<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Sujit Wongthes</title>
	<atom:link href="http://www.sujitwongthes.com/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.sujitwongthes.com</link>
	<description></description>
	<lastBuildDate>Tue, 09 Mar 2010 17:00:32 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.9.2</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>ไหว้ครูดนตรีไทย บ้านใหม่ อยุธยา</title>
		<link>http://www.sujitwongthes.com/2010/03/%e0%b9%84%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b9%89%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%94%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2-%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1/</link>
		<comments>http://www.sujitwongthes.com/2010/03/%e0%b9%84%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b9%89%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%94%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2-%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 09 Mar 2010 17:00:32 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Wirawan</dc:creator>
				<category><![CDATA[สยามประเทศไทย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sujitwongthes.com/?p=3889</guid>
		<description><![CDATA[หนังสือพิมพ์มติชนฉบับวันพุธที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2553
พาทยรัตน์ เป็นชื่อวงปี่พาทย์บ้านใหม่หางกระเบน จ. พระนครศรีอยุธยา  ครูสำราญ เกิดผล ควบคุมวง, ครูวิเชียร เกิดผล ระนาดเอก, มีลูกศิษย์ลูกหาเต็มไปหมด
วงพาทยรัตน์ มีไหว้ครูประจำปี 2553 เมื่อวันอาทิตย์ที่ 28 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา บนศาลาวัดบำรุงธรรม ผมออกจากกรุงเทพฯแต่เช้าตรู่กว่าจะถึงวัดก็สายจนพิธีไหว้ครูเริ่มไปแล้ว มีผู้เข้าร่วมพิธีแน่นศาลาวัด
พิธีไหว้ครูดนตรีไทย เป็นแบบแผนเดียวกับพิธีไหว้ครู, ครอบโขนละคร มีตำราเก่าสุดสมัยรัชกาลที่ 4 เป็นเล่มรวมอยู่ในหนังสือพิธีไหว้ครู, ตำราครอบโขนละคอน, พร้อมด้วยตำนานและคำกลอนไหว้ครูละคอนชาตรี(กรมศิลปากร พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2494) ผมเคยเขียนอธิบายอย่างย่อๆไว้หลายครั้งหลายแห่ง เช่น เอกสารแจกในพิธีไหว้ครูฯ ที่ห้องสมุดประชาชน “เฉลิมราชกุมารี” อ. ศรีมโหสถ จ. ปราจีนบุรี เมื่อ 2 สิงหาคม 2552
มักเข้าใจแล้วสั่งสอนกันมานานมากว่าพิธีไหว้ครูดนตรีและนาฏศิลป์เป็นแบบแผนจากอินเดียที่ไทยรับมาปฏิบัติ ซึ่งไม่จริงเลย พิธีอย่างนี้ไม่เคยมีในอินเดีย
ไหว้ครูดนตรีและนาฏศิลป์เป็นพิธีกรรมสำคัญของคนแต่ก่อนที่ทำมาหากินทางรับจ้างเล่นดนตรีและนาฏศิลป์ เรียกงาน“ช่าง” (ปัจจุบันเรียกงาน“ศิลปะ”) เช่น ช่างดีด สี ตี เป่า, [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="color: #888888;">หนังสือพิมพ์มติชนฉบับวันพุธที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2553</span></p>
<p><strong>พาทยรัตน์</strong> เป็นชื่อวงปี่พาทย์บ้านใหม่หางกระเบน จ. พระนครศรีอยุธยา  ครู<strong>สำราญ เกิดผล</strong> ควบคุมวง, ครู<strong>วิเชียร เกิดผล</strong> ระนาดเอก, มีลูกศิษย์ลูกหาเต็มไปหมด</p>
<p>วงพาทยรัตน์ มีไหว้ครูประจำปี 2553 เมื่อวันอาทิตย์ที่ 28 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา บนศาลาวัดบำรุงธรรม ผมออกจากกรุงเทพฯแต่เช้าตรู่กว่าจะถึงวัดก็สายจนพิธีไหว้ครูเริ่มไปแล้ว มีผู้เข้าร่วมพิธีแน่นศาลาวัด</p>
<p><strong>พิธีไหว้ครูดนตรีไทย</strong> เป็นแบบแผนเดียวกับพิธีไหว้ครู, ครอบโขนละคร มีตำราเก่าสุดสมัยรัชกาลที่ 4 เป็นเล่มรวมอยู่ในหนังสือ<strong>พิธีไหว้ครู, ตำราครอบโขนละคอน, พร้อมด้วยตำนานและคำกลอนไหว้ครูละคอนชาตรี</strong>(กรมศิลปากร พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2494) ผมเคยเขียนอธิบายอย่างย่อๆไว้หลายครั้งหลายแห่ง เช่น เอกสารแจกในพิธีไหว้ครูฯ ที่ห้องสมุดประชาชน “เฉลิมราชกุมารี” อ. ศรีมโหสถ จ. ปราจีนบุรี เมื่อ 2 สิงหาคม 2552</p>
<p>มักเข้าใจแล้วสั่งสอนกันมานานมากว่าพิธีไหว้ครูดนตรีและนาฏศิลป์เป็นแบบแผนจากอินเดียที่ไทยรับมาปฏิบัติ <strong>ซึ่งไม่จริงเลย พิธีอย่างนี้ไม่เคยมีในอินเดีย</strong></p>
<p>ไหว้ครูดนตรีและนาฏศิลป์เป็นพิธีกรรมสำคัญของคนแต่ก่อนที่ทำมาหากินทางรับจ้างเล่นดนตรีและนาฏศิลป์ เรียกงาน<strong>“ช่าง”</strong> (ปัจจุบันเรียกงาน<strong>“ศิลปะ”</strong>) เช่น ช่างดีด สี ตี เป่า, ช่างขับ, ช่างฟ้อน, ฯลฯ แล้วยังมีช่างอย่างอื่นๆอีกมาก เป็นอาชีพผิดแผกแตกต่างจากวิถีชีวิตปกติของผู้คนทั่วไป</p>
<p>วิถีชีวิตปกติของผู้คนทั่วไป คือทำนาทำไร่ ล้วนไม่ใช่<strong>“ช่าง”</strong> ไม่ต้องไหว้ครู</p>
<p><strong>&#8220;ไหว้ครู</strong> หมายถึง พิธีกรรมที่บรรดาครูปัจจุบัน หรือ<strong>“ครูมนุษย์”</strong>กับเหล่าลูกศิษย์ร่วมกันแสดงคารวะครูในอดีตที่ตายไปแล้ว (หรือหลักการทางนามธรรมอย่างหนึ่ง)เรียก <strong>“ครูผี”</strong>, <strong>“เจ้า”</strong>, <strong>“เทพ”</strong>, <strong>“เทวดา”</strong> (เช่น พระอีศวร) โดยยกย่องครูอาวุโสคนหนึ่งทำหน้าที่ติดต่อสื่อสารด้วย<strong>“ภาษาร่าย”</strong> คือคำคล้องจอง(ซึ่งเป็นภาษาพิเศษ) ระหว่าง<strong>“ครูผี”</strong> ฯลฯ กับผู้มาร่วมพิธี&#8221; &#8221;</p>
<p><strong>“ครูมนุษย์”</strong> ไม่ใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ต้องสักการะ เพราะยังมีทั้งสิ่งดีและสิ่งไม่ดีอยู่ในตัว ฉะนั้นลูกศิษย์ไม่ต้องทำพิธีบูชาเหมือนกระทำกับ<strong>“ครูผี”</strong> แต่<strong>“ครูมนุษย์”</strong>กับลูกศิษย์ต้องร่วมกันกระทำบูชาไหว้<strong>“ครูผี”</strong>พร้อมในคราวเดียวกันอย่างน้อยปีละครั้ง</p>
<p>พิธีไหว้ครูต้องยกย่อง<strong>“ครูมนุษย์”</strong>อาวุโสคนหนึ่งเป็นหัวหน้าหรือประธานในพิธีกรรม ปัจจุบันเรียก<strong>“ครูอ่านโองการ”</strong> ทำหน้าที่สื่อสารบอกกล่าวให้<strong>“ครูผี”</strong> รู้การกระทำบูชานั้น</p>
<p><strong> “ครูอ่านโองการ”</strong> ต้อง<strong>“เข้าทรง”</strong>เชิญพลังศักดิ์สิทธิ์จาก<strong>“ครูผี”</strong> มาสิงสู่อยู่ในตัวตนของ<strong>“ครูอ่านโองการ”</strong>เสียก่อนถึงจะเชื่อมพลังศักดิ์สิทธิ์จาก<strong>“ครูผี”</strong> มา <strong>“ครอบ”</strong>ให้ลูกศิษย์ปัจจุบันได้</p>
<p>&#8220; &#8221;พิธีไหว้ครู ครอบครู มีต้นแบบจากพิธีกรรมเลี้ยงผีของชุมชนพื้นเมืองดึกดำบรรพ์สุวรรณภูมิราว 3,000 ปีมาแล้ว</p>
<p>พิธีเลี้ยงผีต้องมี<strong>“เข้าทรง”</strong> แล้วมี<strong>“ผีลง”</strong> หรือ<strong>“ผีเข้า”</strong> เป็นพิธีกรรมเสี่ยงทายอย่างหนึ่งของคนแต่ก่อน เพื่อทำนายทายทักถึงข้าวปลาอาหารในฤดูกาลข้างหน้าว่าจะอุดมสมบูรณ์หรือมีวิกฤติอดอยากปากแห้ง จะได้เตรียมรับสถานการณ์ถูกต้อง</p>
<p>ต่อมาเมื่อรับศาสนาพราหมณ์ก็เพิ่มความศักดิ์สิทธิ์ให้พิธีไหว้ครู ครอบครู เช่น เชิญศีรษะเทวดามาตั้งบนหิ้งบูชา, ฯลฯ</p>
<p>แต่สิ่งที่ยังมีอยู่อย่างสืบเนื่อง คือ <strong>“เข้าทรง”</strong>, <strong>“ผีลง”</strong>, <strong>“ผีเข้า”</strong>, ฯลฯ ดังมีคำบอกเล่าสืบต่อกันมาเสมอๆว่าเมื่อถึงเพลงหน้าพาทย์องค์พระพิราพ ผู้ใดผู้หนึ่งที่ร่วมพิธีจะมีอาการ <strong>“เข้าทรง” &#8220;</strong></p>
<p>ในพิธีไหว้ครู, ครอบครู ต้องมีวงปี่พาทย์บรรเลงเพลงหน้าพาทย์เพื่อเชิญเทวดา และผู้มีฤทธิ์มีอำนาจอื่นๆมาเป็นสักขีพยาน</p>
<p><a href="http://www.sujitwongthes.com/wp-content/uploads/2010/03/k-samran.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-3892" title="k-samran" src="http://www.sujitwongthes.com/wp-content/uploads/2010/03/k-samran-450x349.jpg" alt="" width="450" height="349" /></a></p>
<p>ครูสำราญ เกิดผล(ขวา) ชุดขาว นั่งพนมมือ อ่านโองการไหว้ครู ขณะที่ครูสังเวียน เกิดผล (ซ้าย) พนมมือว่าตามอยู่ที่วงปี่พาทย์ ระนาดเอก</p>
<p><a href="http://www.sujitwongthes.com/wp-content/uploads/2010/03/give-me-hand.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-3890" title="give me hand" src="http://www.sujitwongthes.com/wp-content/uploads/2010/03/give-me-hand-450x349.jpg" alt="" width="450" height="349" /></a></p>
<p>ลูกศิษย์รำถวายมือในพิธีไหว้ครูดนตรีไทย บ้านใหม่ อยุธยา บนศาลาวัดบำรุงธรรม เมื่อวันอาทิตย์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2553</p>
<p>มีภาพพิธีไหว้ครูอีกมาก  ดูภาพเพิ่มเติมใน Photo Essay</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sujitwongthes.com/2010/03/%e0%b9%84%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b9%89%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%94%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2-%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>หน้ากาก จากหิมาลัย ถึง เจ้าพระยา</title>
		<link>http://www.sujitwongthes.com/2010/03/%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%81-%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%ab%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%a2-%e0%b8%96%e0%b8%b6%e0%b8%87-%e0%b9%80/</link>
		<comments>http://www.sujitwongthes.com/2010/03/%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%81-%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%ab%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%a2-%e0%b8%96%e0%b8%b6%e0%b8%87-%e0%b9%80/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 08 Mar 2010 17:00:50 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Wirawan</dc:creator>
				<category><![CDATA[สยามประเทศไทย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sujitwongthes.com/?p=3885</guid>
		<description><![CDATA[หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันอังคาร ที่ 9 มีนาคม 2553
  
“พระสงฆ์ลังกากับเขมร เล่นการเมืองทางตรง มี ส.ส. นั่งในสภา—” อาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ เล่าให้ฟังทางโทรทัศน์ แล้ววกถึงเมืองไทยว่า “พระสงฆ์ไทยไม่เล่นการเมืองเบื้องหน้า แต่เล่นการเมืองเบื้องหลัง”
ขณะที่ฟังและดูทีวีนี้ เป็นเวลาราวหลังตีสามจะถึงตีสี่ของวันศุกร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ผมตื่นขึ้นมาจะเข้าห้องน้ำตามเวลาปกติ แต่พอเห็นหน้าอาจารย์ สุลักษณ์เลยยังไม่เข้า ต้องรอดู“ด้วยความเคารพ” ทำให้ต้องกลั้นเยี่ยวไว้อย่างงัวเงียงวยงงสงสัย ครั้นได้ยินเรื่องพระสงฆ์อย่างนั้นก็ตาสว่างลุกโพลงเป็นค้างคาวกินกล้วย
พอตั้งสติได้บ้างถึงรู้ว่าเป็นเทปโทรทัศน์ รายการของอาจารย์เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ทางช่อง ASTV กำลังคุยกันเรื่องเทศกาลศิลปวัฒนธรรมทิเบต ที่จะแสดง ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ระหว่าง 5-10 มีนาคม 2553
“พระทิเบตจะสวมหน้ากากออกมาเต้นระบำรำฟ้อนด้วย” อาจารย์สุลักษณ์บอก แล้วตัดภาพไปเห็นการเต้นฟ้อนใส่หน้ากากน่ากลัว ทำให้อยากดูแสดงจริงๆใกล้ๆ แต่คงไม่มีบุญวาสนา
แผ่นพับโฆษณาพีอาร์ จากหิมาลัยถึงเจ้าพระยา ที่ส่งมาทางไปรษณีย์หลังจากนั้นอีกหลายวัน มีคำอธิบายว่า ตัวละครสวมหน้ากาก คือกลุ่มคนที่เป็นสัญลักษณ์ของพระโพธิสัตว์
ในประเทศไทยมีหลักฐานโบราณคดีรูปคนสวมหน้ากาก เมื่อราว 3,000 ปีมาแล้ว อยู่ในภาพเขียนสีที่ผาแต้ม(อุบลฯ), ที่สามร้อยยอด(ประจวบฯ) และที่อื่นๆก็มี
คนสวมหน้ากากในภาพเขียนสีคือหมอมด [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="color: #888888;">หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันอังคาร ที่ 9 มีนาคม 2553</span></p>
<p><strong> </strong><strong> </strong></p>
<p>“พระสงฆ์ลังกากับเขมร เล่นการเมืองทางตรง มี ส.ส. นั่งในสภา—” อาจารย์<strong>สุลักษณ์ ศิวรักษ์</strong> เล่าให้ฟังทางโทรทัศน์ แล้ววกถึงเมืองไทยว่า <strong>“พระสงฆ์ไทยไม่เล่นการเมืองเบื้องหน้า แต่เล่นการเมืองเบื้องหลัง”</strong><strong></strong></p>
<p>ขณะที่ฟังและดูทีวีนี้ เป็นเวลาราวหลังตีสามจะถึงตีสี่ของวันศุกร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ผมตื่นขึ้นมาจะเข้าห้องน้ำตามเวลาปกติ แต่พอเห็นหน้าอาจารย์ สุลักษณ์เลยยังไม่เข้า ต้องรอดู<strong>“ด้วยความเคารพ”</strong> ทำให้ต้องกลั้นเยี่ยวไว้อย่างงัวเงียงวยงงสงสัย ครั้นได้ยินเรื่องพระสงฆ์อย่างนั้นก็ตาสว่างลุกโพลงเป็น<strong>ค้างคาวกินกล้วย</strong></p>
<p>พอตั้งสติได้บ้างถึงรู้ว่าเป็นเทปโทรทัศน์ รายการของอาจารย์<strong>เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง</strong> ทางช่อง ASTV กำลังคุยกันเรื่อง<strong>เทศกาลศิลปวัฒนธรรมทิเบต</strong> ที่จะแสดง ณ <strong>หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร </strong>ระหว่าง 5-10 มีนาคม 2553</p>
<p>“พระทิเบตจะสวมหน้ากากออกมาเต้นระบำรำฟ้อนด้วย” อาจารย์สุลักษณ์บอก แล้วตัดภาพไปเห็นการเต้นฟ้อนใส่หน้ากากน่ากลัว <strong>ทำให้อยากดูแสดงจริงๆใกล้ๆ</strong> แต่คงไม่มีบุญวาสนา</p>
<p>แผ่นพับโฆษณาพีอาร์ <strong>จากหิมาลัยถึงเจ้าพระยา</strong> ที่ส่งมาทางไปรษณีย์หลังจากนั้นอีกหลายวัน มีคำอธิบายว่า <strong>ตัวละครสวมหน้ากาก คือกลุ่มคนที่เป็นสัญลักษณ์ของพระโพธิสัตว์<span id="more-3885"></span></strong><strong></strong></p>
<p>ในประเทศไทยมีหลักฐานโบราณคดีรูปคนสวม<strong>หน้ากาก </strong>เมื่อราว 3,000 ปีมาแล้ว อยู่ในภาพเขียนสีที่<strong>ผาแต้ม</strong>(อุบลฯ), ที่<strong>สามร้อยยอด</strong>(ประจวบฯ) และที่อื่นๆก็มี</p>
<p>คนสวมหน้ากากในภาพเขียนสีคือ<strong>หมอมด</strong> หรือ<strong>หมอผี</strong> ทำหน้าที่<strong>หัวหน้าในพิธีกรรมเพื่อความมั่งคั่งและมั่นคงของเผ่าพันธุ์</strong> มักเป็น<strong>ผู้หญิง</strong>ที่มีคำเรียกเฉพาะว่า <strong>แม่</strong> แปลว่าผู้เป็นใหญ่ (ต่อมาเป็นคำเดียวกับ<strong>เมีย</strong>)</p>
<p>การใส่หน้ากากเป็นวัฒนธรรมสากลโลก มีทั่วไปในโลกดึกดำบรรพ์ ทั้งนี้ก็เพื่อทำลายตัวตนของผู้สวมใส่ แล้วให้<strong>“เข้าทรง”</strong>เป็นผู้มีอำนาจศักดิ์สิทธิ์ตามตกลงกันในเผ่าพันธุ์ว่าหมายถึงใคร? อะไร? ที่ไหน? เมื่อไร?</p>
<p>หน้ากากเหล่านี้จะมีพัฒนาการต่อมาเป็น<strong>หน้าพราน</strong>ในเรื่องมโนราห์ จนเป็น<strong>หน้าโขน</strong>สมัยอยุธยา และ<strong>ศีรษะโขน</strong>ยุครัตนโกสินทร์ตั้งแต่รัชกาลที่ 2 จนทุกวันนี้</p>
<p>ถ้าดูพระทิเบตสวมหน้ากากรำเต้นจะยืนยันความศักดิ์สิทธิ์นี้ได้ดีที่สุด และไม่ใช่เรื่องผิดจารีต แต่สืบทอดมาแต่ยุคดึกดำบรรพ์ทีเดียว</p>
<p>ระบำรำเต้นทุกอย่างในโลก แรกเริ่มเป็น<strong>“การละเล่น”</strong>ในพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์เพื่อความมั่นคงและมั่งคั่งของเผ่าพันธุ์ คนทั้งชุมชนเป็นผู้เล่นร่วมกันหมดไม่แยกจากกันเป็น<strong>ผู้เล่น</strong>กับ<strong>ผู้ดู</strong></p>
<p>นานเข้าเมื่อความศักดิ์สิทธิ์ลดลง การละเล่นก็กลายเป็น<strong>“การแสดง”</strong>เพื่อความบันเทิงสนุกสนานอย่างเดียว <strong>ผู้เล่น</strong>กับ<strong>ผู้ดู</strong> แยกออกจากกันอย่างที่มีในปัจจุบัน ไม่เกี่ยวกับความ<strong>มั่งคั่ง</strong>และ<strong>มั่นคง</strong>ของเผ่าพันธุ์ แต่เป็นส่วนตัวของหัวหน้าเจ้าของการแสดง</p>
<p><strong>สถาบันโขน</strong>ของพวก<strong>“ลิงหลอกเจ้า”</strong>ในกรมศิลปากร ต้องศึกษาวิจัยเรื่องหน้ากากให้จงหนักกว่าที่เป็นอยู่ เพราะไม่เคยมีงานวิชาการด้านนี้เลย แม้ในสถาบันด้านดนตรีและนาฏศิลป์ก็ไม่เคยมีเผยแพร่เรื่องนี้ จะมีก็แต่ลอกๆของเก่าที่ไม่เคยเข้าใจหลักฐานพื้นเมือง</p>
<p>ควรให้ครูและศิษย์โขนละครไปดูการแสดงของทิเบตคราวนี้ จะได้ค้นคว้าวิจัยศึกษาเปรียบเทียบของไทยต่อไปข้างหน้า</p>
<p><a href="http://www.sujitwongthes.com/wp-content/uploads/2010/03/tibet9-03-53.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-3886" title="tibet9-03-53" src="http://www.sujitwongthes.com/wp-content/uploads/2010/03/tibet9-03-53-450x330.jpg" alt="" width="450" height="330" /></a></p>
<p>ยังมีแสดงถึงวันที่ 10 มีนาคม</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sujitwongthes.com/2010/03/%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%81-%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%ab%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%a2-%e0%b8%96%e0%b8%b6%e0%b8%87-%e0%b9%80/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>งานไหว้ครู</title>
		<link>http://www.sujitwongthes.com/2010/03/%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b9%89%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b9/</link>
		<comments>http://www.sujitwongthes.com/2010/03/%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b9%89%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b9/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 08 Mar 2010 15:19:32 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Wirawan</dc:creator>
				<category><![CDATA[Photo Essay]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sujitwongthes.com/?p=3925</guid>
		<description><![CDATA[ที่วัดบำรุงธรรม
วันอาทิตย์ที่ 28  กุมภาพันธ์ 2553
ต.บ้านใหม่  อ.พระนครศรีอยุธยา  จ.พระนครศรีอยุธยา
ภาพโดย  เจนจิรา  เบญจพงศ์
เพิ่มเติม (ms word)
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<h4>ที่วัดบำรุงธรรม</h4>
<h4>วันอาทิตย์ที่ 28  กุมภาพันธ์ 2553</h4>
<h4>ต.บ้านใหม่  อ.พระนครศรีอยุธยา  จ.พระนครศรีอยุธยา</h4>
<p><span style="color: #888888;">ภาพโดย  เจนจิรา  เบญจพงศ์</span></p>
<p><a href="http://www.sujitwongthes.com/wp-content/uploads/2010/03/งานไหว้ครู-ที่วัดบำรุงธรรม.doc">เพิ่มเติม</a> (ms word)</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sujitwongthes.com/2010/03/%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b9%89%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b9/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>แม่น้ำเจ้าพระยา</title>
		<link>http://www.sujitwongthes.com/2010/03/%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a2%e0%b8%b2/</link>
		<comments>http://www.sujitwongthes.com/2010/03/%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a2%e0%b8%b2/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 08 Mar 2010 15:14:02 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Wirawan</dc:creator>
				<category><![CDATA[Photo Essay]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sujitwongthes.com/?p=3921</guid>
		<description><![CDATA[ถ่ายจากฝั่งวัดท่าสุทธาวาส
ต.บางเสด็จ  อ.ป่าโมก  จ.อ่างทอง
ภาพโดย  เจนจิรา  เบญจพงศ์
เพิ่มเติม (ms word)
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<h4>ถ่ายจากฝั่งวัดท่าสุทธาวาส</h4>
<h4>ต.บางเสด็จ  อ.ป่าโมก  จ.อ่างทอง</h4>
<p><span style="color: #888888;">ภาพโดย  เจนจิรา  เบญจพงศ์</span></p>
<p><a href="http://www.sujitwongthes.com/wp-content/uploads/2010/03/วัดท่าสุทธาวาส.doc">เพิ่มเติม</a> (ms word)</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sujitwongthes.com/2010/03/%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a2%e0%b8%b2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วัดป่าโมกวกวิหาร</title>
		<link>http://www.sujitwongthes.com/2010/03/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%9b%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%82%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3/</link>
		<comments>http://www.sujitwongthes.com/2010/03/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%9b%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%82%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 08 Mar 2010 15:10:18 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Wirawan</dc:creator>
				<category><![CDATA[Photo Essay]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sujitwongthes.com/?p=3917</guid>
		<description><![CDATA[ต.ป่าโมก  อ.ป่าโมก  จ.อ่างทอง
ภาพโดย  เจนจิรา  เบญจพงศ์
เพิ่มเติม (ms word)
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<h4>ต.ป่าโมก  อ.ป่าโมก  จ.อ่างทอง</h4>
<p><span style="color: #888888;">ภาพโดย  เจนจิรา  เบญจพงศ์</span></p>
<p><a href="http://www.sujitwongthes.com/wp-content/uploads/2010/03/วัดป่าโมกวรวิหาร.doc">เพิ่มเติม</a> (ms word)</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sujitwongthes.com/2010/03/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%9b%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%82%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วัดถนน</title>
		<link>http://www.sujitwongthes.com/2010/03/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%96%e0%b8%99%e0%b8%99/</link>
		<comments>http://www.sujitwongthes.com/2010/03/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%96%e0%b8%99%e0%b8%99/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 08 Mar 2010 15:06:39 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Wirawan</dc:creator>
				<category><![CDATA[Photo Essay]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sujitwongthes.com/?p=3913</guid>
		<description><![CDATA[ต.โผงเผง  อ.ป่าโมก  จ.อ่างทอง
ภาพโดย  เจนจิรา  เบญจพงศ์
เพิ่มเติม (ms word)
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<h4>ต.โผงเผง  อ.ป่าโมก  จ.อ่างทอง</h4>
<p><span style="color: #888888;">ภาพโดย  เจนจิรา  เบญจพงศ์</span></p>
<p><a href="http://www.sujitwongthes.com/wp-content/uploads/2010/03/วัดถนน.doc">เพิ่มเติม</a> (ms word)</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sujitwongthes.com/2010/03/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%96%e0%b8%99%e0%b8%99/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วัดพุทไธศวรรย์</title>
		<link>http://www.sujitwongthes.com/2010/03/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%9e%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b9%84%e0%b8%98%e0%b8%a8%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b9%8c/</link>
		<comments>http://www.sujitwongthes.com/2010/03/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%9e%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b9%84%e0%b8%98%e0%b8%a8%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b9%8c/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 08 Mar 2010 15:03:58 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Wirawan</dc:creator>
				<category><![CDATA[Photo Essay]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sujitwongthes.com/?p=3909</guid>
		<description><![CDATA[ต.สำเภาล่ม อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา
ภาพโดย  เจนจิรา  เบญจพงศ์
เพิ่มเติม (ms word)
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<h4>ต.สำเภาล่ม อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา</h4>
<p><span style="color: #888888;">ภาพโดย  เจนจิรา  เบญจพงศ์</span></p>
<p><a href="http://www.sujitwongthes.com/wp-content/uploads/2010/03/วัดพุทไธศวรรย์.doc">เพิ่มเติม</a> (ms word)</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sujitwongthes.com/2010/03/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%9e%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b9%84%e0%b8%98%e0%b8%a8%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b9%8c/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>มัสยิดตะเกี่ย</title>
		<link>http://www.sujitwongthes.com/2010/03/%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%aa%e0%b8%a2%e0%b8%b4%e0%b8%94/</link>
		<comments>http://www.sujitwongthes.com/2010/03/%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%aa%e0%b8%a2%e0%b8%b4%e0%b8%94/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 08 Mar 2010 14:59:29 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Wirawan</dc:creator>
				<category><![CDATA[Photo Essay]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sujitwongthes.com/?p=3901</guid>
		<description><![CDATA[มัสยิดตะเกี่ยโยคิณราชมิสจินจาสยาม, สุสานเจ้าคุณตะเกี่ย
ต.คลองตะเคียน จ.พระนครศรีอยุธยา
ภาพโดย  เจนจิรา  เบญจพงศ์
เพิ่มเติม  (ms word)
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<h4>มัสยิดตะเกี่ยโยคิณราชมิสจินจาสยาม, สุสานเจ้าคุณตะเกี่ย</h4>
<h4>ต.คลองตะเคียน จ.พระนครศรีอยุธยา</h4>
<p><span style="color: #888888;">ภาพโดย  เจนจิรา  เบญจพงศ์</span></p>
<p><a href="http://www.sujitwongthes.com/wp-content/uploads/2010/03/มัสยิดตะเกี่ย.doc">เพิ่มเติม </a> (ms word)</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sujitwongthes.com/2010/03/%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%aa%e0%b8%a2%e0%b8%b4%e0%b8%94/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>สังคมไทย ไม่เคยเป็นหนึ่งเดียว</title>
		<link>http://www.sujitwongthes.com/2010/03/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a1%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2-%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b6%e0%b9%88/</link>
		<comments>http://www.sujitwongthes.com/2010/03/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a1%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2-%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b6%e0%b9%88/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 07 Mar 2010 17:00:34 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Wirawan</dc:creator>
				<category><![CDATA[สยามประเทศไทย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sujitwongthes.com/?p=3882</guid>
		<description><![CDATA[หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันจันทร์ ที่ 8 มีนาคม 2553

สังคมไทยไม่เหมือนที่เคย“สร้างภาพ”หลอกตัวเองไว้ ว่ามีความกลมเกลียวเป็นหนึ่งเดียว, อะลุ่มอล่วยประนีประนอม, ไม่เอาชนะคะคาน, ไม่ขัดแย้งรุนแรงเอาเป็นเอาตาย
เพราะแท้จริงแล้วในทางประวัติศาสตร์โบราณคดีมีพยานหลักฐานทั้งที่เป็นวัตถุโบราณ, เอกสาร, ลายลักษณ์อักษร, และคำบอกเล่าในรูปตำนาน, นิทาน, ฯลฯ ว่าทุกยุคทุกสมัยมิได้เป็นหนึ่งเดียว แต่ล้วนมีความขัดแย้งเอาชนะคะคาน มีทั้งรุนแรงและไม่รุนแรง มีทั้งเอาเป็นเอาตายและไม่เอาเป็นเอาตาย ฯลฯ
คำบอกเล่าเก่าแก่เรื่องเผยแผ่พุทธศาสนาในสุวรรณภูมิตั้งแต่บริเวณประเทศไทยออกไป ต้องปราบปรามคนพื้นเมืองคือ“นาค”หลายชาติพันธุ์ผสมปนเปอยู่ด้วยกันหลายหลากมากมายที่นับถือ“ศาสนาผี”อยู่ก่อนนานแล้ว ให้เปลี่ยนมานับถือพุทธ-พราหมณ์ คนชั้นนำพื้นเมืองยกศาสนาพุทธและพราหมณ์เป็นเครื่องมือทางการเมืองการปกครอง แล้วปราบปรามคนในศาสนาและระบบความเชื่อต่างจากตนตลอดมา มิได้ราบรื่นสงบเรียบร้อยเหมือนพรรณนาในประวัติศาสตร์
ยุคกรุงศรีอยุธยายิ่งเห็นชัดมากว่ามีความขัดแย้งสูง ตั้งแต่แรกสถาปนาเมื่อ พ.ศ. 1893 ครั้นสิ้นรัชกาลสมเด็จพระรามาธิบดีแล้ว วงศ์อโยธยา-ละโว้ขัดแย้งกับวงศ์สุพรรณ นับแต่นั้นมาก็มีปฏิวัติรัฐประหารแย่งอำนาจในหมู่เครือญาติทุกรัชกาล จนถึงยุคปลายข้าราชการก็ร่วงโรยเบาบาง เพราะฆ่ากันมาเสียหลายแผ่นดิน
ด้วยเหตุนี้เอง พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง รัชกาลที่ 5  จึงทรงมีพระราชนิพนธ์เรื่องพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาตั้งแต่พระเจ้าทรงธรรมถึงสมเด็จพระเจ้าบรมโกศว่า
“คิดดูในระหว่าง 90 ปี ฆ่าเททิ้งกันเสียถึง 7 ครั้ง เกือบเป็น 13 ปี ฆ่ากันครั้งหนึ่ง” 
กรุงสุโขทัยก็ไม่ได้ราบรื่นดังสร้างภาพหลอกๆว่าเสมือน“พ่อปกครองลูก” เพราะในจารึกหลักที่ 4 (วัดป่ามะม่วง) ระบุไว้ชัดๆว่าเมื่อเสด็จจากเมืองศรีสัชนาลัยไปถึงเมืองสุโขทัย “มีพระบัณฑูรให้ไพร่พลทั้งหลาย——เข้าระดมฟันประตู ประหารศัตรูทั้งหลาย——บัดนั้นจึงเสด็จพระราชดำเนินเข้าเสวยราชย์——ในเมืองสุโขทัย”
นี่เท่ากับมีจลาจลแย่งราชสมบัติกรุงสุโขทัย แล้วปราบปรามฝ่ายตรงข้ามด้วยการประหารศัตรูทั้งหลาย ไม่รู้ตายไปเท่าไร?
พยานหลักฐานตัวอย่างย่อๆที่ยกมานี้ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="color: #888888;">หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันจันทร์ ที่ 8 มีนาคม 2553</span></p>
<p><strong></strong></p>
<p><strong>สังคมไทยไม่เหมือนที่เคย“สร้างภาพ”หลอกตัวเองไว้ </strong>ว่ามีความกลมเกลียวเป็นหนึ่งเดียว, อะลุ่มอล่วยประนีประนอม, ไม่เอาชนะคะคาน, ไม่ขัดแย้งรุนแรงเอาเป็นเอาตาย</p>
<p>เพราะแท้จริงแล้วในทางประวัติศาสตร์โบราณคดีมีพยานหลักฐานทั้งที่เป็นวัตถุโบราณ, เอกสาร, ลายลักษณ์อักษร, และคำบอกเล่าในรูปตำนาน, นิทาน, ฯลฯ ว่าทุกยุคทุกสมัยมิได้เป็นหนึ่งเดียว แต่ล้วนมีความขัดแย้งเอาชนะคะคาน มีทั้งรุนแรงและไม่รุนแรง มีทั้งเอาเป็นเอาตายและไม่เอาเป็นเอาตาย ฯลฯ</p>
<p>คำบอกเล่าเก่าแก่เรื่องเผยแผ่พุทธศาสนาในสุวรรณภูมิตั้งแต่บริเวณประเทศไทยออกไป ต้องปราบปรามคนพื้นเมืองคือ<strong>“นาค”</strong>หลายชาติพันธุ์ผสมปนเปอยู่ด้วยกันหลายหลากมากมายที่นับถือ<strong>“ศาสนาผี”</strong>อยู่ก่อนนานแล้ว ให้เปลี่ยนมานับถือพุทธ-พราหมณ์ คนชั้นนำพื้นเมืองยกศาสนาพุทธและพราหมณ์เป็นเครื่องมือทางการเมืองการปกครอง แล้วปราบปรามคนในศาสนาและระบบความเชื่อต่างจากตนตลอดมา มิได้ราบรื่นสงบเรียบร้อยเหมือนพรรณนาในประวัติศาสตร์</p>
<p>ยุคกรุงศรีอยุธยายิ่งเห็นชัดมากว่ามีความขัดแย้งสูง ตั้งแต่แรกสถาปนาเมื่อ พ.ศ. 1893 ครั้นสิ้นรัชกาลสมเด็จพระรามาธิบดีแล้ว วงศ์อโยธยา-ละโว้ขัดแย้งกับวงศ์สุพรรณ นับแต่นั้นมาก็มีปฏิวัติรัฐประหารแย่งอำนาจในหมู่เครือญาติทุกรัชกาล จนถึงยุคปลายข้าราชการก็ร่วงโรยเบาบาง เพราะฆ่ากันมาเสียหลายแผ่นดิน</p>
<p>ด้วยเหตุนี้เอง พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง รัชกาลที่ 5  จึงทรงมีพระราชนิพนธ์เรื่องพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาตั้งแต่พระเจ้าทรงธรรมถึงสมเด็จพระเจ้าบรมโกศว่า<span id="more-3882"></span></p>
<p><strong><em>“คิดดูในระหว่าง 90 ปี ฆ่าเททิ้งกันเสียถึง 7 ครั้ง เกือบเป็น 13 ปี ฆ่ากันครั้งหนึ่ง”</em></strong><strong><em> </em></strong></p>
<p>กรุงสุโขทัยก็ไม่ได้ราบรื่นดังสร้างภาพหลอกๆว่าเสมือน<strong>“พ่อปกครองลูก” </strong>เพราะในจารึกหลักที่ 4 (วัดป่ามะม่วง) ระบุไว้ชัดๆว่าเมื่อเสด็จจากเมืองศรีสัชนาลัยไปถึงเมืองสุโขทัย <strong><em>“มีพระบัณฑูรให้ไพร่พลทั้งหลาย——เข้าระดมฟันประตู ประหารศัตรูทั้งหลาย——บัดนั้นจึงเสด็จพระราชดำเนินเข้าเสวยราชย์——ในเมืองสุโขทัย”</em></strong><strong><em></em></strong></p>
<p>นี่เท่ากับมีจลาจลแย่งราชสมบัติกรุงสุโขทัย แล้วปราบปรามฝ่ายตรงข้ามด้วยการ<strong>ประหารศัตรูทั้งหลาย </strong>ไม่รู้ตายไปเท่าไร?</p>
<p>พยานหลักฐานตัวอย่างย่อๆที่ยกมานี้ ชี้ให้เห็นชัดๆว่า <strong>สังคมไทยไม่ได้หยุดนิ่ง แต่เป็นสังคมเคลื่อนไหวและไวต่อความเปลี่ยนแปลงทุกเรื่อง ยิ่งยุคนี้ยิ่งเปลี่ยนแปลงมากจากเดิมด้วยหลายสาเหตุด้วยกัน เกินจะพรรณนา </strong><strong></strong></p>
<p>ฉะนั้น<strong> ในประวัติศาสตร์มีความขัดแย้ง</strong>,<strong> เอาชนะคะคานทั้งรุนแรงและไม่รุนแรง</strong>,<strong> ทั้งเอาเป็นเอาตายและไม่เอาเป็นเอาตาย</strong>,<strong> ทั้งสำเร็จและล้มเหลว</strong>,<strong> ฯลฯ  ไม่ต่างจากสังคมบ้านเมืองอื่นๆในโลก</strong><strong></strong></p>
<p>ต้องยอมรับความจริงอย่างเปิดเผยและตรงไปตรงมา ว่า<strong>ความเป็นไทย</strong>, <strong>สังคมไทย</strong>, <strong>ลักษณะไทย</strong> ไม่ใช่สังคมกลมเกลียวเป็นหนึ่งเดียวดังที่เคย<strong>“สร้างภาพ”</strong>หลอกตัวเองและหลอกคนอื่นไว้ แต่ที่จริงมีความหลากหลายแตกต่างทั้งในด้านความเป็นมาทางชาติพันธุ์และฐานคิดทางสังคมวัฒนธรรม เช่น ศาสนา ฯลฯ</p>
<p>เมื่อยอมรับความจริงว่ายังไงๆ<strong>สังคมไทยไม่มีวันเหมือนเดิมอีกแล้ว มีแต่จะเปลี่ยนไป ทั้งในทางดีและทางไม่ดี</strong> ด้วยวิธีรุนแรงและไม่รุนแรง สังคมไทยจะได้เตรียม<strong>“รับมือ”</strong>ความเปลี่ยนแปลงได้อย่างสุขุมรอบคอบ อดทน หนักแน่น แล้วน่าจะพ้นวิกฤตได้ไม่บอบช้ำเกินไป</p>
<p><a href="http://www.sujitwongthes.com/wp-content/uploads/2010/03/IS-THAI8-03-53.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-3883" title="IS THAI8-03-53" src="http://www.sujitwongthes.com/wp-content/uploads/2010/03/IS-THAI8-03-53-450x611.jpg" alt="" width="450" height="611" /></a></p>
<p>ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์นั่นแหละดีที่สุด ดีกว่ามีความเป็นไทยโดยไม่มีความเป็นมนุษย์ (รูปจาก วารสารอ่าน ปีที่ 2 ฉบับที่ 2 ตุลาคม-ธันวาคม 2552 หน้า 200)</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sujitwongthes.com/2010/03/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a1%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2-%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b6%e0%b9%88/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันอาทิตย์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2553</title>
		<link>http://www.sujitwongthes.com/2010/03/%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b9%8c%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%8a%e0%b8%99-%e0%b8%89%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a7/</link>
		<comments>http://www.sujitwongthes.com/2010/03/%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b9%8c%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%8a%e0%b8%99-%e0%b8%89%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a7/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 07 Mar 2010 03:53:34 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Wirawan</dc:creator>
				<category><![CDATA[กลอนวันอาทิตย์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sujitwongthes.com/?p=3899</guid>
		<description><![CDATA[
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.sujitwongthes.com/wp-content/uploads/2010/03/sunpo7-3-53.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-3898" title="sunpo7-3-53" src="http://www.sujitwongthes.com/wp-content/uploads/2010/03/sunpo7-3-53-450x502.jpg" alt="" width="450" height="502" /></a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sujitwongthes.com/2010/03/%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b9%8c%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%8a%e0%b8%99-%e0%b8%89%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a7/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
