกลมยาว 3 กม. คล้ายกับผลมะนาว จึงเรียกชื่อหาดนี้ว่าอ่าวมะนาว</p>
<p><strong>          </strong>ราว 2,500 ปีมาแล้ว บริเวณประจวบคีรีขันธ์ มีคนดึกดำบรรพ์เข้ามาตั้งหลักแหล่ง พบร่องรอยภาพเขียนสีในพิธีกรรมบนหน้าผาที่เขาสามร้อยยอด</p>
<p><strong>          </strong>ต่อมา บริเวณอ่าวทั้ง 3 มีกลุ่มเขาสามร้อยยอด ที่มีแนวเขาสูงติดต่อกันเป็นกลุ่มขนาดใหญ่ สังเกตเห็นง่ายจากทะเล กลายเป็นหลักหมายของนักเดินเรือที่เข้ามาติดต่อค้าขายระหว่างฝั่งตะวันตก-ตะวันออกมากขึ้น สามรถขนส่งสินค้าไป ปราณบุรี, สามร้อยยอด, กุยบุรี ผ่านช่องสิงขร สู่ชายฝั่งเมืองมะริด ในพม่า ออกทะเลอันดามัน อ่าวเบงกอลไปอินเดียและตะวันตก และใช้เป็นเส้นทางขนถ่ายสินค้าข้ามคาบสมุทรต่อมาอีกนาน</p>
<p><strong>          </strong>ระหว่างสงครามโลกครั้ง 2 ชายฝั่งอ่าวเกาะหลัก (อ่าวประจวบฯ) และอ่าวมะนาว ได้เป็นสมรภูมิรบระหว่างไทยและญี่ปุ่นที่มายกพลขึ้นบกเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2484 ก่อนฝ่ายไทยได้ประกาศให้ญี่ปุ่นเดินทางผ่านไปยังพม่า การต่อสู้จึงยุติลง</p>
<p>&nbsp;</p>
<div id="attachment_12321" class="wp-caption alignnone" style="width: 406px"><a href="http://www.sujitwongthes.com/wp-content/uploads/2012/02/Prajuab-3-bays.jpg"><img class="size-full wp-image-12321  " title="Prajuab 3 bays" src="http://www.sujitwongthes.com/wp-content/uploads/2012/02/Prajuab-3-bays.jpg" alt="" width="396" height="264" /></a><p class="wp-caption-text">อ่าวมะนาว อ่าวน้อย และอ่าวประจวบ อ.เมือง จ. ประจวบคีรีขันธ์ (ภาพจาก วัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และภูมิปัญญา จังหวัดประจวบคีรีขันธ์. โดย คณะกรรมการอำนวยการจัดงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว, 2544.)</p></div>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sujitwongthes.com/2012/02/kom06022555/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ยศยิ่งฟ้า อยุธยายศล่มแล้ว</title>
		<link>http://www.sujitwongthes.com/2012/02/siam06022555/</link>
		<comments>http://www.sujitwongthes.com/2012/02/siam06022555/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 05 Feb 2012 17:00:40 +0000</pubDate>
		<dc:creator>graphic_dc</dc:creator>
				<category><![CDATA[สยามประเทศไทย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sujitwongthes.com/?p=12283</guid>
		<description><![CDATA[มติชนรายวัน ฉบับประจำวันจันทร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ 2555 &#160;           อยุธยา ยับเยินเกินจะฟื้นฟู มักกล่าวโทษพม่าด้วยความเคยชินที่ถูกครอบงำมานาน           แต่แท้จริงแล้วยับเยินด้วยฝีมือคนภายในไทยกันเองนี่แหละเป็นส่วนมาก เริ่มตั้งแต่รื้อกำแพงเมืองเอาอิฐไปสร้างกรุงเทพฯ แล้วก็รื้อกันต่อเนื่องมาจนทุกวันนี้ยังไม่หยุด           มีข่าวจากหนังสือพิมพ์ (31 มกราคม) ว่า           นายวิทยา ผิวผ่อง ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา กล่าวว่าขณะนี้ทราบเรื่องแนวกำแพงโบราณสถานวัดมหาธาตุ ตั้งอยู่ริมถนนนเรศวร ทรุดตัวและพังลงแล้ว และขณะนี้ตนได้สั่งการไปยังสำนักศิลปากรที่ 3 พระนครศรีอยุธยา ให้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบความเสียหายและทำสัญลักษณ์ให้นักท่องเที่ยวรู้ว่าเป็นจุดอันตราย เพื่อไม่ให้มีใครเข้าไปใกล้ ทั้งนี้ ยอมรับว่าจุดที่เกิดการทรุดและแตกร้าวลงนั้นเกิดจากปัญหาน้ำท่วมจริง           ส่วนกรณีที่ทางจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จะจัดงานยอยศยิ่งฟ้า อยุธยามรดกโลก และงานกาชาดประจำปี 2555 ระหว่างวันที่ 10-19 ก.พ. นี้โดยใช้พื้นที่บริเวณหลังวัดมหาธาตุทำการแสดงแสง สี เสียง สื่อผสม ซึ่งหลายคนเกรงว่าการแสดงและการจุดพลุอาจจะทำให้ตัวโบราณสถานวัดมหาธาตุเสียหายหนักมากไปกว่านี้นั้น           ล่าสุดได้แจ้งไปยังกลุ่มนักแสดง และกลุ่มผู้จัดงานแล้วว่า การแสดงแสงสีเสียงในปีนี้จะไม่ใช้ฉากการสู้รบและการจุดพลุแล้ว เนื่องจากการแสดงในลักษณะดังกล่าว รวมถึงการจุดพลุ อาจจะทำให้ตัวโบราณสถานที่ถูกน้ำท่วมนานได้รับความเสียหายมากขึ้น โดยจะเปลี่ยนการแสดงเป็นแสงสีเท่านั้น [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="color: #c0c0c0;">มติชนรายวัน ฉบับประจำวันจันทร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ 2555</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><em>          </em>อยุธยา ยับเยินเกินจะฟื้นฟู มักกล่าวโทษพม่าด้วยความเคยชินที่ถูกครอบงำมานาน</p>
<p><em>          </em>แต่แท้จริงแล้วยับเยินด้วยฝีมือคนภายในไทยกันเองนี่แหละเป็นส่วนมาก เริ่มตั้งแต่รื้อกำแพงเมืองเอาอิฐไปสร้างกรุงเทพฯ แล้วก็รื้อกันต่อเนื่องมาจนทุกวันนี้ยังไม่หยุด</p>
<p><em>          </em>มีข่าวจากหนังสือพิมพ์ (31 มกราคม) ว่า <span id="more-12283"></span></p>
<p><em>          นายวิทยา ผิวผ่อง ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา กล่าวว่าขณะนี้ทราบเรื่องแนวกำแพงโบราณสถานวัดมหาธาตุ ตั้งอยู่ริมถนนนเรศวร ทรุดตัวและพังลงแล้ว และขณะนี้ตนได้สั่งการไปยังสำนักศิลปากรที่ 3 พระนครศรีอยุธยา ให้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบความเสียหายและทำสัญลักษณ์ให้นักท่องเที่ยวรู้ว่าเป็นจุดอันตราย เพื่อไม่ให้มีใครเข้าไปใกล้ ทั้งนี้ ยอมรับว่าจุดที่เกิดการทรุดและแตกร้าวลงนั้นเกิดจากปัญหาน้ำท่วมจริง</em><em></em></p>
<p><em><em>          </em>ส่วนกรณีที่ทางจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จะจัดงานยอยศยิ่งฟ้า อยุธยามรดกโลก และงานกาชาดประจำปี 2555 ระหว่างวันที่ 10-19 ก.พ. นี้โดยใช้พื้นที่บริเวณหลังวัดมหาธาตุทำการแสดงแสง สี เสียง สื่อผสม ซึ่งหลายคนเกรงว่าการแสดงและการจุดพลุอาจจะทำให้ตัวโบราณสถานวัดมหาธาตุเสียหายหนักมากไปกว่านี้นั้น </em><em></em></p>
<p><em><em>          </em>ล่าสุดได้แจ้งไปยังกลุ่มนักแสดง และกลุ่มผู้จัดงานแล้วว่า การแสดงแสงสีเสียงในปีนี้จะไม่ใช้ฉากการสู้รบและการจุดพลุแล้ว เนื่องจากการแสดงในลักษณะดังกล่าว รวมถึงการจุดพลุ อาจจะทำให้ตัวโบราณสถานที่ถูกน้ำท่วมนานได้รับความเสียหายมากขึ้น โดยจะเปลี่ยนการแสดงเป็นแสงสีเท่านั้น</em><em></em></p>
<p><em><em>          </em>ส่วนเนื้อหาของเรื่องจะเน้นไปที่ความสัมพันธ์ระหว่างกรุงศรีอยุธยากับนานาประเทศ เพื่อจะได้เตรียมพร้อมรองรับกับการจัดงานมหกรรมเวิลด์ เอ็กซโป 2020 ซึ่งไทยเสนอจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ชิงพื้นที่การจัดงานนี้ด้วย</em><em></em></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><a href="http://www.sujitwongthes.com/wp-content/uploads/2012/02/Ayutthaya.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-12284" title="Ayutthaya" src="http://www.sujitwongthes.com/wp-content/uploads/2012/02/Ayutthaya.jpg" alt="" width="440" height="355" /></a></p>
<p><em>          </em></p>
<p><em>          </em>นี่ถือเป็นข่าวดี แต่ยังวางใจไม่ได้ เพราะเพิ่งพากันฉลองน้ำท่วมน้ำลดสร้างเวทีใหญ่ใส่กำแพงหลังวัดมหาธาตุไปหยกๆ โดยไม่เกรงฟ้าดิน</p>
<p><em>          </em>เรื่องจัดงานมหกรรมทำร้ายวัดมหาธาตุ เคยพูดกันนานหลายปีแล้ว ว่าไม่เหมาะไม่ควร แต่สถาบันการศึกษาและองค์กรธุรกิจหาฟังไม่</p>
<p><em>          </em>งานประเภทแสงและเสียงที่ทำกันทั่วไปในที่ต่างๆทั่วประเทศ เป็นงานเล่นเองดูเอง แล้วชื่นชมกันเอง ด้วยเงินงบประมาณจากภาษีอากรราษฎร แล้วจ้างบริษัทออร์แกไนเซอร์ที่มี“เงินทอน” จึงไม่ได้เป็นไปเพื่อท้องถิ่นจริงๆ</p>
<p><em>          </em>จะถึงเทศกาลสั่นสะเทือนวัดมหาธาตุอีกแล้ว ถึงจะไม่จุดพลุ ก็ประเคนเครื่องและสายไฟฟ้า รวมทั้งอุปกรณ์มโหฬารพันลึกใส่กำแพงหลังวัดมหาธาตุอยู่ดี</p>
<p><em>          </em>ยอยศยิ่งฟ้า แต่เหยียบย่ำเสียจนยศล่มแล้ว</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sujitwongthes.com/2012/02/siam06022555/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันอาทิตย์ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555</title>
		<link>http://www.sujitwongthes.com/2012/02/klon05022555/</link>
		<comments>http://www.sujitwongthes.com/2012/02/klon05022555/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 04 Feb 2012 17:00:07 +0000</pubDate>
		<dc:creator>graphic_dc</dc:creator>
				<category><![CDATA[กลอนวันอาทิตย์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sujitwongthes.com/?p=12310</guid>
		<description><![CDATA[]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.sujitwongthes.com/wp-content/uploads/2012/02/5-february-55.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-12311" title="5 february 55" src="http://www.sujitwongthes.com/wp-content/uploads/2012/02/5-february-55.jpg" alt="" width="445" height="461" /></a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sujitwongthes.com/2012/02/klon05022555/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>มหาธาตุ อยุธยา กำแพงพังแล้ว</title>
		<link>http://www.sujitwongthes.com/2012/02/siam03022555/</link>
		<comments>http://www.sujitwongthes.com/2012/02/siam03022555/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 02 Feb 2012 17:00:48 +0000</pubDate>
		<dc:creator>graphic_dc</dc:creator>
				<category><![CDATA[สยามประเทศไทย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sujitwongthes.com/?p=12274</guid>
		<description><![CDATA[มติชนรายวัน ฉบับประจำวันศุกร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ 2555 &#160;           น้ำท่วมใหญ่ส่งผลให้อยุธยาออกอาการแท้จริงอย่างโจ่งแจ้ง เมื่อกำแพงวัดมหาธาตุที่เป็นซากทรุดโทรมนานมาแล้ว พังลงมาเอง &#160;           ผมเคยเขียนเตือนแล้วตั้งแต่น้ำลดเมื่อกลางธันวาคม 2554 (ฉบับวันจันทร์ที่ 12 ธันวาคม และวันศุกร์ที่ 16 ธันวาคม) จะคัดตัดตอนมาอ่านอีกที           โบราณสถานที่อยุธยาเพิ่งถูกน้ำท่วม ก็ยิ่งอยู่ในภาวะเสี่ยงอย่างสูง ไม่ควรด่วนเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมอย่างไม่จำกัด เพียงหวังผลกอบโกยรายได้จากนักท่องเที่ยวและจิตวิทยานักลงทุนอุตสาหกรรม           ผู้มีอำนาจเกี่ยวข้องกับการบูรณปฏิสังขรณ์อยุธยา ควรพิจารณาไตร่ตรอง ดังนี้           1. เปิดเข้าชมโบราณสถานอยุธยาอย่างจำกัดพื้นที่ ไม่ควรให้เข้าชมอย่างเสรีเหมือนแต่ก่อน โดยเฉพาะวัดสำคัญ เช่น วัดมหาธาตุ, วัดราชบุรณะ, วัดพระศรีสรรเพชญ์, วัดไชยวัฒนาราม, วัดโลกยสุธา(และบริเวณโดยรอบ), ฯลฯ ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ           ถ้าไม่ระวัง ก็พังแน่           กรณีโบราณสถานอยุธยา รัฐยังสะเปะสะปะทั้งทางเทคนิคและทางสังคม           ดังเห็นจากนักโบราณคดี กรมศิลปากร บอกสื่อว่าสมัยโบราณน้ำท่วมแหล่งโบราณสถานอยู่แล้ว-อยุธยาอยู่มา 400 ปี [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="color: #c0c0c0;">มติชนรายวัน ฉบับประจำวันศุกร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ 2555</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><em>          </em></strong>น้ำท่วมใหญ่ส่งผลให้อยุธยาออกอาการแท้จริงอย่างโจ่งแจ้ง เมื่อกำแพงวัดมหาธาตุที่เป็นซากทรุดโทรมนานมาแล้ว พังลงมาเอง</p>
<p>&nbsp;</p>
<div id="attachment_12275" class="wp-caption alignnone" style="width: 411px"><a href="http://www.sujitwongthes.com/wp-content/uploads/2012/02/Watmahathaat.jpg"><img class="size-full wp-image-12275    " title="Watmahathaat" src="http://www.sujitwongthes.com/wp-content/uploads/2012/02/Watmahathaat.jpg" alt="" width="401" height="239" /></a><p class="wp-caption-text">กำแพงพัง - กำแพงโบราณสถานวัดมหาธาตุ ในพื้นที่อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ต. ประตูชัย จ. พระนครศรีอยุธยา ได้พังทลายและทรุดตัวเป็นแนวยาว 10 เมตร สาเหตุน่ามาจากน้ำท่วมเมื่อปลายปี 2554 เมื่อวันที่ 30 มกราคม (ที่มา : มติชน ฉบับวันที่ 31 มกราคม 2555 หน้า 1)</p></div>
<p><strong><em><br />
</em></strong><em></em></p>
<p><em><strong><em>          </em></strong></em>ผมเคยเขียนเตือนแล้วตั้งแต่น้ำลดเมื่อกลางธันวาคม 2554 (ฉบับวันจันทร์ที่ 12 ธันวาคม และวันศุกร์ที่ 16 ธันวาคม) จะคัดตัดตอนมาอ่านอีกที <span id="more-12274"></span></p>
<p><strong><em>          </em></strong>โบราณสถานที่อยุธยาเพิ่งถูกน้ำท่วม ก็ยิ่งอยู่ในภาวะเสี่ยงอย่างสูง ไม่ควรด่วนเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมอย่างไม่จำกัด เพียงหวังผลกอบโกยรายได้จากนักท่องเที่ยวและจิตวิทยานักลงทุนอุตสาหกรรม</p>
<p><strong><em>          </em></strong>ผู้มีอำนาจเกี่ยวข้องกับการบูรณปฏิสังขรณ์อยุธยา ควรพิจารณาไตร่ตรอง ดังนี้</p>
<p><strong><em>          </em></strong>1. <strong>เปิดเข้าชมโบราณสถานอยุธยาอย่างจำกัดพื้นที่ </strong>ไม่ควรให้เข้าชมอย่างเสรีเหมือนแต่ก่อน โดยเฉพาะวัดสำคัญ เช่น วัดมหาธาตุ, วัดราชบุรณะ, วัดพระศรีสรรเพชญ์, วัดไชยวัฒนาราม, วัดโลกยสุธา(และบริเวณโดยรอบ), ฯลฯ ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ</p>
<p><strong><em>          ถ้าไม่ระวัง ก็พังแน่</em></strong><strong><em></em></strong></p>
<p><strong><strong><em>          </em></strong>กรณีโบราณสถานอยุธยา รัฐยังสะเปะสะปะทั้งทางเทคนิคและทางสังคม</strong><strong></strong></p>
<p><strong><em>          </em></strong>ดังเห็นจากนักโบราณคดี กรมศิลปากร บอกสื่อว่า<em>สมัยโบราณน้ำท่วมแหล่งโบราณสถานอยู่แล้ว</em><em>-</em><em>อยุธยาอยู่มา 400 ปี น้ำก็ท่วมเกือบทุกปี ทำไมอยู่ได้ แล้วปัจจุบันน้ำท่วมแค่ 2-3 เดือน ทำไมจะอยู่ไม่ได้</em><em></em></p>
<p><strong><em>          </em></strong>แท้จริงแล้วต้องศึกษาและทำความเข้าใจเชิงวิชาการก่อน ไม่ใช่สรุปแบบกำปั้นทุบดินด้วยสามัญสำนึกจากประสบการณ์ส่วนตัวที่คับแคบ เพราะ</p>
<p><strong><em>          </em></strong>1. ยุคอยุธยายังมีชีวิต บรรดาสิ่งก่อสร้างทั้งหลายไม่ใช่“โบราณสถาน”เหลือแต่ซากอย่างที่เห็นทุกวันนี้ หากแต่เป็นศาสนสถานหรือราชสถานใช้งานจริง จึงมีโครงสร้างแข็งแรง เช่น มีปูนห่อหุ้ม, มีสีทา, และมีอุปกรณ์อื่นๆพยุงค้ำยันเพิ่มความแข็งแรง</p>
<p><strong><em>          </em></strong>ขณะเดียวกันก็มีช่างหลวง ช่างชาวบ้านที่เป็นข้าพระกับเลกวัดดูแลแก้ไขปรับปรุงให้คงทนทุกวันทุกเดือนทุกปี</p>
<p><strong><em>          </em></strong>2. น้ำท่วมยุคอยุธยาต่างกันมากกับน้ำท่วมคราวนี้ ตั้งแต่คุณภาพน้ำ, น้ำไม่ขัง เพราะท่วมขึ้นๆลงๆตามแรงดึงดูดดวงจันทร์, น้ำไม่เน่า, ฯลฯ</p>
<p><strong><em>          </em></strong>ที่สำคัญคือไม่เคยพบหลักฐานหรือร่องรอยในตำนานพงศาวดาร ว่าอยุธยาเคยถูกน้ำท่วมครั้งใหญ่หลวงเหมือนน้ำท่วมนครวัด และเหมือนคราวนี้น้ำท่วมนานนับเดือน</p>
<p><strong><em>          </em></strong>ฉะนั้น อย่าชักใบให้เรือเสีย เพราะนี่ไม่ใช่เรื่องตลกเล่นๆเหมือนที่ทำกันเป็นวัฒนธรรมข้าราชการ</p>
<p><strong><em>          </em></strong>ขณะที่รัฐต้องรอพึ่งพาอาศัยวิชาความรู้ทางเทคโนโลยีจากนานาชาติ(คือยูเนสโกที่เคยถูกปฏิเสธจากนักวิชาการโบราณคดีบางพวก) เพื่อปฏิสังขรณ์โบราณสถานอยุธยา</p>
<p><strong><em>          </em></strong>รัฐก็ต้องประสานงานกันอย่างกลมกลืนด้วยระหว่างหน่วยงานต่างๆในภาครัฐ และระหว่างภาครัฐกับภาคสังคมอย่างเท่าเทียม</p>
<p><strong><em><strong><em>          </em></strong>ภาคสังคมในที่นี้ไม่ใช่“จิตอาสา”ปีนป่ายเก็บกวาดโบราณสถานอย่างที่ทำๆกัน (เพราะไม่มีแผนงานจะทำอะไรก่อนหลัง) เพื่อขอให้ได้ออกสื่อเท่านั้น</em></strong><strong><em></em></strong></p>
<p><strong><em>          </em></strong>แต่หมายถึงแบ่งปันแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์และวิชาการน้ำท่วมโบราณสถานครั้งใหญ่หลวงที่ทุกคนไม่เคยเผชิญมาก่อน เพื่อหาลู่ทางป้องกันอย่างถาวรและชั่วคราวในปีต่อไปที่น้ำจะท่วมอีกแน่</p>
<p><strong><em>          </em></strong>ขณะเดียวกันก็กระตุ้นสำนึกร่วมให้เกิดขึ้นทั่วไปเพื่อแบ่งปันข้อมูลความรู้ประวัติศาสตร์สังคมและวัฒนธรรมทั้งของไทยและของอุษาคเนย์</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sujitwongthes.com/2012/02/siam03022555/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>“โนรา” มาจาก “มโนห์รา” บทละครนอก ครั้งกรุงเก่า</title>
		<link>http://www.sujitwongthes.com/2012/02/weekly03022555/</link>
		<comments>http://www.sujitwongthes.com/2012/02/weekly03022555/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 02 Feb 2012 17:00:25 +0000</pubDate>
		<dc:creator>graphic_dc</dc:creator>
				<category><![CDATA[มติชน สุดสัปดาห์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sujitwongthes.com/?p=12244</guid>
		<description><![CDATA[มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ 2555 &#160;           โนรา คือ ละครชาตรี บางทีเรียกรวมกันว่า โนราชาตรี ซึ่งเป็นอย่างเดียวกับละครชาวบ้าน หรือละครนอกยุคอยุธยา           สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงมีพระอธิบายว่าโนรามาจากละครชาตรีเล่นเรื่องนางมโนห์ราบทละครครั้งกรุงเก่าว่า           ชาวนครศรีธรรมราช เรียกละครชาตรีว่า “โนรา” ถ้าเราจะไปเรียกว่า “ละคร” ก็ไม่เข้าใจ           อันคำว่า “โนรา” นี้ คงมาจากชื่อนางมโนห์ราในบทละครเป็นแน่ไม่มีที่สงสัย เพราะวิสัยชาวละครพูด ย่อมตัดตัวลหุที่อยู่ต้นคำเสีย เช่น ตะเภา พูดแต่ว่า “เภา” สตางค์ พูดแต่ว่า “ตางค์” เป็นต้น อยู่จนทุกวันนี้           อนึ่งละครตัวตลกที่เล่นในโนราก็ยังเรียกว่า “พราน” อันเป็นตัวสำคัญแต่ในเรื่องนางมโนห์รา จึงเป็นหลักฐานมั่นคงดังกล่าวมานี้           ตำนานของละครโนรา มีในคำไหว้ครูของเขา ว่าครูเดิมชื่อขุนศรัทธา อยู่ในกรุงศรีอยุธยา มีความผิดต้องราชทัณฑ์ให้ลอยแพไปเสียจากพระนคร แพขุนศรัทธาลอยออกปากน้ำไปติดอยู่ที่เกาะสีชัง พวกชาวเรือทะเลพบ จึงรับไปส่งขึ้นที่เมืองนครศรีธรรมราช [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="color: #c0c0c0;">มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ 2555</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>          โนรา</strong> คือ <strong>ละครชาตรี</strong> บางทีเรียกรวมกันว่า <strong>โนราชาตรี</strong> ซึ่งเป็นอย่างเดียวกับละครชาวบ้าน หรือละครนอกยุคอยุธยา</p>
<p><strong>          </strong>สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงมีพระอธิบายว่าโนรามาจากละครชาตรีเล่นเรื่องนางมโนห์ราบทละครครั้งกรุงเก่าว่า</p>
<p><em><strong>          </strong>ชาวนครศรีธรรมราช เรียกละครชาตรีว่า “โนรา” ถ้าเราจะไปเรียกว่า “ละคร” ก็ไม่เข้าใจ</em><em></em></p>
<p><em><strong>          </strong>อันคำว่า “โนรา” นี้ คงมาจากชื่อนางมโนห์ราในบทละครเป็นแน่ไม่มีที่สงสัย เพราะวิสัยชาวละครพูด ย่อมตัดตัวลหุที่อยู่ต้นคำเสีย เช่น ตะเภา พูดแต่ว่า “เภา” สตางค์ พูดแต่ว่า “ตางค์” เป็นต้น อยู่จนทุกวันนี้</em><em></em> <span id="more-12244"></span></p>
<p><em><strong>          </strong>อนึ่งละครตัวตลกที่เล่นในโนราก็ยังเรียกว่า “พราน” อันเป็นตัวสำคัญแต่ในเรื่องนางมโนห์รา จึงเป็นหลักฐานมั่นคงดังกล่าวมานี้</em><em></em></p>
<p><em><strong>          </strong>ตำนานของละครโนรา มีในคำไหว้ครูของเขา ว่าครูเดิมชื่อขุนศรัทธา อยู่ในกรุงศรีอยุธยา มีความผิดต้องราชทัณฑ์ให้ลอยแพไปเสียจากพระนคร แพขุนศรัทธาลอยออกปากน้ำไปติดอยู่ที่เกาะสีชัง พวกชาวเรือทะเลพบ จึงรับไปส่งขึ้นที่เมืองนครศรีธรรมราช ขุนศรัทธาจึงได้ไปเป็นครูฝึกหัดโนราให้มีขึ้นที่เมืองนครเป็นเดิมมา</em><em></em></p>
<p><em><strong>          </strong>บทละครเรื่องนางมโนห์รา เป็นบทละครชั้นแรกในกรุงเก่า คงชอบเล่นกันเป็นพื้นเมือง ตาขุนศรัทธาเป็นตัวละครดีมีชื่อเสียงในการเล่นเรื่องนางมโนห์รา ครั้นถูกเนรเทศออกไปอยู่เมืองนครศรีธรรมราช ไปหัดให้ชาวละครเล่นตามแบบเก่าเมื่อกระนั้น ให้เล่นเรื่องนางมโนห์ราที่ตัวชำนาญ ชาวละครจึงเลยเรียกละครว่า “โนรา”</em><em></em></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>นางมโนห์รา วัยรุ่นยุคอยุธยา</strong></p>
<p><strong><strong>          </strong>โนรา</strong> กร่อนจากชื่อนางเอกละครเรื่องนางมโนห์รา สะท้อนวัยรุ่นยุคอยุธยา มีบทละครครั้งกรุงเก่า แต่งด้วยฉันทลักษณ์กลอนเพลงเก่าสุด มีเนื้อเรื่องย่อๆ ว่า</p>
<p><strong>          </strong>นางแม่ห้ามนางมโนห์ราออกไปเที่ยวเล่นน้ำ เพราะโหรทำนายไว้ว่าจะมีเคราะห์</p>
<p><strong>          </strong>แต่นางมโนห์ราไม่เชื่อฟัง จึงขึ้นเสียงเถียงทะเลาะกับนางแม่หลายเรื่อง จนถึงเรื่องมีผัว นางมโนห์ราอ้อนแม่ว่าอยากมีผัว จึงตัดพ้อนางแม่ว่า</p>
<p><strong>          </strong>๏ <em>น่าสงสารพระมารดา                   อนิจจามาหวงลูกเอาไว้</em><em></em></p>
<p><em><strong>          </strong>แก่แล้วแม่จะค่อยให้                      ผู้ชายที่ไหนจะเหลียวแล</em><em></em></p>
<p><em><strong>          </strong>ธรรมเนียมมาแต่ไหน                     ใหญ่ใหญ่มานอนอยู่กับแม่</em><em></em></p>
<p><em><strong>          </strong>แกล้งหวงเอาไว้ให้เฒ่าแก่               ผู้ชายมาแลก็น่าเกลียด</em><em></em></p>
<p><strong>          </strong>นางแม่สอนเรื่องหาผัวให้นางมโนห์ราอย่างเหน็บแนมแกมประชดถึงอกถึงใจว่า</p>
<p><strong>          </strong>๏ <em>เป็นหญิงเจ้าแม่อา</em>                       <em>อย่าทำกะริบกะเรียด</em><em></em></p>
<p><em><strong>          </strong>ตัวเจ้ายังน้อยสักเท่าเขียด               เจ้ามาวอนแม่จะมีผัว</em><em></em></p>
<p><em><strong>          </strong>เมื่อจะทอหูกไม่ถูกก้น</em>                    <em>มันจะเอาตะกรนมาโขกหัว</em></p>
<p><em><strong>          </strong>เจ้ามาวอนแม่จะมีผัว                      ลูกเอยจะยืนสักเท่าใด</em><em></em></p>
<p><em><strong>          </strong>ลูกเอยจะเลี้ยงเอาผัวแขก               ลูกเอยจะเลี้ยงเอาผัวไทย</em><em></em></p>
<p><em><strong>          </strong>เลี้ยงไว้ให้หนำใจ                          ส่งให้อ้ายมอญมักกาสัน</em><em></em></p>
<p><em><strong>          </strong>ส่งให้อ้ายจีนปากมอด                    ส่งให้มันกอดจนตายดั้น</em><em></em></p>
<p><em><strong>          </strong>อ้ายมอญมักกาสัน                        ส่งให้ญี่ปุ่นหัวโกน</em><em></em></p>
<p><em><strong>          </strong>เลี้ยงลูกชาวบ้านเอย                      อีนี่ใจยักษ์ใจโลน</em><em></em></p>
<p><em><strong>          </strong>อ้ายญี่ปุ่นหัวโกน                           หนำใจผู้เจ้ามโนห์รา</em><em></em></p>
<p><strong>          </strong>นางมโนห์ราไม่ละไม่เว้นเมื่อนางแม่ประชดประชันส่งมาก็แดกดันส่งนางแม่ไปว่า</p>
<p><strong>          </strong>๏ <em>ลูกไทเจ้าแม่เอย                        แม่ให้ผัวไทยแก่ลูกรา</em><em></em></p>
<p><em><strong>          </strong>จีนจามพราหมณ์คุลา                     ลูกยาจะเอามันทำไม</em><em></em></p>
<p><em><strong>          </strong>เชิญแม่เอาเองเถิดนางไท                เป็นผัวพระราชมารดา</em><em></em></p>
<p><strong>          </strong>นางแม่ด่านางมโนห์ราเข้าให้ด้วยคำว่า “อีดอกทอง” ดังนี้</p>
<p><strong>          </strong>๏ <em>เลี้ยงลูกชาวบ้านเอย                   อีนี่ใจแข็งใจกล้า</em><em></em></p>
<p><em><strong>          </strong>กูจะพลิ้วหิ้วขา                              หน้าตากูจะตบให้ยับไป</em><em></em></p>
<p><em><strong>          </strong>ไว้กูจะหยิกเอาหัวตับ                     ไว้กูจะยับเอาหัวใจ</em><em></em></p>
<p><em><strong>          </strong>ปากร้ายมาได้ใคร                          พวกอีชี้ร้ายชะลากา</em><em></em></p>
<p><em><strong>          </strong>ขวัญข้าวเจ้าแม่อา                         ตัวแม่ก็ทำเป็นไม่สู้</em><em></em></p>
<p><em><strong>          </strong>รู้มากอีปากกล้า                            มึงไปได้มาแต่ไหน</em><em></em></p>
<p><em><strong>          </strong>พระพายพัดไป                             สมเพชลมพัดอีดอกทอง</em><em></em></p>
<p><strong>          </strong>นางมโนห์ราหายอมนางแม่ไม่ จึงด่าย้อนนางแม่ว่า</p>
<p><strong>          </strong>๏ <em>นางแม่ของลูกอา                       แม่มาด่าลูกไม่ถูกต้อง</em><em></em></p>
<p><em><strong>          </strong>ทั้งพี่ทั้งน้อง                                 เหล่าเราดอกทองเหมือนกัน</em><em></em></p>
<p><em><strong>          </strong>ดอกทองสิ้นทั้งเผ่า                         เหล่าเราดอกทองสิ้นทั้งพันธุ์</em><em></em></p>
<p><em><strong>          </strong>ดอกทองเสมือนกัน                        ทั้งองค์พระราชมารดา</em><em></em></p>
<p><strong>          </strong>หลังจากนั้นนางมโนห์ราก็ฝ่าฝืนคำสอนของนางแม่ แล้วหนีเล่นน้ำกับพี่ๆและบ่าวไพร่บริวาร กระทั่งพรานบุญจับนางมโนห์ราจะเอาไปถวายพระสุธน แค่นี้ก็หมดต้นฉบับยุคอยุธยา</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>โนราปัจจุบัน ไม่เล่นเป็นเรื่อง</strong></p>
<p><strong>          </strong>โนราภาคใต้ทุกวันนี้ไม่ได้เล่นเป็นเรื่องนางมโนห์รา ตามที่มีต้นฉบับยุคอยุธยา  แต่เล่นแบบ “ระบำ” คือ โหมโรง, เบิกโรง, กาดครู, ฯลฯ แล้วหมดแค่นี้ จึงมีผู้อธิบายว่า การแสดงโนรา เน้นศิลปะของการร่ายรำมากกว่าการแสดงเรื่อง</p>
<p><em><strong>          </strong>“ผู้มาชมโนราส่วนใหญ่จะมุ่งมาชมการร่ายรำของหัวหน้าคณะ หรือ </em><em>‘โนราใหญ่’—ใช้เวลาตั้งแต่เริ่มออกรำจนจบบทประมาณ 1-2 ชั่วโมง</em></p>
<p><em><strong>          </strong>หลังจากโนราใหญ่กลับเข้าโรงแล้ว โนราอาจจะเลิกแสดงเลยโดยไม่ต้องแสดงเรื่องก็ได้”</em><em></em></p>
<p><em> </em></p>
<p><strong>โนรา เล่นไกรทอง</strong><strong></strong></p>
<p><strong>          </strong>เพราะโนราไม่ใช่การแสดงเอกเทศมาแต่เดิม หากโนราคือละครนอก แต่เรียกละครชาตรี จึงนอกจากเล่นเรื่องนางมโนห์ราแล้ว ยังเล่นเรื่องอื่นๆได้อีก เช่น เล่นไกรทอง ดังมีพยานในกาพย์เรื่องพระรถเมรี ของนายเรือง นาใน (หลวงพ่อเมือง วัดสุนทรวาส จ. พัทลุง) ว่า</p>
<p><em><strong>          </strong>ไปดูโนรา                    เล่นนักหนาเรื่องนายไกร</em><em></em></p>
<p><em><strong>          </strong>กุมภาชีวาลัย               นายไกรได้แม่มาลา</em></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><a href="http://www.sujitwongthes.com/wp-content/uploads/2012/01/Nora-weekly03022555.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-12246" title="Nora-weekly03022555" src="http://www.sujitwongthes.com/wp-content/uploads/2012/01/Nora-weekly03022555.jpg" alt="" width="418" height="408" /></a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sujitwongthes.com/2012/02/weekly03022555/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วีรชนบ้านบางระจัน จ.สิงห์บุรี</title>
		<link>http://www.sujitwongthes.com/2012/02/kom03022555/</link>
		<comments>http://www.sujitwongthes.com/2012/02/kom03022555/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 02 Feb 2012 17:00:19 +0000</pubDate>
		<dc:creator>graphic_dc</dc:creator>
				<category><![CDATA[ชุมชนคนท้องถิ่น (คมชัดลึก)]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sujitwongthes.com/?p=12287</guid>
		<description><![CDATA[ชุมชนคนท้องถิ่น I ศุกร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ 2555 เรือนอินทร์ หน้าพระลาน &#160;           พิธีสักการะดวงวิญญาณวีรชนชาวบ้านบางระจัน ประจำปี 2555 มีระหว่างวันที่ 2 &#8211; 4 กุมภาพันธ์ ที่บริเวณอุทยานค่ายบางระจัน  ต.บางระจัน อ.ค่ายบางระจัน สิงห์บุรี           กรมศิลปากร เป็นผู้ออกแบบและหล่ออนุสาวรีย์บางระจัฟนเมื่อ พ.ศ. 2509 เสร็จใน พ.ศ. 2512           วีรกรรมชาวบ้านบางระจัน เป็นเหตุการณ์ที่เชื่อกันว่าเกิดขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายก่อนที่ไทยจะเสียกรุงครั้งที่ 2 ในปี 2310 แผ่นดินสมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์           ทัพพม่าได้ยกทัพเข้ามาตั้งค่ายอยู่ที่เมืองวิเศษชัยชาญ (จ.อ่างทอง) ก่อนเข้าตีกรุงศรีอยุธยา ชาวบ้านบางระจัน (จ.สิงห์บุรี) ได้รวมตัวกันต้านสู้ทัพพม่าได้หลายครั้งจนครั้งสุดท้ายต้องพ่ายแพ้           ความกล้าหาญของชาวบ้านบางระจันเป็นที่เลื่องลือและได้รับยกย่องเป็นวีรชนไทย จนทางราชการต้องสำรวจตรวจสอบหาหลักแหล่งที่ตั้งค่ายบางระจันในครั้งนั้น และสร้างอนุสาวรีย์เพื่อเป็นเกียรติขึ้น           บริเวณที่เชื่อว่าเคยเป็นที่ตั้งค่ายบางระจัน พันเอกหลวงรณสิทธิพิชัย (เจือ กาญจนินทุ) ครั้งดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมศิลปากร ได้เดินทางไปสำรวจในปี [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="color: #c0c0c0;">ชุมชนคนท้องถิ่น I ศุกร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ 2555</span></p>
<p><span style="color: #c0c0c0;"><em>เรือนอินทร์ หน้าพระลาน</em></span><em></em></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>          พิธีสักการะดวงวิญญาณวีรชนชาวบ้านบางระจัน ประจำปี 2555</strong> มีระหว่างวันที่ 2 &#8211; 4 กุมภาพันธ์ ที่บริเวณอุทยานค่ายบางระจัน  ต.บางระจัน อ.ค่ายบางระจัน สิงห์บุรี</p>
<p><strong>          </strong>กรมศิลปากร เป็นผู้ออกแบบและหล่ออนุสาวรีย์บางระจัฟนเมื่อ พ.ศ. 2509 เสร็จใน พ.ศ. 2512</p>
<p><strong>          </strong>วีรกรรมชาวบ้านบางระจัน เป็นเหตุการณ์ที่เชื่อกันว่าเกิดขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายก่อนที่ไทยจะเสียกรุงครั้งที่ 2 ในปี 2310 แผ่นดินสมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ <span id="more-12287"></span></p>
<p><strong>          </strong>ทัพพม่าได้ยกทัพเข้ามาตั้งค่ายอยู่ที่เมืองวิเศษชัยชาญ (จ.อ่างทอง) ก่อนเข้าตีกรุงศรีอยุธยา ชาวบ้านบางระจัน (จ.สิงห์บุรี) ได้รวมตัวกันต้านสู้ทัพพม่าได้หลายครั้งจนครั้งสุดท้ายต้องพ่ายแพ้</p>
<p><strong>          </strong>ความกล้าหาญของชาวบ้านบางระจันเป็นที่เลื่องลือและได้รับยกย่องเป็นวีรชนไทย จนทางราชการต้องสำรวจตรวจสอบหาหลักแหล่งที่ตั้งค่ายบางระจันในครั้งนั้น และสร้างอนุสาวรีย์เพื่อเป็นเกียรติขึ้น</p>
<p><strong>          </strong>บริเวณที่เชื่อว่าเคยเป็นที่ตั้งค่ายบางระจัน พันเอกหลวงรณสิทธิพิชัย (เจือ กาญจนินทุ) ครั้งดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมศิลปากร ได้เดินทางไปสำรวจในปี พ.ศ. 2493 มีบันทึกรายงานคล้ายเนินคูน้ำคันดินชุมชนโบราณทวารวดีว่า <em>“ตัวค่ายเวลานั้นเป็นเพียงเนินดินสูงและขาดเป็นห้วงๆ ยาวทั้งสิ้น 1,200 เมตร โค้งโอบรอบบึง ซึ่งเดิมเป็นคลองบางระจันเป็นรูปก้ามปู”</em></p>
<p><strong>          </strong>เรื่องราวของชาวบ้านบางระจัน มีบันทึกไว้ในพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา ที่เรียบเรียงใหม่สมัย ร. 4 นักวิชาการหลายท่านจึงถกเถียงว่าการสู้รบของชาวบ้านบางระจันอาจเป็นเพียงตำนานหรือนิทานที่แต่งเสริมขึ้น</p>
<p><strong>          </strong>หรือหากมีจริงก็อาจเป็นการรบเพื่อป้องกันตัวเองของชาวบ้านจากทหารพม่าที่มีอยู่เป็นปกติ แต่ได้มีการหยิบยกขึ้นเพื่อสร้างสำนึกความเป็นชาติ มีอดีตบรรพชนร่วมกัน อาจเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางต่อต้านการล่าอาณานิคมจากตะวันตกในช่วงเวลานั้น</p>
<p>&nbsp;</p>
<div id="attachment_12288" class="wp-caption alignnone" style="width: 392px"><a href="http://www.sujitwongthes.com/wp-content/uploads/2012/02/Bangrachan-kom03022555.jpg"><img class="size-full wp-image-12288 " title="Bangrachan-kom03022555" src="http://www.sujitwongthes.com/wp-content/uploads/2012/02/Bangrachan-kom03022555.jpg" alt="" width="382" height="284" /></a><p class="wp-caption-text">อนุสาวรีย์วีรชนค่ายบางระจัน ตั้งอยู่ในอุทยานค่ายบางระจัน อ.ค่ายบางระจัน จ.สิงห์บุรี (ภาพจาก http://www.panoramio.com/photo/43428416)</p></div>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sujitwongthes.com/2012/02/kom03022555/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

