<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Sujit Wongthes</title>
	<atom:link href="http://www.sujitwongthes.com/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.sujitwongthes.com</link>
	<description></description>
	<lastBuildDate>Thu, 17 May 2012 17:00:52 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.2.1</generator>
		<item>
		<title>รถไฟความเสี่ยงสูง  ในสังคม “จับกลุ่มนินทา”</title>
		<link>http://www.sujitwongthes.com/2012/05/siam18052555/</link>
		<comments>http://www.sujitwongthes.com/2012/05/siam18052555/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 17 May 2012 17:00:52 +0000</pubDate>
		<dc:creator>graphic_dc</dc:creator>
				<category><![CDATA[สยามประเทศไทย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sujitwongthes.com/?p=13442</guid>
		<description><![CDATA[มติชนรายวัน ฉบับประจำวันศุกร์ที่ 18 พฤษภาคม 2555 &#160;           “ประเทศไทยเราเสพติดถนน” ดร. ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รมช.คมนาคม บอกเล่าไว้ในนิตยสารคิด ของ ทีซีดีซี (ฉบับพฤษภาคม 2555) ที่นานๆจะมีผู้ใจบุญหยิบมาฝากให้ผมอ่าน จึงอ่านต่อไปอีกว่าเพราะถนนเข้าถึงทุกที่ทุกทาง           “แต่ถนนก็เป็นต้นเหตุของปัญหาด้วย คือทำให้การพัฒนาของเมืองเราสะเปะสะปะ เพราะตัวถนนทำให้เมืองมันกระจายเข้าไปแบบแถบทางยาว จะสร้างบ้าน สร้างโรงงาน สร้างอะไรตรงไหนก็ได้”           หลังยุคสงครามเย็นต่อต้านคอมมิวนิสต์ ไทยมุ่งสร้างถนนจน“เสพติดถนน” แล้วมีรถทำให้เกิดปัญหาต่างๆนำความสูญเสียมากมายตามมาด้วย ทั้งมลพิษ อุบัติเหตุ           ต่อจากนั้น ดร. ชัชชาติ บอกข้อดีของรถไฟอย่างยืดยาวว่า “การเดินทางเป็นสถานีไม่สามารถลงตรงไหนก็ได้ ทำให้ความเจริญของการพัฒนาเกิดเป็นกลุ่มก้อน การพัฒนาผังเมืองก็จะควบคุมได้ง่าย การสร้างโครงสร้างพื้นฐานต่างๆก็เชื่อมโยงกันสะดวก นี่เป็นส่วนของคุณภาพเมือง”           “ในส่วนคุณภาพชีวิตของคนในต่างจังหวัดที่มีสถานีก็จะมีโอกาสที่เขาจะเดินทาง จะขนส่งสินค้าโอท็อป พืชผลการเกษตรเข้ามาขายในเมืองได้รวดเร็ว ความเจริญก็จะแผ่ขยายออกไปจากหัวโต๊ะที่กรุงเทพฯ ไม่กระจุกตัวอีกต่อไป ทุกอย่างไม่ต้องอยู่กลางเมือง เราจะเห็นที่อยู่อาศัย สำนักงาน สถานที่ท่องเที่ยวที่มีคุณภาพในต่างจังหวัด           “นี่เป็นอนาคตที่รัฐต้องลงทุนก่อน เพื่อให้ภาคธุรกิจเกิดความมั่นใจ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="color: #c0c0c0;">มติชนรายวัน ฉบับประจำวันศุกร์ที่ 18 พฤษภาคม 2555</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>          “ประเทศไทยเราเสพติดถนน”</strong> ดร. ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รมช.คมนาคม บอกเล่าไว้ในนิตยสารคิด ของ ทีซีดีซี (ฉบับพฤษภาคม 2555) ที่นานๆจะมีผู้ใจบุญหยิบมาฝากให้ผมอ่าน จึงอ่านต่อไปอีกว่าเพราะถนนเข้าถึงทุกที่ทุกทาง</p>
<p><strong>          </strong>“แต่ถนนก็เป็นต้นเหตุของปัญหาด้วย คือทำให้การพัฒนาของเมืองเราสะเปะสะปะ เพราะตัวถนนทำให้เมืองมันกระจายเข้าไปแบบแถบทางยาว จะสร้างบ้าน สร้างโรงงาน สร้างอะไรตรงไหนก็ได้”</p>
<p><strong>          </strong>หลังยุคสงครามเย็นต่อต้านคอมมิวนิสต์ ไทยมุ่งสร้างถนนจน“เสพติดถนน” แล้วมีรถทำให้เกิดปัญหาต่างๆนำความสูญเสียมากมายตามมาด้วย ทั้งมลพิษ อุบัติเหตุ <span id="more-13442"></span></p>
<p><strong>          </strong>ต่อจากนั้น ดร. ชัชชาติ บอกข้อดีของรถไฟอย่างยืดยาวว่า <em>“การเดินทางเป็นสถานีไม่สามารถลงตรงไหนก็ได้ ทำให้ความเจริญของการพัฒนาเกิดเป็นกลุ่มก้อน การพัฒนาผังเมืองก็จะควบคุมได้ง่าย การสร้างโครงสร้างพื้นฐานต่างๆก็เชื่อมโยงกันสะดวก นี่เป็นส่วนของคุณภาพเมือง”</em><em></em></p>
<p><strong>          </strong>“ในส่วนคุณภาพชีวิตของคนในต่างจังหวัดที่มีสถานีก็จะมีโอกาสที่เขาจะเดินทาง จะขนส่งสินค้าโอท็อป พืชผลการเกษตรเข้ามาขายในเมืองได้รวดเร็ว ความเจริญก็จะแผ่ขยายออกไปจากหัวโต๊ะที่กรุงเทพฯ ไม่กระจุกตัวอีกต่อไป ทุกอย่างไม่ต้องอยู่กลางเมือง เราจะเห็นที่อยู่อาศัย สำนักงาน สถานที่ท่องเที่ยวที่มีคุณภาพในต่างจังหวัด</p>
<p><strong><strong>          </strong>“นี่เป็นอนาคตที่รัฐต้องลงทุนก่อน เพื่อให้ภาคธุรกิจเกิดความมั่นใจ แล้วการพัฒนาต่างๆจะตามมาเอง”</strong><strong></strong></p>
<p><strong>          </strong>อาการบ้าคลั่งถนนและรถยนต์ของไทย แล้วปล่อยรถไฟและระบบรางงุ่มง่ามมะงุมมะงาหราไปตามยถากรรม เป็นคำพูดที่คนพูดกันต่อเนื่องตั้งแต่หลังมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับแรก ยุคจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ไม่น้อยกว่า 40-50 ปีมาแล้ว</p>
<p><strong>          </strong>ยิ่งคุณงามความดีมีประโยชน์ของรถไฟ คนไทยได้ยินนักการเมืองพร่ำพรรณนามาแล้วอาจมากกว่า 50 ปี ใครก็ตามที่แรกเข้าไปมีอำนาจหน้าที่ดูแล ก.คมนาคม หรือประธานฯรถไฟต้องพูดอย่างนี้ทุกคนเหมือนท่อง “นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต” จนพ้นตำแหน่ง</p>
<p><strong>          </strong>แต่ไม่มีอะไรในกอไผ่ แม้แต่หน่อไม้หน่อเดียวก็ไม่มี เพราะจากนั้นพากันลืม แล้วปล่อยให้“ระบบรางถือว่าล้าหลังที่สุดในโลก”เหมือนเดิม ตามคำบอกเล่าของ ดร. วีรพงษ์ รามางกูร</p>
<p><strong>          </strong>พอมีรัฐบาลใหม่ มีคนใหม่เข้ามา ข้อความเก่าก็ดังขึ้นอีกเป็นวัฏจักรตามหลักวัฏสงสารโดยไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปในทางก้าวหน้า</p>
<p><strong>          </strong>ดร. วีรพงษ์ เคยบอกไว้ก่อนหน้านี้ว่าต้องมีรถไฟความเร็วสูง แต่จะไม่รื้อรถไฟของคนจน</p>
<p><strong>          </strong>ผมได้ยินคราวนั้นก็คิดในใจว่าคนจนต้องทนทู่ซี้กับรถไฟไทยต่อไป เคยเป็นยังไงก็ให้เป็นยังงั้น ไม่มีวันเปลี่ยนแปลงดีขึ้น ส่วนคนไม่จนไม่ต้องทน เพราะมีของใหม่เป็นรถไฟความเร็วสูงให้นั่งอย่าง <em>สะอาด</em><em>-</em><em>สะดวก</em><em>-</em><em>สว่าง</em><em>-</em><em>สวรรค์</em> นี่แบ่งชนชั้นชัดๆนี่หว่า</p>
<p><strong>          </strong>“รถไฟในปัจจุบันอาจมีข้อด้อย” ดร. ชัชชาติ อธิบาย “แต่ว่าการสร้างรถไฟความเร็วสูงขึ้น และสร้างมาตรฐานความปลอดภัยและการบริการให้ดีที่สุด ก็จะเป็นเหมือนการช่วยฉุดภาพลักษณ์ และเป็นเกณฑ์มาตรฐานใหม่ที่จะดึงรถไฟปกติขึ้นมาด้วย”</p>
<p><strong>          </strong>ประเด็นที่กล่าวมานี้ ดร. ชัชชาติ อธิบายโดยอ้างถึง<em>กรณี </em><em>JR (Japan Railways) ของญี่ปุ่น ในรูปแบบการพัฒนาและพลิกฟื้นภาพลักษณ์ของรถไฟ ตอนที่เขาเริ่มทำในปี 1964 </em></p>
<p><em><strong>          </strong>เดิมเขาใช้ชื่อ </em><em>JNR หรือ Japan National Rail เป็นรถไฟที่มีปัญหามาก แต่ละปีเกิดอุบัติเหตุคนตายประมาณ 1,000 คน </em></p>
<p><em><strong>          </strong>แต่ตัวที่พลิกสถานการณ์และนำไปสู่การตัดสินใจสร้างชิงคันเซ็น ก็คือการเป็นเจ้าภาพโอลิมปิกที่โตเกียว พวกเขาสร้างสรรค์ระบบรถไฟใหม่ โดยแยกเป็นระบบรถไฟชิงคันเซ็นโดยเฉพาะ </em><em></em></p>
<p><em><strong>          </strong>พอชิงคันเซ็นเริ่มให้บริการ ภาพลักษณ์ของรถไฟญี่ปุ่นก็เปลี่ยนไปแบบก้าวกระโดด  แล้วสร้างวัฒนธรรมองค์กรเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยขึ้นมา โดยใช้ชิงคันเซ็นเป็นตัวนำ ซึ่งช่วยดึงรถไฟระบบเก่าของญี่ปุ่นให้มีประสิทธิภาพขึ้นมาด้วย</em><em></em></p>
<p><strong>          </strong>พออ่านถึงตรงนี้ ก็เข้าใจไอเดียรถไฟความเร็วสูง ทั้งของ ดร. วีรพงษ์ และของ ดร. ชัชชาติ ที่วาดหวังว่าจะปรับเปลี่ยนรถไฟไทยให้ก้าวหน้าได้ผลเหมือนรถไฟญี่ปุ่น</p>
<p><strong>          </strong>แต่ต้องไม่ลืมความจริงอันเป็นที่รู้ไปทั่วโลก ว่าสังคมญี่ปุ่นมีวัฒนธรรม<em>“รวมกลุ่มทำงาน”</em> ส่วนสังคมไทยมีวัฒนธรรม <em>“จับกลุ่มนินทา”</em></p>
<p><strong>          </strong>สังหรณ์ว่าแทนที่จะเป็นรถไฟความเร็วสูง ก็กลายเป็นรถไฟความเสี่ยงสูง</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sujitwongthes.com/2012/05/siam18052555/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ภาษาร่าย  รากเหง้าเก่าสุด  ของร้อยกรองไทย-ลาว</title>
		<link>http://www.sujitwongthes.com/2012/05/weekly18052555/</link>
		<comments>http://www.sujitwongthes.com/2012/05/weekly18052555/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 17 May 2012 17:00:41 +0000</pubDate>
		<dc:creator>graphic_dc</dc:creator>
				<category><![CDATA[มติชน สุดสัปดาห์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sujitwongthes.com/?p=13418</guid>
		<description><![CDATA[มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 18 พฤษภาคม 2555 &#160;           คำคล้องจองในชีวิตประจำวันของตระกูลไทย-ลาว มีพัฒนาการเป็นร้อยกรองเช่น ร่าย, โคลง, กลอน-ที่ดั้งเดิมเรียกรวมหมดว่ากลอน           แล้วจำแนกกลอนเป็น 3 พวก คือ กลอนร่าย, กลอนลำ, กลอนเพลง           กลอนร่าย ใช้ในพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ เช่น เลี้ยงผี ฯลฯ เมื่อใช้เซิ้งเรียกกลอนเซิ้ง ถ้าใช้สวดเรียกกลอนสวด เมื่อใช้เทศน์เรียกกลอนเทศน์           กลอนลำ ใช้ขับลำเป็นทำนองทั่วไปทุกงาน ต่อมานักปราชญ์ในราชสำนักกำหนดแบบแผนใช้แต่งหนังสือเรียก โคลง เช่น โคลงสอง, โคลงสาม, โคลงสี่, โคลงห้า, โคลงดั้น           กลอนเพลง ใช้งานร้องรำทำเพลงทั่วไปไม่จำกัด ต่อมานักปราชญ์ราชบัณฑิตกำหนดแบบแผนใช้แต่งหนังสือ เรียก กลอนหก, กลอนแปด, กลอนบทละคร, กลอนเสภา, กลอนนิทาน ฯลฯ โดยเรียกรวมๆว่ากลอน   ร้อยกรองเก่าสุด           [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="color: #c0c0c0;">มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 18 พฤษภาคม 2555</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>          </strong>คำคล้องจองในชีวิตประจำวันของตระกูลไทย-ลาว มีพัฒนาการเป็นร้อยกรองเช่น ร่าย, โคลง, กลอน-ที่ดั้งเดิมเรียกรวมหมดว่ากลอน</p>
<p><strong>          </strong>แล้วจำแนกกลอนเป็น 3 พวก คือ กลอนร่าย, กลอนลำ, กลอนเพลง</p>
<p><strong>          กลอนร่าย </strong>ใช้ในพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์<strong> </strong>เช่น เลี้ยงผี ฯลฯ เมื่อใช้เซิ้งเรียกกลอนเซิ้ง ถ้าใช้สวดเรียกกลอนสวด เมื่อใช้เทศน์เรียกกลอนเทศน์ <span id="more-13418"></span></p>
<p><strong><strong>          </strong>กลอนลำ </strong>ใช้ขับลำเป็นทำนองทั่วไปทุกงาน ต่อมานักปราชญ์ในราชสำนักกำหนดแบบแผนใช้แต่งหนังสือเรียก โคลง เช่น โคลงสอง, โคลงสาม, โคลงสี่, โคลงห้า, โคลงดั้น</p>
<p><strong><strong>          </strong>กลอนเพลง </strong>ใช้งานร้องรำทำเพลงทั่วไปไม่จำกัด ต่อมานักปราชญ์ราชบัณฑิตกำหนดแบบแผนใช้แต่งหนังสือ เรียก กลอนหก, กลอนแปด, กลอนบทละคร, กลอนเสภา, กลอนนิทาน ฯลฯ โดยเรียกรวมๆว่ากลอน</p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong>ร้อยกรองเก่าสุด</strong><strong></strong></p>
<p><strong>          </strong>ในเอกสารโบราณจะเต็มไปด้วยลีลาคำคล้องจอง เช่น พงศาวดารล้านช้างมีความว่า <em>สร้างบ้านเมืองลุ่มกินปลา  เฮ็ดนาเมืองลุ่มกินเข้า</em>, <em>น้ำท่วมเมืองลุ่มลีดเลียง ท่วมเมืองเพียงละลาย</em> ฯลฯ</p>
<p><strong>          </strong>นอกจากนั้นยังมีอยู่ใน<em>รายชื่อเครื่องสังเวยผีไท้ผีแถน</em> ว่า <em>ข้าวน้ำซ่ามปลา หมูเห็ดเป็ดไก่ เนื้อเถิกเอิกลาย กล้วยอ้อยส้อยยำ พริกพลูหูหลา เหล้ายาปลาปิ้ง ผักนางอางหญ้า</em><em></em></p>
<p><strong>          </strong>จากนั้นค่อยๆเรียบเรียงคำคล้องจองให้มีความต่อเนื่องสลับกัน เช่น ความโทเมืองของผู้ไทดำ (ในภาคเหนือของเวียดนาม) มีความว่า <em>จี่ก่อเปนดินเปนหย้า ก่อเปนฟ้าท่อถวงเหด ก่อเปนดินเจดก้อน ก่อเปนน้ำเก้าแควปากแททาว ฟ้าต่ำเซื่องหม้อขาง ฟ้าบางเอยื่องเปือกถ้วย ตำเข้ายังคุ้งสาก ตากเข้ายังคุ้งเพิน งัวดำไปคุ้งหนอก หมูผอกไปคุ้งดัง&#8230;</em> (<em>“ความโทเมืองจากเมืองหม้วย”</em> โดย James R. Chamberlain ในหนังสือ<strong>รวมบทความประวัติศาสต</strong>ร์ 2529)</p>
<p><strong>          </strong>ในที่สุดคำคล้องจองเหล่านั้นจะมีพัฒนาการส่ง<strong>สัมผัส</strong>แยกออกไปอย่างน้อย 2 ทาง คือ ส่ง<strong>สัมผัสร่าย</strong>เป็น<strong>กลอนร่าย</strong>อย่างหนึ่ง และส่ง<strong>สัมผัสเพลง</strong>เป็น<strong>กลอนเพลง</strong>อีกอย่างหนึ่ง</p>
<p><strong>          </strong>ชุมชนยุคแรกๆยังไม่ใหญ่โตกว้างขวางและยังไม่ซับซ้อนนัก เพราะยังมีลักษณะเป็นชนเผ่าเหล่ากอพวกใครพวกมัน การสื่อสารและสังสรรค์จึงอยู่ในวงจำกัด ทำให้ถ้อยคำและท่วงทำนองคำคล้องจองต่างๆถูกจำกัดไปด้วย</p>
<p><strong>          </strong>เมื่อชุมชนขยายออกไปสังสรรค์กับชนเผ่าและหมู่เหล่าอื่นๆ อันเป็นเหตุให้ถ้อยคำและท่วงทำนองในการสื่อสารเติบโตขึ้น บรรดาคำคล้องจองที่เคยมีอยู่สั้นๆย่อมขยายยืดยาวออกไปเรื่อยๆด้วย ดังจะเห็นเค้ามูลจากความโทเมืองของกลุ่มผู้ไทดำเป็นคำคล้องจองส่งสัมผัสสองสามวรรค แล้วขาด แล้วเริ่มใหม่อีก แต่ในพงศาวดารล้านช้างที่มีเนื้อหาคล้ายคลึงกันจะมีท่วงทำนองส่งสัมผัสและพรรณนายืดยาวมากกว่า ทั้งนี้ก็เพราะลักษณะสังคมแตกต่างกันแล้ว</p>
<p><strong>          </strong>แต่ความโทเมืองของผู้ไทดำก็ส่อให้เห็นเค้าการก่อรูปของกลอนที่ส่งสัมผัสร่ายได้เป็นอย่างดี ว่าค่อยๆเชื่อมสัมผัสคำคล้องจองแต่ละวรรคให้ต่อเนื่องยืดยาวออกไปเรื่อยๆ และในยุคแรกๆก็ไม่จำเป็นจะต้องเคร่งครัดทอดสัมผัสไปทุกวรรค เพราะลักษณะเสรีของกลอนในไทย-ลาวยุคแรกๆมิได้กำหนดอะไรลงไปตายตัว</p>
<p><strong>          </strong>กลอนร่ายแต่ละท้องถิ่นมีชื่อเรียกต่างกัน ภาคกลางเรียก <strong>“ร่าย” </strong>ภาคเหนือเรียก <strong>“ฮ่ำ”</strong> (คือ ร่ำ) ส่วนภาคอีสานเรียก 2 แบบ คือ แบบที่ใช้สวด(หรือสูด)ทำขวัญต่างๆ เรียก <strong>“ฮ่าย”</strong> เช่น ฮ่ายยาว  และแบบที่ใช้เซิ้งต่างๆ เรียก <strong>“กาพย์”</strong> เช่น กาพย์เซิ้ง</p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong>ภาษาร่าย ในสถานการณ์ศักดิ์สิทธิ์</strong><strong></strong></p>
<p><strong>          </strong>ทำไมต้องมีกลอนร่ายที่ใช้ภาษาร่ายในสถานการณ์ศักดิ์สิทธิ์?</p>
<p><strong>          </strong>เรื่องนี้มีเหตุมาจากลักษณะสังคมชาวนาชาวไร่ที่จำต้องพึ่งพาธรรมชาติเป็นสำคัญที่สุด</p>
<p><strong>          </strong>แต่ธรรมชาติคือความไม่แน่นอนอันเป็นต้นเหตุของความวิบัติฉิบหาย ดังนั้น มนุษย์จึงมีสำนึกร่วมกันว่าจะต้องแสดงความอ่อนน้อมต่ออำนาจเหนือธรรมชาติ เพื่อวิงวอนร้องขอความอุดมสมบูรณ์หรือความมั่งคั่งและความมั่นคงอยู่ตลอดเวลา และทุกระยะของการทำมาหากิน</p>
<p><strong>          </strong>โดยทั่วไปผู้คนในตระกูลไทย-ลาวเชื่อว่าอำนาจเหนือธรรมชาติ คือผีที่อยู่บนฟ้า จึงมักเรียกกันว่า <strong>“ผีฟ้า”</strong> หรือ <strong>“ผีแถน”</strong> ซึ่งมีความหมายเท่ากับเทวดา และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายก็น่าจะมีอำนาจไม่น้อยที่จะดลบันดาลสิ่งใดๆได้</p>
<p><strong>          </strong>แต่ผี, เทวดา  และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มีอำนาจเหนือธรรมชาติเหล่านั้น<strong>ไม่ใช่คน</strong><strong></strong></p>
<p><strong>          </strong>เมื่อไม่ใช่คน ก็สื่อสารกันด้วยภาษาธรรมดาที่คนพูดและร้องเพลงกันทั่วๆไปไม่ได้ ดังนั้นจึงต้องสร้างภาษาและท่วงทำนองพิเศษเพื่อใช้สื่อสารกับผี เทวดา และสิ่งศักดิ์สิทธิ์โดยเฉพาะ</p>
<p><strong>          </strong>เรื่องนี้อาจารย<strong>นิธิ เอียวศรีวงศ์</strong> อธิบายไว้ (<strong>ปากไก่และใบเรือ</strong> อมรินทร์การพิมพ์ 2527) ว่า <em>โดยทั่วไปมักแบ่งภาษาเป็นประเภทร้อยแก้วกับร้อยกรอง หรือภาษาพูดกับภาษาเพลงซึ่งต่างก็มีลักษณะสุดโต่งไปคนละขั้ว </em><em></em></p>
<p><em><strong>          </strong>แต่กึ่งทางของภาษาพูดกับภาษาเพลงคือ<strong>ภาษาร่าย</strong> และแม้ว่าร่ายและความเรียงจะก้ำกึ่งกัน แต่ก็แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดแก่ผู้ฟัง(หรืออ่าน) </em><strong><em></em></strong></p>
<p><strong><em><strong>          </strong>ภาษาร่าย</em></strong><em>จึงเหมาะที่จะใช้ในสถานการณ์พิเศษ เช่นกรณีที่จะสื่อสารกับผี เทวดา และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ </em></p>
<p><strong>          </strong>แต่การสื่อสารกับผี เทวดา และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มีพิธีกรรมและจุดมุ่งหมายแตกต่างกัน 2 อย่าง เป็นเหตุให้ทำนองการใช้ภาษาร่ายต้องแตกต่างกันไปด้วย</p>
<p><strong>          </strong>คือพิธีกรรมที่สื่อสารด้วยคนคนเดียว ใช้ทำนอง <strong>“สวด”</strong> ส่วนพิธีกรรมที่สื่อสารด้วยกลุ่มคนหลายคน ใช้ทำนอง <strong>“เซิ้ง”</strong> (มีอธิบายรายละเอียดอยู่ในหนังสือ <strong>ภาษาและวรรณคดีในสยามประเทศไทย</strong> ของ สุจิตต์ วงษ์เทศ พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2546)</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ภาษาร่าย ของ “หมอผี”</strong><strong></strong></p>
<p><strong><strong>          </strong>สวด</strong> คือพิธีกรรมสื่อสารด้วยคนคนเดียว มักจัดให้มีขึ้นเพื่อความอยู่รอดของครอบครัวและญาติมิตร ได้แก่ พิธีเซ่นสรวงปวงผี พิธีบายศรีสู่ขวัญต่างๆ เช่น สู่ขวัญเรือ สู่ขวัญลาน (นวดข้าว)  สู่ขวัญข้าว สู่ขวัญเล้า (ยุ้ง) สู่ขวัญนาค สู่ขวัญแต่งงาน สู่ขวัญโกนจุก และ ฯลฯ</p>
<p><strong>          </strong>ผู้ทำหน้าที่สวดร่าย เพื่อส่งภาษาและทำนองอันศักดิ์สิทธิ์สื่อสารและสังสรรค์กับปวงผีในสังคมยุคแรกๆ ราว 3,000 ปีมาแล้ว คือ <strong>หมอผี</strong> (หรือ<strong>หมอพร</strong> หรือ<strong>หมอขวัญ</strong> ในสังคมยุคแรกๆ คนพวกนี้เป็นผู้มีความรู้พิเศษทางพิธีกรรมประจำเผ่าพันธุ์หรือเทียบเท่ากับนักบวชหรือบัณฑิตในสมัยหลังๆ)</p>
<p><strong>          </strong>หลังรับศาสนาพราหมณ์กับพุทธจากอินเดีย กระทั่งมีราชสำนักสุวรรณภูมิขึ้นในอุษาคเนย์ บรรดาราชสำนักตระกูลมอญ-เขมร มีภาษาฉันท์และกาพย์บาลีและสันสกฤตใช้สวดในพิธีกรรม</p>
<p><strong>          </strong>ขณะเดียวกันประชากรพื้นฐานที่เป็นไพร่ข้าในตระกูลไทย-ลาว มีหมอผีใช้ภาษาร่ายในสถานการณ์พิเศษสืบเนื่องจากประเพณีดั้งเดิม</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ราชสำนักยกย่องภาษาร่าย</strong><strong></strong></p>
<p><strong>          </strong>ต่อมาขุนนางตระกูลไทย-ลาว มีอำนาจรัฐแล้วเป็นใหญ่ในราชสำนัก (แทนตระกูลมอญ-เขมร) ก็ยกย่องภาษาร่าย (ของหมอผี) หรือ “คำราษฎร์” เป็นภาษาศักดิ์สิทธิ์สืบทอดจากประเพณีดั้งเดิมด้วย แล้วให้ชาววัดขัดเกลาแต่งภาษาร่ายเป็น “คำหลวง” สำหรับชาววังใช้ในพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ในราชสำนัก เช่น โองการแช่งน้ำ, มหาชาติคำหลวง</p>
<p><strong>          </strong>จากนั้นราชสำนักได้พัฒนาภาษาร่ายให้มีระเบียบมากขึ้น และใช้ภาษาศักดิ์สิทธิ์จากต่างประเทศมากขึ้นเพื่อติดต่อกับทวยเทพชั้นสูงได้ ซึ่งเท่ากับยกระดับภาษาร่ายให้สูงขึ้นกว่าประเพณีของชาวบ้านด้วย ดังเห็นอยู่ในคำประณามพจน์ทั้งหลายในตอนต้นของวรรณคดีราชสำนัก แล้วถือปฏิบัติสืบเนื่องกันต่อมาจนกลายเป็นร่ายสุภาพที่มีกำหนดกฎเกณฑ์เคร่งครัดมากมาย เช่น กำหนดจำนวนคำแต่ละวรรค กำหนดวิธีการจบร่ายแบบโคลง เป็นต้น</p>
<p><strong>          </strong>กฎเกณฑ์อันค่อนข้างเคร่งครัดที่ราชสำนักสมัยต้นกรุงศรีอยุธยาสร้างขึ้นมากำหนดภาษาร่าย ก็เท่ากับเป็นข้อบังคับให้นักสวดในวัดและในวัง ต้องขัดเกลาทำนองสวดร่ายของหมอผี (หมอพรและหมอขวัญ) ให้มีแบบแผนค่อนข้างแน่นอน และให้มีลีลาประณีตขึ้น เพื่อให้เป็นประเพณีหลวงโดยเฉพาะ (ซึ่งจะแตกต่างจากประเพณีราษฎร์) เช่น การสวดมหาชาติคำหลวง</p>
<p><strong>          </strong>แม้เจรจาโขนของราชสำนักอยุธยาสืบจนทุกวันนี้ก็เป็นภาษาร่าย ที่มีรากเหง้าจากตระกูลไทย-ลาว สองฝั่งโขง</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sujitwongthes.com/2012/05/weekly18052555/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ผักบุ้ง, ผักตบชวา  อู่ทอง, สุวรรณภูมิ, สุพรรณฯ</title>
		<link>http://www.sujitwongthes.com/2012/05/siam17052555/</link>
		<comments>http://www.sujitwongthes.com/2012/05/siam17052555/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 16 May 2012 17:00:43 +0000</pubDate>
		<dc:creator>graphic_dc</dc:creator>
				<category><![CDATA[สยามประเทศไทย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sujitwongthes.com/?p=13429</guid>
		<description><![CDATA[มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพฤหัสบดีที่ 17 พฤษภาคม 2555 &#160;           แม่น้ำท่าจีนกับลำน้ำสาขา เมื่อไม่กี่วันผ่านมานี้ยังเต็มไปด้วยผักตบชวาหนาแน่น กับผักบุ้งเบียดเสียด ตั้งแต่เขต อ. บางเลน จ. นครปฐม ขึ้นไปถึง อ. สองพี่น้อง กับ อ. อู่ทอง จ. สุพรรณบุรี           ในประเทศไทยนี้ ผมยังไม่เห็นที่ไหนมีผักตบชวากับผักบุ้งเต็มแม่น้ำมากเท่าเขต  อ. สองพี่น้อง ทำให้จินตนาการไม่ออกว่าจะกำจัดออกจากแม่น้ำได้อย่างไร?           เลยได้แต่คิดว่าต้องยอมจำนน แล้วยอมรับความจริงให้ผักตบชวากับผักบุ้งเป็นอาภรณ์อันอลงกรณ์และอลังการของแม่น้ำและลำน้ำสาขาที่จะขาดเสียมิได้           แต่แล้วคิดขึ้นได้ว่าอาภรณ์อย่างนี้ของแม่น้ำลำคลอง เป็นอุปสรรคของน้ำไหลลงอ่าวไทยช้ากว่าปกติ แล้วส่งผลให้น้ำท่วมนานในฤดูน้ำหลาก คนที่ตั้งบ้านเรือนอยู่สองฝั่งย่อมเดือดร้อนหนักหนาสาหัส           ฉะนั้นจะยอมจำนนไม่ได้ แต่จะกำจัดยังไง ก็ไม่รู้อีก           ช่วงเมษา-พฤษภา ที่อื่นๆน้ำแล้งดินแยกแตกระแหง แม่น้ำบางแห่งน้ำหายกลายเป็นดอนทรายท้องน้ำจนคนเดินข้ามได้           แต่บริเวณทุ่งนา อ. อู่ทอง มีน้ำขลุกขลิก ขณะเดียวกันแม่น้ำจระเข้สามพันกับสาขาน้ำไม่แห้ง อาจเป็นเพราะดึงน้ำจากแม่กลองที่อยู่เขตสูงกว่า เข้าน้ำทวน ผ่าน อ. [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="color: #c0c0c0;">มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพฤหัสบดีที่ 17 พฤษภาคม 2555</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>          </strong>แม่น้ำท่าจีนกับลำน้ำสาขา เมื่อไม่กี่วันผ่านมานี้ยังเต็มไปด้วยผักตบชวาหนาแน่น กับผักบุ้งเบียดเสียด ตั้งแต่เขต อ. บางเลน จ. นครปฐม ขึ้นไปถึง อ. สองพี่น้อง กับ อ. อู่ทอง จ. สุพรรณบุรี</p>
<p><strong>          </strong>ในประเทศไทยนี้ ผมยังไม่เห็นที่ไหนมีผักตบชวากับผักบุ้งเต็มแม่น้ำมากเท่าเขต  อ. สองพี่น้อง ทำให้จินตนาการไม่ออกว่าจะกำจัดออกจากแม่น้ำได้อย่างไร? <span id="more-13429"></span></p>
<p><strong>          </strong>เลยได้แต่คิดว่าต้องยอมจำนน แล้วยอมรับความจริงให้ผักตบชวากับผักบุ้งเป็นอาภรณ์อันอลงกรณ์และอลังการของแม่น้ำและลำน้ำสาขาที่จะขาดเสียมิได้</p>
<p><strong>          </strong>แต่แล้วคิดขึ้นได้ว่าอาภรณ์อย่างนี้ของแม่น้ำลำคลอง เป็นอุปสรรคของน้ำไหลลงอ่าวไทยช้ากว่าปกติ แล้วส่งผลให้น้ำท่วมนานในฤดูน้ำหลาก คนที่ตั้งบ้านเรือนอยู่สองฝั่งย่อมเดือดร้อนหนักหนาสาหัส</p>
<p><strong>          </strong>ฉะนั้นจะยอมจำนนไม่ได้ แต่จะกำจัดยังไง ก็ไม่รู้อีก</p>
<p><strong>          </strong>ช่วงเมษา-พฤษภา ที่อื่นๆน้ำแล้งดินแยกแตกระแหง แม่น้ำบางแห่งน้ำหายกลายเป็นดอนทรายท้องน้ำจนคนเดินข้ามได้</p>
<p><strong>          </strong>แต่บริเวณทุ่งนา อ. อู่ทอง มีน้ำขลุกขลิก ขณะเดียวกันแม่น้ำจระเข้สามพันกับสาขาน้ำไม่แห้ง อาจเป็นเพราะดึงน้ำจากแม่กลองที่อยู่เขตสูงกว่า เข้าน้ำทวน ผ่าน อ. พนมทวน จ. กาญจนบุรี ลงแม่น้ำจระเข้สามพัน</p>
<p><strong>          </strong>เมืองอู่ทอง มีน้ำหล่อเลี้ยงคูเมืองโดยรอบไม่แห้งแล้ง ทำให้รื่นรมย์อย่างยิ่ง เพราะมีคลองชลประทานชักน้ำจากเจ้าพระยา-ท่าจีน-มะขามเฒ่า เข้ามากักเก็บไว้</p>
<p><strong>          </strong>จำได้ว่าท่านบรรหาร ศิลปอาชา กับท่านขรรค์ชัย บุนปาน กำหนดแผนงานให้มี“สุวรรณภูมิศึกษา” หรืออะไรทำนองนี้ เพื่อแบ่งปันเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับสุวรรณภูมิ ควบคู่ไปกับการทำงานด้านกายภาพปรับภูมิทัศน์</p>
<p><strong>          </strong>ผมเดินดูบริเวณกำลังสร้างสะพานข้ามคูเมืองอู่ทอง 2 แห่ง เห็นแล้วชื่นชมความก้าวหน้าทางกายภาพของเมืองอู่ทองที่น่าจะมีอายุราว 1,500 ปีมาแล้ว แต่เป็นชุมชนมาก่อน ราว 2,500 ปีมาแล้ว หรือมากกว่านั้นก็ได้</p>
<p><strong>          </strong>แต่ไม่มีใครได้ข่าวความเคลื่อนไหว แล้วไม่มีใครรู้ความก้าวหน้าทางการศึกษาค้นคว้า จนไม่แน่ใจว่าสุวรรณภูมิศึกษาเคยมีจริงหรือไม่? แล้วยังมีต่อไปหรือเปล่า? ถ้ามีจะทำยังไง? ฯลฯ</p>
<p><strong>          </strong>หากไม่ทำอะไรเลยก็“เสียของ”และสังคมไทย“เสียโอกาส” ยิ่งอีกไม่กี่ปีจะเข้าสู่ประชาคมอาเซียนยิ่งต้องให้มีสม่ำเสมอ เพราะบริเวณแม่กลอง-ท่าจีน และดอนตาเพชร-อู่ทอง เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์อุษาคเนย์ยุคดึกดำบรรพ์ที่มีไทยเป็นส่วนหนึ่งอยู่ด้วย</p>
<p><strong>          </strong>วัฒนธรรมอำนาจราชการ ไม่เอื้อต่อการแบ่งปันเผยแพร่“ราชวิชาความรู้” สู่สาธารณะ ยิ่งทำโดย“ข้าราชวิชาการ” ก็ยิ่งยุ่งยาก จนไม่สำเร็จได้ทันท่วงที</p>
<p><strong>          </strong>บางทีอาจต้องจ้างเหมาบริษัทจัดอีเวนท์ให้ทำงานแบ่งปันเผยแพร่สุวรรณภูมิอู่ทองถึงจะสำเร็จ เพราะผู้รับจ้างเหมารู้เท่าทันกมลสันดานวัฒนธรรมอำนาจราชการ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sujitwongthes.com/2012/05/siam17052555/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ก่อพระทราย สงกรานต์  เอาทรายผสมทำอิฐสร้างวัด</title>
		<link>http://www.sujitwongthes.com/2012/05/siam16052555/</link>
		<comments>http://www.sujitwongthes.com/2012/05/siam16052555/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 15 May 2012 17:10:10 +0000</pubDate>
		<dc:creator>graphic_dc</dc:creator>
				<category><![CDATA[สยามประเทศไทย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sujitwongthes.com/?p=13425</guid>
		<description><![CDATA[มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพุธที่ 16 พฤษภาคม 2555 &#160;            “ก่อพระทราย” หรือ “ก่อกองทราย” เป็นภาษาปาก หมายถึงก่อพระเจดีย์ทรายในวัดเมื่อถึงเทศกาลสงกรานต์เดือน 5 ทางจันทรคติ (ตรงกับเมษายน ทางสุริยคติ)            ก่อนถึงสงกรานต์สัก 4-5 วัน ชาวบ้านสมัยก่อนจะรวมกันออกไปหาแหล่งทราย แล้วพากัน“ขนทรายเข้าวัด” โดยอ้างว่าเตรียมไว้ให้ชาวบ้านร้านถิ่นเล่นก่อพระทรายวันสงกรานต์            แต่ในความเป็นจริงแล้ว ขนทรายเข้าวัดเอาไว้ให้พระสงฆ์ใช้ทรายผสมดินเหนียวทำอิฐก่อสร้างโบสถ์, วิหาร, การเปรียญ และเสนาสนะอื่นๆที่ต้องสร้างด้วยอิฐ            ชาวบ้านไม่สร้างบ้านด้วยอิฐไม่ว่ากรณีใดๆ ดังนั้นอิฐจึงใช้สร้างวัดกับสร้างวังเท่านั้น            และไม่เกี่ยวกับทรายวัดติดตีนชาวบ้านที่เดินเข้าออกวัด เมื่อถึงสงกรานต์ต้องขนทรายมาคืน เพราะนี่เป็นนิทานหลอกกันเล่นๆในวงข้าววงเหล้า            ทรายไม่มีทั่วไป แต่มีเป็นที่ทางเฉพาะ เช่น บริเวณพื้นใต้แม่น้ำ, ลำคลอง, หนอง, บึง, ลำราง, ทางน้ำ, ลุ่ม, ลาด, ฯลฯ ซึ่งต้องมีคนไปขุดตักควักคุ้ยเอามา เพราะไม่มีพ่อค้าดูดทรายใส่เรือใส่รถมาขายอย่างทุกวันนี้            ชาวบ้านแต่ก่อนนัดหมายกันก่อนถึงสงกรานต์ ไปทำบุญขนทรายเข้าวัด แล้วกองไว้ลานวัดเตรียมถวายพระสงฆ์ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="color: #c0c0c0;">มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพุธที่ 16 พฤษภาคม 2555</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>           </strong>“ก่อพระทราย” หรือ “ก่อกองทราย” เป็นภาษาปาก หมายถึงก่อพระเจดีย์ทรายในวัดเมื่อถึงเทศกาลสงกรานต์เดือน 5 ทางจันทรคติ (ตรงกับเมษายน ทางสุริยคติ)</p>
<p><strong>           </strong>ก่อนถึงสงกรานต์สัก 4-5 วัน ชาวบ้านสมัยก่อนจะรวมกันออกไปหาแหล่งทราย แล้วพากัน“ขนทรายเข้าวัด” โดยอ้างว่าเตรียมไว้ให้ชาวบ้านร้านถิ่นเล่นก่อพระทรายวันสงกรานต์ <span id="more-13425"></span></p>
<p><strong>           </strong>แต่ในความเป็นจริงแล้ว ขนทรายเข้าวัดเอาไว้ให้พระสงฆ์ใช้ทรายผสมดินเหนียวทำอิฐก่อสร้างโบสถ์, วิหาร, การเปรียญ และเสนาสนะอื่นๆที่ต้องสร้างด้วยอิฐ</p>
<p><strong>           </strong>ชาวบ้านไม่สร้างบ้านด้วยอิฐไม่ว่ากรณีใดๆ ดังนั้นอิฐจึงใช้สร้างวัดกับสร้างวังเท่านั้น</p>
<p><strong>           </strong>และไม่เกี่ยวกับทรายวัดติดตีนชาวบ้านที่เดินเข้าออกวัด เมื่อถึงสงกรานต์ต้องขนทรายมาคืน เพราะนี่เป็นนิทานหลอกกันเล่นๆในวงข้าววงเหล้า</p>
<p><strong>           </strong>ทรายไม่มีทั่วไป แต่มีเป็นที่ทางเฉพาะ เช่น บริเวณพื้นใต้แม่น้ำ, ลำคลอง, หนอง, บึง, ลำราง, ทางน้ำ, ลุ่ม, ลาด, ฯลฯ ซึ่งต้องมีคนไปขุดตักควักคุ้ยเอามา เพราะไม่มีพ่อค้าดูดทรายใส่เรือใส่รถมาขายอย่างทุกวันนี้</p>
<p><strong>           </strong>ชาวบ้านแต่ก่อนนัดหมายกันก่อนถึงสงกรานต์ ไปทำบุญขนทรายเข้าวัด แล้วกองไว้ลานวัดเตรียมถวายพระสงฆ์</p>
<p><strong>           </strong>เมื่อถึงสงกรานต์ก็พากันไปวัดทำบุญโดยก่อกองทรายสมมุติเป็นรูปพระเจดีย์ขนาดเล็กๆเรียงรายตามถนัดของแต่ละคน เสร็จแล้วก็โยงสายสิญจน์ถวายพระสงฆ์ในวัดเอาไว้ทำอิฐใช้ก่อสร้างในวัด แล้วเชื่อว่าได้บุญกุศลค้ำจุนพระพุทธศาสนา</p>
<p><strong>           </strong>นี่เป็นพยานว่าประเพณีขนทรายเข้าวัด ไม่ใช่พื้นเมืองดั้งเดิม แต่เพื่อก่อพระเจดีย์ทรายซึ่งต้องมีขึ้นเมื่อรับพุทธศาสนาจากอินเดียแล้ว ราวหลัง พ.ศ. 1000</p>
<p><a href="http://www.sujitwongthes.com/wp-content/uploads/2012/05/fb.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-13426" title="fb" src="http://www.sujitwongthes.com/wp-content/uploads/2012/05/fb.jpg" alt="" width="426" height="570" /></a></p>
<p><strong>           </strong>อ. ประภัสสร์ ชูวิเชียร (คณะโบราณคดี ม. ศิลปากร) กับ อ. ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ (วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ ม. มหิดล) เป็นผู้ร่วมกันอธิบายให้ผมฟังเรื่องก่อพระเจดีย์ทราย แล้วอ้างหลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดี ว่าในอิฐเผาตั้งแต่ยุคทวารวดีสืบเนื่องมาจนถึงอิฐเขมรล้วนมีทรายผสมด้วย เพื่อให้อิฐแกร่งและทนทาน</p>
<p><strong>           </strong>ผมเลยจำมาเขียนไว้ตรงนี้เพื่อตอบคำถามภาษาอังกฤษในเฟซบุ๊คจากผู้มีนาม Al Manomai (แคลิฟอร์เนีย สหรัฐ) ที่เขียนถามตั้งแต่เดือนเมษายน แต่ผมเพิ่งได้คำแปลเป็นภาษาไทยเมื่อต้นเดือนพฤษภาคมนี้เอง จาก“แม่มดดำ” พันธุ์ทิพย์ ธีระเนตร (แห่งนิตยสารโปสการ์ด)</p>
<p><strong>           </strong>เพราะผมใช้อินเตอร์เน็ตไม่เป็น แล้วอ่านภาษาอังกฤษไม่ออก ไม่รู้คำแปล ไม่เข้าใจความหมาย ต้องพึ่งพาอาศัยคนอื่นร่ำไป จนบางครั้งบางคนก็ดูถูกดูแคลน แต่ผมไม่ได้ประหลาดใจ เพราะตัวเองโง่จริง</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sujitwongthes.com/2012/05/siam16052555/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>แม่วงก์ ป่าต้นน้ำเจ้าพระยาตะวันตก</title>
		<link>http://www.sujitwongthes.com/2012/05/siamrath16052555/</link>
		<comments>http://www.sujitwongthes.com/2012/05/siamrath16052555/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 15 May 2012 17:00:46 +0000</pubDate>
		<dc:creator>graphic_dc</dc:creator>
				<category><![CDATA[ท้องถิ่นมีชุมชน (สยามรัฐ)]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sujitwongthes.com/?p=13434</guid>
		<description><![CDATA[ท้องถิ่นมีชุมชน/พุธที่ 16 พฤษภาคม 2555 นาน้อย อ้อยหนู &#160;           แม่วงก์ เป็นชื่ออำเภอหนึ่งของจังหวัดนครสวรรค์ และยังใช้เรียกผืนป่ากว้างใหญ่ครอบคลุมพื้นที่ทางตะวันตกของภาคกลางตอนบน และมีฐานะเป็นอุทยานแห่งชาติในปัจจุบัน           ป่าแม่วงก์มีเขาโมโกจูเป็นยอดเขาสูงสุด (1,964 เมตร จากระดับน้ำทะเล) มองเห็นได้แต่ไกล           อาณาเขตของป่าแม่วงก์กินพื้นที่ของ อ.แม่วงก์ แม่เปิน ลาดยาว จ.นครสวรรค์ อ.ลานสัก บ้านไร่ จ.อุทัยธานี อ.ขานุวรลักษบุรี จ.กำแพงเพชร และ อ.อุ้มผาง จ.ตาก ทั้งยังเชื่อมต่อกับผืนป่าตะวันตกคือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ทุ่งใหญ่นเรศวร  คลองลาน-โป่งน้ำร้อน ชนกับแนวเทือกเขาถนนธงชัยอันกั้นแดนระหว่างไทยกับพม่าเป็นเทือกยาวจากเหนือจรดใต้ หากไม่นับการแบ่งเขตการปกครองหรือการจัดตั้งซึ่งเกิดในปัจจุบันแล้วถือว่าเป็นแหล่งธรรมชาติที่มีขอบเขตกว้างไกลมาก           “รื่น” ตัวเอกในนวนิยายอมตะ ทุ่งมหาราช ของ “เรียมเอง” ยังกล่าวไว้ว่า ป่าโป่งน้ำร้อนและแม่วงก์เป็นป่าใหญ่เกินกว่าจะทำกินกันได้หมดในชั่วอายุคน           เห็นได้ว่าป่าผืนนี้เป็นป่าที่ให้กำเนิดสายน้ำสำคัญซึ่งแบ่งออกเป็นสองลุ่มน้ำคือ           ซีกตะวันตก เป็นต้นน้ำแม่กลอง อันเป็นชื่อเรียกดั้งเดิมในภาษามอญ หมายถึงลำน้ำ-ลำคลอง ลำน้ำแม่กลองตอนต้นนี้ต่อไปจะเรียกว่าแม่น้ำศรีสวัสดิ์หรือแม่น้ำแควใหญ่ ไหลไปลงทางกาญจนบุรี ปัจจุบันมีเขื่อนศรีนครินทร์และเขื่อนท่าทุ่งนาเก็บกักน้ำไว้ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="color: #c0c0c0;">ท้องถิ่นมีชุมชน/พุธที่ 16 พฤษภาคม 2555</span></p>
<p><span style="color: #c0c0c0;">นาน้อย อ้อยหนู</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>          </strong><strong>แม่วงก์</strong> เป็นชื่ออำเภอหนึ่งของจังหวัดนครสวรรค์ และยังใช้เรียกผืนป่ากว้างใหญ่ครอบคลุมพื้นที่ทางตะวันตกของภาคกลางตอนบน และมีฐานะเป็นอุทยานแห่งชาติในปัจจุบัน</p>
<p><strong>          </strong><strong></strong>ป่าแม่วงก์มี<strong>เขาโมโกจู</strong>เป็นยอดเขาสูงสุด (1,964 เมตร จากระดับน้ำทะเล) มองเห็นได้แต่ไกล <span id="more-13434"></span></p>
<p><strong>          </strong><strong></strong>อาณาเขตของป่าแม่วงก์กินพื้นที่ของ อ.แม่วงก์ แม่เปิน ลาดยาว จ.นครสวรรค์ อ.ลานสัก บ้านไร่ จ.อุทัยธานี อ.ขานุวรลักษบุรี จ.กำแพงเพชร และ อ.อุ้มผาง จ.ตาก ทั้งยังเชื่อมต่อกับผืนป่าตะวันตกคือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ทุ่งใหญ่นเรศวร  คลองลาน-โป่งน้ำร้อน ชนกับแนวเทือกเขาถนนธงชัยอันกั้นแดนระหว่างไทยกับพม่าเป็นเทือกยาวจากเหนือจรดใต้ หากไม่นับการแบ่งเขตการปกครองหรือการจัดตั้งซึ่งเกิดในปัจจุบันแล้วถือว่าเป็นแหล่งธรรมชาติที่มีขอบเขตกว้างไกลมาก</p>
<p><strong>          </strong><strong></strong>“รื่น” ตัวเอกในนวนิยายอมตะ <strong>ทุ่งมหาราช</strong> ของ “เรียมเอง” ยังกล่าวไว้ว่า ป่าโป่งน้ำร้อนและแม่วงก์เป็นป่าใหญ่เกินกว่าจะทำกินกันได้หมดในชั่วอายุคน</p>
<p><strong>          </strong><strong></strong>เห็นได้ว่าป่าผืนนี้เป็นป่าที่ให้กำเนิดสายน้ำสำคัญซึ่งแบ่งออกเป็นสองลุ่มน้ำคือ</p>
<p><strong>          </strong><strong></strong>ซีกตะวันตก เป็น<strong>ต้นน้ำแม่กลอง</strong> อันเป็นชื่อเรียกดั้งเดิมในภาษามอญ หมายถึงลำน้ำ-ลำคลอง ลำน้ำแม่กลองตอนต้นนี้ต่อไปจะเรียกว่าแม่น้ำศรีสวัสดิ์หรือแม่น้ำแควใหญ่ ไหลไปลงทางกาญจนบุรี ปัจจุบันมีเขื่อนศรีนครินทร์และเขื่อนท่าทุ่งนาเก็บกักน้ำไว้ ก่อนจะรวมกับแม่น้ำแควน้อยที่ปากแพรกเป็นแม่น้ำแม่กลอง ผ่านราชบุรี สมุทรสงครามออกสู่อ่าวไทย</p>
<p><strong>          </strong><strong></strong>ซีกตะวันออก ให้กำเนิด<strong>ลำน้ำแม่วงก์</strong>ที่ไหลไปทางตะวันออกอ้อมโค้งผ่าน อ.ลาดยาว จ.นครสวรรค์ อ.สว่างอารมณ์ อ.ทัพทัน จ.อุทัยธานีซึ่งมี<strong>เมืองโบราณบึงคอกช้าง</strong>สมัยทวารวดี อายุราว พ.ศ.1200 ตั้งอยู่</p>
<p><strong>          </strong><strong></strong>การที่ลำน้ำนี้ไหลอ้อมโค้งอาจเป็นที่มาของชื่อ แม่วง (ก์) ก็เป็นได้ หรืออาจมาจากชื่อในท้องถิ่นที่มีความหมายต่างออกไป</p>
<p><strong>          </strong><strong></strong>นอกจากนั้นยังมีห้วยทับเสลาที่ไหลจากป่าแม่วงก์ด้วย ทั้งสองสายนี้เป็นต้นแม่น้ำสะแกกรังซึ่งป้อนลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา อันมี<strong>เมืองอุทัยธานี</strong>หรือ<strong>บ้านสะแกกรัง</strong>เป็นชุมชนโบราณสำคัญสืบเนื่องมาถึงปัจจุบัน</p>
<p><strong>          </strong><strong></strong>ถัดขึ้นไปทางเหนือ เป็นต้นน้ำคลองสวนหมากไปรวมกับแม่น้ำปิงที่ตัวเมืองกำแพงเพชร มีเมือง<strong>นครชุม</strong>ที่ปากคลองอันเป็นเมืองโบราณรุ่นสุโขทัย</p>
<p><strong>          </strong><strong></strong>ลำน้ำทั้งกลายรวมกันเป็นแม่น้ำเจ้าพระยาไหลไปทางใต้ ผ่านชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง อยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี กรุงเทพฯ สมุทรปราการ และมีสาขาแยกไปเป็นแม่น้ำท่าจีนตรงปากคลองมะขามเฒ่า อ.วัดสิงห์ จ.ชัยนาท แล้วผ่านสุพรรณบุรี นครปฐม สมุทรสาครลงไปถึงอ่าวไทย แล้วยังมีแม่น้ำน้อยที่แยกเป็นสาขาย่อยไปอีก  ลำน้ำเหล่านี้มีร่องรอยของชุมชนโบราณมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์-ทวารวดีต่อเนื่องลงมาสมัยอิทธิพลเขมร-ลพบุรี อยุธยาและรัตนโกสินทร์ หล่อเลี้ยงให้ผู้คนดำรงชีวิตและติดต่อแลกเปลี่ยนค้าขาย-วัฒนธรรมมาเนิ่นนานไม่น้อยกว่า 2,500  ปีมาแล้ว</p>
<p><strong><strong>          </strong><strong></strong>ป่าแม่วงก์อันกว้างใหญ่ไพศาลเป็นต้นน้ำสาขาของแม่น้ำเจ้าพระยา เส้นเลือดของที่ราบลุ่มภาคกลางของไทย มีขอบเขตของผืนป่าเชื่อมต่อกับป่าตะวันตกอันเป็นต้นกำเนิดลำน้ำแม่กลอง ที่มีหลักฐานการอยู่อาศัยของผู้คนในดินแดนไทยมาตั้งแต่ก่อนประวัติศาสตร์ด้วย แสดงว่าผู้คนในลุ่มน้ำทั้งสองล้วนเกี่ยวโยงกันยาวนานจากต้นน้ำเดียวกัน  ซึ่งจะมีพัฒนาการทางสังคมและวัฒนธรรมที่ร่วมกันมาโดยตลอด</strong></p>
<div id="attachment_13435" class="wp-caption alignnone" style="width: 410px"><a href="http://www.sujitwongthes.com/wp-content/uploads/2012/05/maewong.jpg"><img class="size-full wp-image-13435 " title="maewong" src="http://www.sujitwongthes.com/wp-content/uploads/2012/05/maewong.jpg" alt="" width="400" height="400" /></a><p class="wp-caption-text">ป่าแม่วงก์เป็นต้นกำเนิดสำคัญของลำน้ำสาขาแม่น้ำเจ้าพระยา และยังต่อเนื่องเป็นผืนเดียวกับป่าต้นน้ำตะวันตกคือแม่น้ำแม่กลองด้วย (ภาพจาก www.zabzaa.com)</p></div>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sujitwongthes.com/2012/05/siamrath16052555/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>รามคำแหง  แบ่งปันความรู้สู่สาธารณะ</title>
		<link>http://www.sujitwongthes.com/2012/05/siam15052555/</link>
		<comments>http://www.sujitwongthes.com/2012/05/siam15052555/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 14 May 2012 17:00:16 +0000</pubDate>
		<dc:creator>graphic_dc</dc:creator>
				<category><![CDATA[สยามประเทศไทย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sujitwongthes.com/?p=13415</guid>
		<description><![CDATA[มติชนรายวัน ฉบับประจำวันอังคารที่ 15 พฤษภาคม 2555 &#160;           ประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทย ยกตนข่มประวัติศาสตร์เพื่อนบ้านประชาคมอาเซียนมานาน ถ้าไม่แก้ไขตรงนี้ก็ยากที่คนไทยจะรู้จักและเข้าใจอาเซียนอย่างแท้จริง           อธิการบดี ม. รามคำแหง แถลงว่าจะปรับการเรียนการสอนเพื่อรองรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน           ดังนั้นสิ่งแรกที่ต้องปฏิบัติคืออาจารย์ผู้สอนต้องทำความเข้าใจประวัติศาสตร์สุวรรณภูมิในอุษาคเนย์ให้ดีและถูกต้องเป็นธรรมตามพยานหลักฐานที่มีจริงๆ           ผศ. วุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง (ม.ร.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ ม.ร. ปรับการเรียนการสอนเพื่อรองรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน โดยในทุกสาขาวิชาทุกคณะ อาจารย์ผู้สอนต้องสอดแทรกความเป็นอาเซียน เพื่อกระตุ้นให้นักศึกษาเกิดความตื่นตัว และเตรียมความพร้อม โดยเฉพาะการเรียนรู้ด้านวัฒนธรรม กฎระเบียบ และภาษาของประเทศเพื่อนบ้าน           ม.ร. มีโครงการอบรมภาษาประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ภาษาลาว กัมพูชา เวียดนาม พม่า ฟรีให้แก่นักศึกษา เปิดอบรมเทคโนโลยีในการค้นคว้าติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้านแก่นักศึกษา โดยลงสมัครเรียนได้ทันที           นอกจากนี้ ยังได้มอบหมายให้แต่ละคณะจัดอบรม และเพิ่มเติมเนื้อหาสาระที่เกี่ยวข้องกับอาเซียน อาทิ คณะนิติศาสตร์, คณะรัฐศาสตร์ เปิดศูนย์ศึกษาเอเชียอาคเนย์, คณะวิศวกรรมศาสตร์ แม้จะไม่มีเนื้อหาสาระเกี่ยวกับอาเซียนมาก [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="color: #c0c0c0;">มติชนรายวัน ฉบับประจำวันอังคารที่ 15 พฤษภาคม 2555</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><em>          </em>ประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทย ยกตนข่มประวัติศาสตร์เพื่อนบ้านประชาคมอาเซียนมานาน ถ้าไม่แก้ไขตรงนี้ก็ยากที่คนไทยจะรู้จักและเข้าใจอาเซียนอย่างแท้จริง</p>
<p><em>          </em>อธิการบดี ม. รามคำแหง แถลงว่าจะปรับการเรียนการสอนเพื่อรองรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน</p>
<p><em>          </em>ดังนั้นสิ่งแรกที่ต้องปฏิบัติคืออาจารย์ผู้สอนต้องทำความเข้าใจประวัติศาสตร์สุวรรณภูมิในอุษาคเนย์ให้ดีและถูกต้องเป็นธรรมตามพยานหลักฐานที่มีจริงๆ <span id="more-13415"></span></p>
<p><em>          ผศ. วุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง (ม.ร.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ ม.ร. ปรับการเรียนการสอนเพื่อรองรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน โดยในทุกสาขาวิชาทุกคณะ อาจารย์ผู้สอนต้องสอดแทรกความเป็นอาเซียน เพื่อกระตุ้นให้นักศึกษาเกิดความตื่นตัว และเตรียมความพร้อม โดยเฉพาะการเรียนรู้ด้านวัฒนธรรม กฎระเบียบ และภาษาของประเทศเพื่อนบ้าน </em><em></em></p>
<p><em><em>          </em>ม.ร. มีโครงการอบรมภาษาประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ภาษาลาว กัมพูชา เวียดนาม พม่า ฟรีให้แก่นักศึกษา เปิดอบรมเทคโนโลยีในการค้นคว้าติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้านแก่นักศึกษา โดยลงสมัครเรียนได้ทันที</em><em></em></p>
<p><em><em>          </em>นอกจากนี้ ยังได้มอบหมายให้แต่ละคณะจัดอบรม และเพิ่มเติมเนื้อหาสาระที่เกี่ยวข้องกับอาเซียน อาทิ คณะนิติศาสตร์, คณะรัฐศาสตร์ เปิดศูนย์ศึกษาเอเชียอาคเนย์, คณะวิศวกรรมศาสตร์ แม้จะไม่มีเนื้อหาสาระเกี่ยวกับอาเซียนมาก แต่ก็ต้องสร้างความรู้ ความเข้าใจ ในการเข้าไปทำงานแก่ประเทศในอาเซียน </em>(คม ชัด ลึก ฉบับวันอังคารที่ 8 พฤษภาคม 2555 หน้า 10)</p>
<p><em>          </em>แต่ในสภาพที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ ไม่ว่า นิติศาสตร์, รัฐศาสตร์, วิศวฯ รวมถึงภาษาและวัฒนธรรม บรรดาอาจารย์ล้วนถูกครอบงำด้วยประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทย ที่ยกตนข่มประเทศเพื่อนบ้านโดยรอบ แล้วก่อให้เกิดวิวาทบาดหมางอย่างรุนแรงไม่รู้จบ</p>
<p><em>          </em>ยกตัวอย่างโขนและละคร ที่พากันอธิบายอย่างคลุ้มคลั่งว่าเป็นของไทยแท้ๆนั้น จริงๆแล้วมีกำเนิดจาก“ละโคนพระกรุณา” ในราชสำนักอาณาจักรกัมพูชา อย่างน้อยตั้งแต่ก่อน พ.ศ. 1600 (สมัยนั้นยังไม่มีรัฐสุโขทัย แล้วยังไม่มีกลุ่มชนเรียกตัวเองว่า“คนไทย”)</p>
<p><strong><em>          </em>ประวัติศาสตร์ไทย เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์สุวรรณภูมิและอุษาคเนย์อย่างแยกจากกันไม่ได้ </strong><strong></strong></p>
<p><em>          </em>หากไม่เริ่มด้วยความเข้าใจความจริงนี้ การเรียนการสอนเพื่อรองรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ก็ไม่ได้ผลก้าวหน้า กลับมีแต่จะได้ผลถอยหลังเข้าคลองแล้วเข้ารกเข้าพงมากกว่าเก่า</p>
<p><em>          </em>ม. รามคำแหง น่าจะขยับขยายประเด็นประวัติศาสตร์สุวรรณภูมิและอุษาคเนย์ให้กว้างขวางกว่าการเรียนการสอนตามปกติ โดยสร้างเป็นกิจกรรมแบ่งปันความรู้สู่สาธารณะด้วย ก็จะเป็นคุณูปการต่อสังคมไทยอย่างมหาศาล</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sujitwongthes.com/2012/05/siam15052555/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วันนี้มีมรดกโลก ที่อยุธยา  วันหน้าไม่แน่ เพราะแย่มากๆ</title>
		<link>http://www.sujitwongthes.com/2012/05/siam14052555/</link>
		<comments>http://www.sujitwongthes.com/2012/05/siam14052555/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 13 May 2012 17:00:44 +0000</pubDate>
		<dc:creator>graphic_dc</dc:creator>
				<category><![CDATA[สยามประเทศไทย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sujitwongthes.com/?p=13403</guid>
		<description><![CDATA[มติชนรายวัน ฉบับประจำวันจันทร์ที่ 14 พฤษภาคม 2555 &#160;           หน่วยงานหลายหน่วยที่รับผิดชอบอยุธยามรดกโลก ต้องร่วมกันพิจารณาตัวเอง อย่ามัวโทษคนอื่น เมื่อฝรั่งเผยแพร่ข้อบกพร่องของอยุธยาไปทั่วโลก           อุทยานประวัติศาสตร์อยุธยา (จ. พระนครศรีอยุธยา) เป็นมรดกโลก 1 ใน 10 แห่งของเอเชียที่กำลังตกอยู่ในอันตราย เสี่ยงถูกทำลายจนไม่สามารถซ่อมแซมบูรณปฏิสังขรณ์ได้อีก เพราะกระแสเชี่ยวกรากของการขยายตัวทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว บางแห่งตกอยู่ท่ามกลางสงครามด้วย           นี่เป็นข้อความของนายเจฟฟ์ มอร์แกน ผู้อำนวยการบริหารกองทุนมรดกโลก ที่บอกกับสำนักข่าวต่างประเทศแห่งหนึ่ง แล้วแพร่กระจายออกไปทั่วโลก           กองทุนมรดกโลก (Global Heritage Fund) ที่แถลงข่าวมรดกโลกอยู่ในภาวะอันตรายนี้ เป็นกองทุนเอกเทศไม่อยู่ในสังกัดยูเนสโก (ถ้าจะหมายถึงกองทุนมรดกโลกในสังกัดยูเนสโก ต้องมีชื่อภาษาอังกฤษว่า World Heritage Fund)           ถึงจะเป็นเอกเทศ ไม่สังกัดยูเนสโก แต่กองทุนฯนี้ไม่ได้แถลงผิดพลาดหรือคลาดเคลื่อนจากความจริง           เพราะในสภาพแท้จริงแล้ว อยุธยาถูกคุกคามรอบด้าน ไม่ว่าจะชี้ตรงไหนก็ล้วนอันตรายรุนแรงระดับ“สงคราม”ท้องถิ่นทั้งนั้น ใครไปใครก็เห็นมานานหลายปีดีดัก แล้วพากันเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐจัดการแก้ไขตั้งแต่ก่อนเป็นมรดกโลก จนเป็นมรดกโลกแล้วกลับยิ่งถูกคุกคามมากกว่าเก่า เพราะทุกหนทุกแห่งมีแก่งแย่งผลประโยชน์ส่วนตนทั้งนั้น           แต่หน่วยงานรัฐจัดการอะไรไม่ได้ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="color: #c0c0c0;">มติชนรายวัน ฉบับประจำวันจันทร์ที่ 14 พฤษภาคม 2555</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>          </strong>หน่วยงานหลายหน่วยที่รับผิดชอบอยุธยามรดกโลก ต้องร่วมกันพิจารณาตัวเอง อย่ามัวโทษคนอื่น เมื่อฝรั่งเผยแพร่ข้อบกพร่องของอยุธยาไปทั่วโลก</p>
<p><strong>          </strong>อุทยานประวัติศาสตร์อยุธยา (จ. พระนครศรีอยุธยา) เป็นมรดกโลก 1 ใน 10 แห่งของเอเชียที่กำลังตกอยู่ในอันตราย เสี่ยงถูกทำลายจนไม่สามารถซ่อมแซมบูรณปฏิสังขรณ์ได้อีก เพราะกระแสเชี่ยวกรากของการขยายตัวทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว บางแห่งตกอยู่ท่ามกลางสงครามด้วย <span id="more-13403"></span></p>
<p><strong>          </strong>นี่เป็นข้อความของนายเจฟฟ์ มอร์แกน ผู้อำนวยการบริหารกองทุนมรดกโลก ที่บอกกับสำนักข่าวต่างประเทศแห่งหนึ่ง แล้วแพร่กระจายออกไปทั่วโลก</p>
<p><strong>          </strong>กองทุนมรดกโลก (Global Heritage Fund) ที่แถลงข่าวมรดกโลกอยู่ในภาวะอันตรายนี้ เป็นกองทุนเอกเทศไม่อยู่ในสังกัดยูเนสโก (ถ้าจะหมายถึงกองทุนมรดกโลกในสังกัดยูเนสโก ต้องมีชื่อภาษาอังกฤษว่า World Heritage Fund)</p>
<p><strong>          </strong>ถึงจะเป็นเอกเทศ ไม่สังกัดยูเนสโก แต่กองทุนฯนี้ไม่ได้แถลงผิดพลาดหรือคลาดเคลื่อนจากความจริง</p>
<p><strong>          </strong>เพราะในสภาพแท้จริงแล้ว อยุธยาถูกคุกคามรอบด้าน ไม่ว่าจะชี้ตรงไหนก็ล้วนอันตรายรุนแรงระดับ“สงคราม”ท้องถิ่นทั้งนั้น ใครไปใครก็เห็นมานานหลายปีดีดัก แล้วพากันเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐจัดการแก้ไขตั้งแต่ก่อนเป็นมรดกโลก จนเป็นมรดกโลกแล้วกลับยิ่งถูกคุกคามมากกว่าเก่า เพราะทุกหนทุกแห่งมีแก่งแย่งผลประโยชน์ส่วนตนทั้งนั้น</p>
<p><strong>          </strong>แต่หน่วยงานรัฐจัดการอะไรไม่ได้ ที่ทำกันไปทุกวันนี้คือ“แก้ผ้า”เอาหน้ารอด แล้วซุก“ขี้”ไว้ใต้พรม</p>
<p><strong>          </strong>พรรคการเมืองทุกพรรคที่ได้อำนาจบริหารประเทศ ต่างพากันหลีกเลี่ยงไม่แก้ไขและไม่จัดการปัญหาอยุธยามรดกโลก เพราะเกรงจะกระทบคะแนนเสียงที่หัวคะแนนมีผลประโยชน์ทับซ้อนมหาศาล</p>
<p><strong>          </strong>ราวกับว่าคะแนนเลือกตั้งของพรรคการเมืองมี“คุณค่า”สูงกว่าหลักฐานประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทย และมี“มูลค่า”มากกว่ารายได้จากการท่องเที่ยว</p>
<p><strong>          </strong>ฉะนั้น หน่วยงานที่รับผิดชอบมรดกโลกอยุธยา ทั้งส่วนกลาง, ส่วนภูมิภาค, ส่วนท้องถิ่น ต้องพิจารณาตัวเอง อย่ามัวแต่แก้ตัวและโต้แย้งกองทุนฯเอกเทศนี้ เพราะเขาไม่มีอะไรผิดพลาด แต่ที่ทำไม่ถูกมาตลอดคือไทย</p>
<p><strong>          </strong>แม้วันนี้ยังไม่ถูกถอดมรดกโลก แต่วันหน้าไม่แน่ เพราะหลักฐานพยานเห็นทนโท่ ว่าโบราณสถานในอยุธยาถูกกระทำย่ำยียับเยินเกินที่โลกจะทนดูอีกต่อไป</p>
<p><a href="http://www.sujitwongthes.com/wp-content/uploads/2012/05/ayutthaya-06.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-13404" title="ayutthaya-06" src="http://www.sujitwongthes.com/wp-content/uploads/2012/05/ayutthaya-06-450x533.jpg" alt="" width="450" height="533" /></a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sujitwongthes.com/2012/05/siam14052555/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันอาทิตย์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2555</title>
		<link>http://www.sujitwongthes.com/2012/05/klon13052555/</link>
		<comments>http://www.sujitwongthes.com/2012/05/klon13052555/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 12 May 2012 17:00:03 +0000</pubDate>
		<dc:creator>graphic_dc</dc:creator>
				<category><![CDATA[กลอนวันอาทิตย์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sujitwongthes.com/?p=13421</guid>
		<description><![CDATA[]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.sujitwongthes.com/wp-content/uploads/2012/05/13-may-55.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-13422" title="13 may 55" src="http://www.sujitwongthes.com/wp-content/uploads/2012/05/13-may-55-450x447.jpg" alt="" width="450" height="447" /></a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sujitwongthes.com/2012/05/klon13052555/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เอกชนชาวบ้าน  รุกโบราณสถาน ถูกไล่จับติดคุก</title>
		<link>http://www.sujitwongthes.com/2012/05/siam11052555/</link>
		<comments>http://www.sujitwongthes.com/2012/05/siam11052555/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 10 May 2012 17:00:49 +0000</pubDate>
		<dc:creator>graphic_dc</dc:creator>
				<category><![CDATA[สยามประเทศไทย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sujitwongthes.com/?p=13392</guid>
		<description><![CDATA[มติชนรายวัน ฉบับประจำวันศุกร์ที่ 11 พฤษภาคม 2555             สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ (สบศ.) กระทรวงวัฒนธรรม เติบโตขึ้นจากสถาบันทางศิลปะ 2 แห่ง ในสังกัดกรมศิลปากร คือ           1. วิทยาลัยนาฏศิลป มีกำเนิด พ.ศ. 2477           2. วิทยาลัยช่างศิลป มีกำเนิด พ.ศ. 2495           วิทยาลัยทั้ง 2 แห่ง ตั้งอยู่รอบโบสถ์วัดพระแก้ว วังหน้า ซึ่งเป็นเขตโบราณสถานสำคัญของกรุงรัตนโกสินทร์           พ.ศ. 2541 สบศ. จัดตั้งในสังกัดกรมศิลปากร แล้วให้อยู่รอบโบสถ์วัดพระแก้ว วังหน้า           พ.ศ. 2550 สบศ. ไม่ขึ้นกับกรมศิลปากร แยกเป็นหน่วยงานสังกัดกระทรวงวัฒนธรรม           พ.ศ. 2551 สบศ. เริ่มย้ายบางส่วนไปอยู่ที่ใหม่กว้างขวาง  ต. ศาลายา อ. [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="color: #c0c0c0;">มติชนรายวัน ฉบับประจำวันศุกร์ที่ 11 พฤษภาคม 2555</span></p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong>          </strong>สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ (สบศ.) กระทรวงวัฒนธรรม เติบโตขึ้นจากสถาบันทางศิลปะ 2 แห่ง ในสังกัดกรมศิลปากร คือ</p>
<p><strong>          </strong>1. วิทยาลัยนาฏศิลป มีกำเนิด พ.ศ. 2477</p>
<p><strong>          </strong>2. วิทยาลัยช่างศิลป มีกำเนิด พ.ศ. 2495</p>
<p><strong>          </strong>วิทยาลัยทั้ง 2 แห่ง ตั้งอยู่รอบโบสถ์วัดพระแก้ว วังหน้า ซึ่งเป็นเขตโบราณสถานสำคัญของกรุงรัตนโกสินทร์ <span id="more-13392"></span></p>
<p><strong>          </strong>พ.ศ. 2541 สบศ. จัดตั้งในสังกัดกรมศิลปากร แล้วให้อยู่รอบโบสถ์วัดพระแก้ว วังหน้า</p>
<p><strong>          </strong>พ.ศ. 2550 สบศ. ไม่ขึ้นกับกรมศิลปากร แยกเป็นหน่วยงานสังกัดกระทรวงวัฒนธรรม</p>
<p><strong>          </strong>พ.ศ. 2551 สบศ. เริ่มย้ายบางส่วนไปอยู่ที่ใหม่กว้างขวาง  ต. ศาลายา อ. พุทธมณฑล จ. นครปฐม (ใกล้ ม. มหิดล) ตามมติรัฐบาลสมัยนั้น</p>
<p><strong>          </strong>แต่ผู้บริหารยุคนั้นไม่ย้ายไปทั้งหมด ยังยึดพื้นที่รอบโบสถ์วัดพระแก้ว วังหน้า ไว้ตามเดิม แล้วพยายามยื้อให้ยืดเยื้อด้วยการทำกิจกรรมสิ่งต่างๆ เช่น โรงละครวังหน้า, โรงอาหาร ฯลฯ</p>
<p><strong>          </strong>ถ้านับตั้งแต่แรกมีวิทยาลัยนาฏศิลปจนปัจจุบัน 2477-2555 ก็รวม 78 ปี นานมากแล้ว ไม่ควรอยู่ต่อไปมากกว่านี้ เท่ากับทำผิดกฎหมายโบราณสถาน</p>
<p><strong>          </strong>เมื่อ พ.ศ. 2477 เพียง 2 ปี หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง (24 มิถุนายน 2475) เพิ่งตั้งกรมศิลปากรขึ้นใหม่ได้ปีเดียว (เมื่อ พ.ศ. 2476) อะไรๆยังไม่เข้าที่</p>
<p><strong>          </strong>ผู้มีอำนาจครั้งนั้นจึงให้ใช้พื้นที่รอบโบสถ์วัดพระแก้ว วังหน้า ซึ่งเป็นโบราณสถาน ไปพลางก่อน เพื่อให้มีการเรียนการสอนเกี่ยวกับนาฏศิลป์และดนตรีแก่ประชาชน ซึ่งเป็นแนวคิดทันสมัยในยุคนั้น</p>
<p><strong>          </strong>ถึงบัดนี้นานมาก 78 ปีแล้ว ถ้าไม่รักษากฎหมาย มี ส.ส. หลายท่านพูดตรงกันว่าเข้าข่ายละเว้นปฏิบัติหน้าที่ โดยปล่อยให้มีผู้บุกรุกทำลายโบราณสถานสำคัญของกรุงรัตนโกสินทร์<strong>          </strong></p>
<p><strong>          </strong>กรณีอย่างนี้ ถ้าผู้บุกรุกเป็นเอกชนคนทั่วไป ป่านนี้ถูกเจ้าหน้าที่ไล่จับส่งฟ้องศาลพิพากษาติดคุกติดตะรางไปแล้ว</p>
<p><strong>          </strong>สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นลักษณะอำมาตย์ใช้อำนาจสองมาตรฐานที่รัฐบาลนี้เคยประณามรัฐบาลก่อน</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sujitwongthes.com/2012/05/siam11052555/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>“พลังลาว”  ในราชสำนัก สยาม  และในความเป็นไทย</title>
		<link>http://www.sujitwongthes.com/2012/05/weekly11052555/</link>
		<comments>http://www.sujitwongthes.com/2012/05/weekly11052555/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 10 May 2012 17:00:24 +0000</pubDate>
		<dc:creator>graphic_dc</dc:creator>
				<category><![CDATA[มติชน สุดสัปดาห์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sujitwongthes.com/?p=13372</guid>
		<description><![CDATA[มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 11 พฤษภาคม 2555                     “พลังลาว”จากลุ่มน้ำโขง มีอยู่ในตัวตนและสำนึกของกลุ่มคนที่เคลื่อนย้ายมาอยู่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ไม่ได้สูญหายไปทางไหน           ต่อมาเมื่อรับวัฒนธรรมมอญ-เขมรเต็มที่แล้ว แม้จะเรียกตัวเองด้วยชื่อสมมุติขึ้นใหม่ว่า“คนไทย” แต่“พลังลาว”ทั้งหลายบ้างก็ยังตกค้าง และบ้างก็ปรับเปลี่ยนเป็นวัฒนธรรมใหม่แล้ว แต่ยังเหลือเค้าให้เห็นได้ไม่น้อย ดังที่สำรวจพบ เช่น แถน, เซิ้ง, ขับลำ, สำเนียงลาว, โคลงกลอน ฯลฯ &#160; แถน เป็นขุนแผน           โองการแช่งน้ำ เรียกพระพรหม ว่า ขุนแผน ในโคลงสองฝั่งโขง ตอนไฟบรรลัยกัลป์ล้างโลก แล้วมีฝนมาดับไฟ เมื่อเย็นลงก็เกิดสวรรค์ จากนั้นพระพรหมเริ่มเนรมิตสร้างโลกมีดินมีฟ้า ว่า           ขุนแผน     แรกเอาดิน      ดูที่                         ทุกยั้งฟ้า        ก่อคืน           ขุนแผน ตรงนี้คือแถน ผีฟ้าผู้สร้างโลก, คน, และทุกสิ่งทุกอย่างในวัฒนธรรมลาว แต่เมื่อแพร่มาอยู่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาภาคกลางแล้วคนออกเสียงเพี้ยนเป็น [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="color: #c0c0c0;">มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 11 พฤษภาคม 2555</span></p>
<p><strong>          </strong></p>
<p><strong></strong><strong>          </strong>“พลังลาว”จากลุ่มน้ำโขง มีอยู่ในตัวตนและสำนึกของกลุ่มคนที่เคลื่อนย้ายมาอยู่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ไม่ได้สูญหายไปทางไหน</p>
<p><strong>          </strong>ต่อมาเมื่อรับวัฒนธรรมมอญ-เขมรเต็มที่แล้ว แม้จะเรียกตัวเองด้วยชื่อสมมุติขึ้นใหม่ว่า“คนไทย” แต่“พลังลาว”ทั้งหลายบ้างก็ยังตกค้าง และบ้างก็ปรับเปลี่ยนเป็นวัฒนธรรมใหม่แล้ว แต่ยังเหลือเค้าให้เห็นได้ไม่น้อย ดังที่สำรวจพบ เช่น แถน, เซิ้ง, ขับลำ, สำเนียงลาว, โคลงกลอน ฯลฯ <span id="more-13372"></span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>แถน เป็นขุนแผน</strong><strong></strong></p>
<p><strong>          </strong>โองการแช่งน้ำ เรียก<strong>พระพรหม</strong> ว่า <strong>ขุนแผน</strong> ในโคลงสองฝั่งโขง ตอนไฟบรรลัยกัลป์ล้างโลก แล้วมีฝนมาดับไฟ เมื่อเย็นลงก็เกิดสวรรค์ จากนั้นพระพรหมเริ่มเนรมิตสร้างโลกมีดินมีฟ้า ว่า</p>
<p><em><strong>          </strong>ขุนแผน     แรกเอาดิน      ดูที่</em><em></em></p>
<p><em>                        ทุกยั้งฟ้า        ก่อคืน</em><em></em></p>
<p><strong><strong>          </strong>ขุนแผน</strong> ตรงนี้คือ<strong>แถน</strong> ผีฟ้าผู้สร้างโลก, คน, และทุกสิ่งทุกอย่างในวัฒนธรรมลาว แต่เมื่อแพร่มาอยู่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาภาคกลางแล้วคนออกเสียงเพี้ยนเป็น <strong>แผน</strong></p>
<p><strong>          </strong>เป็นพยานว่ากวีปราชญ์ราชบัณฑิตในราชสำนักอโยธยา-ละโว้ ยุคก่อนกรุงศรีอยุธยา ที่แต่งโองการแช่งน้ำยังยกย่องแถน แล้วบรรดาเจ้านายขุนนางและทหารใหญ่ที่ต้องเข้าพิธีถือน้ำฯ ยุคนั้นก็ยกย่องแถนเป็นผีสูงสุด เมื่อจะเรียกพระพรหมเทวดาสูงสุดของพราหมณ์ จึงเรียกด้วยความคุ้นชินของคนเคยอยู่ในวัฒนธรรมลาวด้วยคำว่าแถน แต่ออกสำเนียงเพี้ยนเป็นแผน ซึ่งเป็นสิ่งปกติทุกยุคทุกสมัย</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>เซิ้ง เป็น ร้องระเบ็ง</strong><strong></strong></p>
<p><strong><strong>          </strong>เซิ้ง</strong> เป็นพิธีกรรมสื่อสารด้วยการวิงวอนร้องขอโดยกลุ่มคนหลายคน เพื่อความอยู่รอดของชุมชนเป็นส่วนรวม เช่น เซิ้งบั้งไฟ, เซิ้งนางแมว ฯลฯ ที่เชื่อกันว่าเป็นพิธีกรรมขอฝน</p>
<p><strong>          </strong>ราชสำนักโบราณก่อนยุคอยุธยา ยกย่องเซิ้งไปปรุงให้ประณีตเพื่อใช้ในพิธีหลวง  มีระบุอยู่ในกฎมณเฑียรบาลว่า <strong>ระเบ็ง </strong>หรือ <strong>โอละพ่อ</strong></p>
<p><strong>          </strong>สมมุติผู้เล่นกลุ่มหนึ่งเป็นกษัตริย์มาจากหลายเมือง ต่างก็ถืออาวุธคือคันศร พร้อมกันเดินทางจะไปเฝ้าพระอิศวรที่เขาไกรลาส  แล้วถูกขัดขวางจากผู้มีฤทธิ์ที่สาป จนสลบไปทั้งหมด ในที่สุดผู้มีฤทธิ์สงสารจึงถอนคำสาปให้กษัตริย์ต่างๆฟื้นขึ้นมาแล้วพากันกลับบ้านกลับเมืองของตน</p>
<p><strong>          </strong>การละเล่นมีเครื่องมือตีประกอบอย่างเดียวคือฆ้อง 3 ใบเถา ที่เรียกกันต่อมาว่า <strong>ฆ้องระเบ็ง</strong> ตีเป็นเสียง <strong>สูง กลาง ต่ำ</strong> กำกับจังหวะร้อง(หรือเซิ้ง) และรับร้องของผู้เล่น ซึ่งเริ่มด้วยบทถวายบังคมว่า</p>
<p><em><strong>          </strong>โอละพ่อถวายบังคม โอละพ่อประนมกรทั้งปวง โอละพ่อบัวตูมทั้งปวง โอละพ่อบัวบานทั้งปวง ฯลฯ</em></p>
<p><strong>          </strong>เพราะบทระเบ็งมักขึ้นต้นด้วยคำว่า<strong>โอละพ่อ</strong> บางทีจึงเรียกการละเล่นระเบ็งนี้ว่า <strong>โอละพ่อ</strong> ต่อจากนั้นเป็นบทเดินดงหรือชมดงว่า</p>
<p><strong>          </strong><em>โอละพ่อเทวัญ</em><em>ม</em><em>าบอก โอละพ่อยกออกจากเมื</em><em>อ</em><em>ง โอละพ่อจะไปไกรลาส รักแก้วข้าเอยจะไปไกรลาส ฯลฯ รักแก้วข้าเอยจะไปช</em><em>ม</em><em>นก รักแก้วข้าเอยจะไปชมไม้ ฯลฯ</em></p>
<p><strong>          </strong>แล้วก็ถึงบทปะทะ(หรือรบ), บทสาป, แล้วจบลงด้วยบทคืน</p>
<p><strong>          </strong>วิธีเล่นมีง่ายๆ ให้ผู้เล่นต้นเสียงคนหนึ่งร้องนำขึ้นก่อนว่า <strong><em>โอล</em></strong><strong><em>ะพ่อถวายบังคม</em></strong> แล้วผู้เล่นทั้งหมดร้องรับทวนซ้ำเป็นลูกคู่ขึ้นพร้อมกัน พร้อมกับทำท่าถวายบังคม เมื่อจบคำร้องแต่ละวรรค ผู้บรรเลงจะตีฆ้อง 3 ใบเถาไล่จากเสียงต่ำไปหาสูง และจากเสียงสูงลงมาหาต่ำ เป็นหนึ่งชุดทุกวรรค ต่อจากนั้นต้นเสียงเริ่มร้องวรรคต่อไป ผู้เล่นทั้งหมดก็ร้องรับเป็นลูกคู่ทวนซ้ำพร้อมกันเหมือนเดิม แล้วลุกขึ้นยืนยกเท้าย่างก้าว เข้าจังหวะแสดงกิริยาตามคำร้อง เมื่อถึงบทถูกสาปให้สลบก็ให้ผู้เล่นทุกคนลงนอนทำท่าเหมือนสลบ เมื่อถอนคำสาปให้ฟื้น ผู้เล่นก็ลุกขึ้นมาเพื่อเตรียมทำท่าเต้นตามบทต่อไป</p>
<p><strong><strong>          </strong>คำร้อง</strong> (เซิ้ง) คือภาษาร่ายเสรีที่ไม่เน้นสัมผัสระหว่างวรรค ส่วนระเบียบและทำนองร้องนำแล้วมีลูกคู่ร้องทวน ก็คือประเพณีเซิ้งในวัฒนธรรมลาวของชุมชนชาวบ้านตระกูลไทย-ลาวลุ่มแม่น้ำโขงที่ยังมีเหลืออยู่ทุกวันนี้นั่นเอง</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ขับลำ เป็นขับเสภา</strong><strong></strong></p>
<p><strong><strong>          </strong>เสภา</strong> เป็นคำแผลงจากภาษาสันสกฤต แล้วขอยืมใช้เรียกการขับลำอย่างตระกูลลาวชนิดหนึ่งว่า<strong>ขับเสภา</strong> ที่มีกรับขยับกรอประกอบอย่างเดียวเท่านั้น ไม่มีเครื่องดนตรีอย่างอื่น</p>
<p><strong>          </strong>แม้จะยืมคำว่าเสภามาจากภาษาสันสกฤต แต่ก็มิได้หมายความว่าประเพณีขับเสภามีแบบแผนมาจากอินเดียดังที่เชื่อกันมานาน เพราะในอินเดียไม่มีขับเสภา</p>
<p><strong>          </strong>แต่คำว่าเสภา มีหลายอย่าง เช่น เสภาดนตรี, เสภามโหรี, และเสภาอื่นๆ ฯลฯ แล้วมีในเอกสารครั้งกรุงศรีอยุธยา เช่น กฎมณเฑียรบาล, บทละคร, พระราชกำหนดเก่า ฯลฯ ทั้งหมดนั้นล้วนไม่เกี่ยวข้องกับการขับเสภาที่มีกรับ แต่หมายถึง เจ้าพนักงาน, เจ้าหน้าที่, นักดนตรี, ฯลฯ</p>
<p><strong><strong>          </strong>ขับเสภา</strong>พร้อมขยับ<strong>กรับ</strong>มีพัฒนาการมาจากประเพณีขับลำคำขับของชาวบ้านในวัฒนธรรมลาว เช่น ขับซอ และหมอลำ ฯลฯ</p>
<p><strong><strong>          </strong>ขับและลำ </strong>เป็นการละเล่นดั้งเดิมของประชาชนชาวสยามในตระกูลไทย-ลาว ที่มีความหมายเดียวกันมาแต่ยุคเริ่มแรก คือการเปล่งเสียงและถ้อยคำเป็นทำนองอย่างเสรี มีความยาวไม่แน่นอน โดยเน้นถ้อยคำเป็นหลักนำทำนอง มักเล่นเล่าเรื่องและโต้ตอบระหว่างหญิง-ชาย</p>
<p><strong>          </strong>การขับหรือลำยุคแรกๆ ใช้กรับทำด้วยกระบอกไม้ไผ่หรือซีกไม้ไผ่กระทบกันเป็นทำนองหรือจังหวะ มีร่องรอยเหลืออยู่ในกลุ่มชนเผ่าต่างๆในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะที่อยู่ทางตอนใต้ของจีนทุกวันนี้</p>
<p><strong>          </strong>ลาวอีสานมีไม้สองอันเรียก<strong>กั๊บแก้บ </strong>ตีกระทบประกอบจังหวะลำ เรียก<strong>หมอลำกั๊บแก้บ</strong> หรือ<strong>หมอลำกรับ</strong> แต่ชาวไทยใหญ่ในพม่ามีประเพณีการเล่นเพลงพร้อมด้วยกรับเรียกว่า<strong>ขับ </strong>โต้ตอบระหว่างชาย-หญิง</p>
<p><strong>          </strong>ประชาชนชาวบ้านบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาเคยมีประเพณีขับลำคำกลอนต่างๆมานานมากทีเดียว อาจมีมาแล้วตั้งแต่บ้านเมืองยุคแรกๆ จึงมีประเพณีขับซออยู่ในราชสำนักรุ่นเก่าแล้วต่อเนื่องมาถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา ดังมีร่องรอยอยู่ในอนิรุทธคำฉันท์ ว่า <em>“ปี่แคนซอลอง สำหรับลบอง เลบงเฉ่งฉันท์”</em></p>
<p><strong>          </strong>แต่ในชุมชนชาวบ้านพลิกแพลงการละเล่นได้เสรีและโลดโผนมากกว่าราชสำนัก จึงมีการละเล่นว่าเพลงสดด้นพร้อมกับกรอกรับสลับมโหรี ดังมีบันทึกของลาลูแบร์เล่าบรรยากาศสมัยสมเด็จพระนารายณ์ฯ ไว้</p>
<p><strong>          </strong>นานเข้าช่างขับชาวบ้านก็รับแบบแผนของชนชั้นสูงไปทีละน้อยๆ โดยพัฒนาคำขับพื้นเมืองให้เป็นกลอนที่มีระเบียบคำส่งสัมผัสต่อเนื่องอย่างบทละคร หรือกลอนเพลง (ปัจจุบันเรียก กลอนแปด)</p>
<p><strong>          </strong>แต่ถึงกระนั้นช่างขับก็ยังคงรักษาประเพณีขับลำลาวดั้งเดิมไว้อย่างเหนียวแน่น เช่น</p>
<p><strong>          </strong>คำขับลำดั้งเดิม มักขึ้นต้นว่า <em>“แต่นั้น จักกล่าวเบื้องตามเรื่องนิทาน&#8230;”<strong> </strong></em>หรือ <em>“บัดนี้  จักกล่าวเบื้องตามเรื่องนิทาน&#8230;” </em></p>
<p><strong>          </strong>ช่างขับก็จะปรุงให้มีเค้าเดิม มีตัวอย่างอยู่ในบทเสภาสมัยต่อมาว่า <em>“จะกล่าวถึงเรื่องขุนแผนกับขุนช้าง ทั้งนวลนางวันทองผ่องศรี” </em>หรือ<em> “ทีนี้จะกล่าวถึงนายจันศร กล้าหาญมาแต่ก่อนดังราชสีห์” </em>หรือ<em> “ทีนี้จะกล่าวเรื่องเมืองสุพรรณ ยามสงกรานต์คนนั้นก็พร้อมหน้า”</em></p>
<p><strong>          </strong>ในที่สุดชื่อเสภาก็ถูกริบเป็นของช่างขับ ดังบทพระราชนิพนธ์เรื่องสังข์ทองของรัชกาลที่ 2 บอกว่า <em>“เจ้าเงาะหัดตีกรับขับเสภา รจนาปั่นฝ้ายสบายใจ”</em></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>สำเนียงลาว เป็นสำเนียงหลวง</strong><strong></strong></p>
<p><strong>          </strong>สำเนียงพูดของคนไทยสมัยแรกเคลื่อนย้ายลงมาอยู่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา เป็นสำเนียงลาวหลวงพระบาง</p>
<p><strong>          </strong>แล้วมีตำนานสนับสนุนสอดคล้องกันเรื่องขุนบรม(อยู่หลวงพระบาง)ให้ลูกชายคนหนึ่งแยกครัวมาสร้างบ้านแปลงเมืองทางลุ่มน้ำเจ้าพระยา</p>
<p><strong>          </strong>ส่งผลให้สำเนียงชาวสยามยุคอยุธยาใกล้เคียงสำเนียงลาว ฟังได้จากคำ“เจรจาโขน”ที่ไม่เปลี่ยนแปลงขนบ จึงเป็นพยานว่าสำเนียงหลวงในราชสำนักอยุธยาก็ใกล้เคียงสำเนียงลาว แต่ทุกวันนี้เรียก“เหน่อ”อย่างเดียวกับสำเนียงสุพรรณ (ควรอ่านเพิ่มเติมอีกในบทความเรื่อง สืบสำเนียงชาวกรุงเก่าจากเสียงเจรจาโขนและจินดามณี โดยวริษา กมลนาวิน ภาควิชาภาษาศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัย<br />
ธรรมศาสตร์ พิมพ์ในศิลปวัฒนธรรม ฉบับมีนาคม 2547 หน้า 44-47)</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>โคลงกลอน</strong><strong></strong></p>
<p><strong>          </strong>โคลงกลอนที่มีบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา ไม่มีในคัมภีร์อินเดีย เพราะเป็นฉันทลักษณ์ดั้งเดิมสองฝั่งโขงที่มี“พลังลาว”เป็นรากฐานสำคัญ เช่น ร่าย, โคลง, กลอน (มีรายละเอียดอีกมากในหนังสือ โองการแช่งน้ำ ของ จิตร ภูมิศักดิ์ พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2525)</p>
<p><strong>          </strong>ทั้งหมดที่บอกมา ย่อมเป็นพยานว่าในราชสำนักสยามและในความเป็นไทย มี“พลังลาว”</p>
<p><a href="http://www.sujitwongthes.com/wp-content/uploads/2012/05/AD-KT1.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-13373" title="AD KT1" src="http://www.sujitwongthes.com/wp-content/uploads/2012/05/AD-KT1-450x325.jpg" alt="" width="450" height="325" /></a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sujitwongthes.com/2012/05/weekly11052555/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

