หมวดหมู่ ‘มติชน สุดสัปดาห์’

คนตาย เพราะขวัญหาย ต้องทำพิธีเรียกขวัญนานหลายวัน : งานศพปัจจุบัน สืบทอดพิธีกรรมหลายพันปีมาแล้ว

มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 21 เมษายน 2560

 

งานศพ (1)

 

คนตาย เพราะขวัญหาย

ต้องทำพิธีเรียกขวัญนานหลายวัน

: งานศพปัจจุบัน สืบทอดพิธีกรรมหลายพันปีมาแล้ว

 

       งานศพเป็นพิธีกรรมสำคัญและยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของมนุษย์ทั้งโลก

       ในไทยมีงานศพต่อเนื่องยาวนานหลายวันหลายคืน แล้วมีมหรสพร้องรำทำเพลง ดีดสีตีเป่าสนุกสนานด้วยฆ้องกลองปี่ ล้วนเกี่ยวข้องกับความเชื่อเรื่องขวัญในศาสนาผีของอุษาคเนย์หลายพันปีมาแล้ว

       จะรวบรวมหลักฐานประวัติศาสตร์ โบราณคดี และมานุษยวิทยา เท่าที่หาได้มาตีความและอธิบาย แล้วเรียบเรียงเล่าเรื่องอย่างง่ายๆ ไม่เคร่งครัด ตามลำดับตั้งแต่ต้นจนปลาย เช่น (เพิ่มเติม…)

สร้างสรรค์ สู่ร่วมสมัย ศาสนาไทยไม่ห้ามขับร้องและประโคมดนตรี

มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 14 เมษายน 2560

 

เทศน์มหาชาติ มาจากไหน? (8)

 

สร้างสรรค์ สู่ร่วมสมัย

ศาสนาไทยไม่ห้ามขับร้องและประโคมดนตรี

 

          เทศน์มหาชาติทำนองต่างๆ ด้วยเสียงเอื้อนโหยหวนและเล่นลูกคอ เป็นพิธีกรรมทางความเชื่อในศาสนาไทย ไม่กำหนดตายตัวว่าต้องมีเมื่อไร? จึงมีได้ทั้งในพรรษาและนอกพรรษา ทั้งหน้าร้อนมาก และหน้าร้อนมากกว่า

          ที่สำคัญ คือ อยู่นอกคำสอนอุโบสถศีล ข้อ 7 ของศาสนาพุทธ เพราะไม่มีในศาสนาไทย

          คนไทยส่วนมากนับถือศาสนาไทย ซึ่งมีศาสนาผีเป็นรากฐานอันแข็งแกร่ง (แต่มักหลงว่านับถือศาสนาพุทธ)

          แล้วประดับประดาศาสนาผีด้วยสิ่งละอันพันละน้อย ที่รับบริจาคศาสนาพราหมณ์กับศาสนาพุทธ โดยเลือกเอาส่วนที่ไม่ขัดกับหลักผี เพื่อให้ดูดี มีสง่าราศี ทันสมัย น่าเลื่อมใสศรัทธากว่าเก่าเท่านั้น (เพิ่มเติม…)

เพิ่งมีสมัย ร.5 เพลงประจำกัณฑ์เทศน์มหาชาติ

มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 7 เมษายน 2560

 

เทศน์มหาชาติ มาจากไหน? (7)

 

เพิ่งมีสมัย ร.5

เพลงประจำกัณฑ์เทศน์มหาชาติ

 

          เพลงประจำกัณฑ์เทศน์มหาชาติ เป็นวัฒนธรรมหลวง น่าจะเริ่มมีเป็นทางการราวยุค ร.5 โดยใครก็ไม่รู้? เพราะไม่มีบันทึกไว้ จึงขอเดาว่าเป็นครูปี่พาทย์ในราชสำนัก

          จากนั้นปรับปรุงประทานโดยสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ แล้วเป็นที่นิยมทั่วไปในกลุ่มปี่พาทย์ แต่ไม่กำหนดตายตัว เพราะใครจะใช้เพลงต่างไปก็ได้

 

ชาวบ้านไม่รู้จักเพลงประจำกัณฑ์

          เพลงประจำกัณฑ์เทศน์มหาชาติ ที่มักกล่าวกันว่าเป็นสัญญาณให้คนฟังเทศน์รู้ว่าจบกัณฑ์อะไร? แล้วต่อไปจะเป็นกัณฑ์อะไร? จึงไม่จริงอย่างนั้น เพราะไม่เคยมีมาก่อน เพิ่งมีสมัยหลัง และเมื่อมีขึ้นมาคนชาวบ้านทั่วไปก็ฟังไม่รู้เพลงอะไร? ยิ่งบ้านนอกคอกนาป่าดงไกลๆ ยิ่งไม่รู้เรื่องเลย ว่าตรงไหนเพลงอะไร? รู้แต่ว่าต้องมีเพลงประโคมเมื่อพระเทศน์จบกัณฑ์ (เพิ่มเติม…)

แหล่ ในเทศน์มหาชาติ แปลว่ายังมีอีก (ไม่มาจาก“นั้นแล”)

มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 31 มีนาคม 2560

 

เทศน์มหาชาติ มาจากไหน? (6)

 

แหล่ ในเทศน์มหาชาติ

แปลว่ายังมีอีก

(ไม่มาจาก“นั้นแล”)

 

          เทศน์มหาชาติ คนสมัยก่อนๆ ฟังอย่างมีอารมณ์ทั้งรัก, โศก, สนุกสนาน, ตื่นเต้น, เร้าใจ, และตลกคะนอง ฯลฯ เพราะมีทำนองหลัก กับ ทำนองแหล่

          ทำนองหลัก หมายถึง ทำนองเทศน์ประจำกัณฑ์ตามเนื้อเรื่อง เช่น ทำนองธรรมวัตร (แบ่งเป็นธรรมวัตรแท้กับธรรมวัตรกลาย), ทำนองเดิน, ทำนองขึ้น, ทำนองสูง, ทำนองย้าย ฯลฯ

          นอกจากนั้นยังมีทำนองประจำตัวของนักเทศน์ที่ประดิษฐ์คิดค้นตามเนื้อเรื่องให้มีลักษณะเฉพาะของตน กับทำนองประจำท้องถิ่นที่มีสำเนียงต่างๆ ออกไป

          [กะเทาะเปลือกเวสสันดร ของ พระครูวิวิธธรรมโกศล (ชัยวัฒน์ ธมฺมวัฑฒโน) โรงพิมพ์เลี่ยงเซียง พ.ศ. 2536 อ้างในการศึกษาเชิงวิเคราะห์ เรื่องการเทศน์มหาชาติที่มีอิทธิพลต่อสังคมไทย ของ พระมหาธวัช เขมธโช (พุทธโส) วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ พ.ศ. 2537] (เพิ่มเติม…)

ทำนองเทศน์มหาชาติ จากขับลำลุ่มน้ำโขง

มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 13 มีนาคม 2560

 

เทศน์มหาชาติ มาจากไหน? (4)

 

ทำนองเทศน์มหาชาติ

จากขับลำลุ่มน้ำโขง

 

      เสียงเอื้อนโหยหวนและเล่นลูกคอของเทศน์มหาชาติ ทำนองหลวง ได้จากขับลำทำนองของศาสนาผีลุ่มน้ำโขง

 

ขับลำลุ่มน้ำโขง

      ขับลำ คือ ขับ และ ลำ ของตระกูลภาษาไต-ไท มีความหมายเดียวกัน ได้แก่ เปล่งเสียงถ้อยคำคล้องจองเป็นทำนองอย่างเสรี มีความสั้นยาวไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับความต้องการหรือความพอใจของช่างขับกับหมอลำ

      แต่โดยเน้นถ้อยคำเป็นหลักนำเหนือทำนอง มักขับลำเล่าเรื่อง และ/หรือ เล่นโต้ตอบระหว่างหญิงชาย ประเพณีล้านนาเรียก ช่างขับ, อีสานเรียก หมอลำ

      ขับลำมีกำเนิดในพิธีกรรมทางศาสนาผี ราว 3,000 ปีมาแล้ว (ไม่ได้มีขึ้นมาเพื่อเป็นมหรสพสนุกสนาน)

      หมอมดหมอผีหัวหน้าเผ่าพันธุ์เป็นผู้หญิง ใช้ขับลำเล่าเรื่องความเป็นมาของเผ่าพันธุ์ กับวิงวอนร้องขออำนาจเหนือธรรมชาติ (คือ ผีบรรพชน) บันดาลฟ้าฝนตกต้องตามฤดูกาล เพื่อความอุดมสมบูรณ์ในพืชพันธุ์ธัญญาหาร (เพิ่มเติม…)

เสียงเอื้อนโหยหวน เล่นลูกคอ ของเทศน์มหาชาติ ทำนองหลวง ได้จากขับลำลุ่มน้ำโขง

มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 10 มีนาคม 2560

 

เทศน์มหาชาติ มาจากไหน? (3)

 

เสียงเอื้อนโหยหวน เล่นลูกคอ

ของเทศน์มหาชาติ ทำนองหลวง

ได้จากขับลำลุ่มน้ำโขง

 

          เทศน์มหาชาติเป็นทำนองแหล่ต่างๆ ที่แพร่หลายในไทยทุกวันนี้ (ไม่มีในอินเดียและลังกา) มีรากเหง้าพัฒนาการจากขับลำของกลุ่มชาติพันธุ์ในวัฒนธรรมไต-ไท ซึ่งมีหลักแหล่งอยู่บริเวณลุ่มน้ำโขง และลุ่มน้ำใกล้เคียงต่อเนื่องไปทางทิศตะวันออก เช่น ลุ่มน้ำแดง-ดำ ในเวียดนาม

 

ทำนองเทศน์มหาชาติ เริ่มจากลุ่มน้ำโขง

          เทศน์มหาชาติเป็นทำนองต่างๆ เริ่มมีจากเมืองลาว สมเด็จฯ กรมพระยาดำรง ราชานุภาพ ทรงรู้เรื่องนี้นานมากแล้ว จึงมีพระนิพนธ์โดยสรุปว่า

          พระเทศน์เวสสันดรชาดกโดยทำนองต่างๆ เห็นจะมีขึ้นทางเมืองลาวก่อน แล้วจึงแพร่หลายลงมาข้างใต้…”

          [คำนำ หนังสือ มหาพนคำเฉียง พิมพ์แจกงานศพขุนราชพิจิตร (จุ้ย กฤษณามระ) พ.ศ. 2462 หน้า ข (สมเด็จฯ ทรงมีข้อสงสัยต่อไปอีกว่า “มอญจะได้ไปจากไทย ฤาไทยฝ่ายเหนือจะได้มาจากมอญ ข้อนี้ยังสงสัยอยู่”)]

          เมืองลาวในพระนิพนธ์นี้ หมายถึง บ้านเมืองลุ่มน้ำโขง มีผู้คนพูดตระกูลภาษาและวัฒนธรรมไต-ไท รวมทั้งคำว่าฝ่ายเหนือหรือเมืองเหนือก็อยู่ในกลุ่มเมืองลาว (เพิ่มเติม…)

เทศน์มหาชาติเป็นทำนอง ไม่มีในอินเดีย, ลังกา แต่มาจากลุ่มน้ำโขง

มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ 2560

 

เทศน์มหาชาติ มาจากไหน? (1)

 

เทศน์มหาชาติเป็นทำนอง

ไม่มีในอินเดีย, ลังกา

แต่มาจากลุ่มน้ำโขง

 

          เทศน์มหาชาติ เรื่องมหาเวสสันดรชาดก เป็นพิธีกรรมทางความเชื่อในศาสนาไทย ใช้ขัดเกลาให้คนยกย่องผู้มีบุญที่มาจากทานบารมี ด้วยการทำบุญทำทานมากกว่าใคร เพราะมีทรัพย์เหนือกว่าคนอื่น

          เวสสันดร เป็นชาดกที่รัฐลุ่มน้ำเจ้าพระยายกย่องมากสุดเหนือชาดกเรื่องอื่นๆ ดังนั้น เพื่อโน้มน้าวคนส่วนใหญ่เข้าถึงทั่วกันอย่างกว้างขวางที่สุด จึงมีเทศน์เล่าเรื่องให้ฟัง (ไม่อ่าน เพราะอ่านไม่ออก) เป็นทำนองต่างๆ อย่างไพเราะและสนุกสนาน ซึ่งมีลักษณะคลุกเคล้าประสมประสานเข้าด้วยกันของภาษาและวัฒนธรรมไต-ไท ลุ่มน้ำโขง ซึ่งมี 2 ส่วน ได้แก่

          (1) วรรณกรรมคำบอกเล่า แต่งเป็นร่ายยาว ด้วยภาษาร่าย และ (2) การละเล่นขับลำนำทำนองต่างๆ

ประเพณีอย่างนี้ไม่มีในอินเดียและลังกา แต่มีในกลุ่มไต-ไท ครั้นรับศาสนาพุทธแล้วปรับเป็นพื้นเมือง (ที่มีแก่นเป็นศาสนาผี) ก็ยกวัฒนธรรมราษฎร์พัฒนาเป็นวัฒนธรรมหลวง แล้วส่งแบบแผนสู่วัฒนธรรมราษฎร์อีกครั้งหนึ่ง (เพิ่มเติม…)

ฝังศพงอเข่า ต้นเค้าโกศ

มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ 2560

 

ฝังศพงอเข่า

ต้นเค้าโกศ

 

          พิธีฝังศพแบบวางราบเหยียดยาวเก่าแก่สุดในไทยราว 10,000 ปีมาแล้ว เช่น พบที่กระบี่, แม่ฮ่องสอน, ฯลฯ (แต่บางท้องถิ่นในบางประเทศเพื่อนบ้านอาจเก่ากว่านี้)

          พิธีฝังศพหรือทำศพ เริ่มพิธีเมื่อมีคนตายจนถึงเอาศพไปฝังเป็นเสร็จพิธี

          สถานที่ทำศพทิ้งศพเรียกกันภายหลังว่าป่าเลว (หรือป่าเห้ว, เปลว) เลว หมายถึงไม่ดี บางท้องถิ่นออกเสียงเป็นเห้ว แต่บางพวกออกเสียงว่าเปลว

          ส่วนคนภาคกลางเรียกป่าช้า เป็นคำเดียวกับเลว (มักใช้ควบว่า เลวทรามต่ำช้า) (เพิ่มเติม…)

ขวัญหาย ต้องเรียกขวัญ

มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ 2560

 

ขวัญหาย

ต้องเรียกขวัญ

 

          คนตาย ขวัญไม่ตาย แต่ขวัญหายจากร่าง แล้วหลงทางจนหาทางกลับไม่ได้ กลับไม่ถูก

          ญาติพี่น้องลูกหลานต้องทำพิธีเรียกขวัญ มีการละเล่นเสียงดังเพื่อสนุกครึกครื้นเฮฮา หวังให้ขวัญได้ยิน จะได้กลับถูกทางเข้าร่างได้

 

เรียกขวัญโดยสุนทรภู่

          พิธีเรียกขวัญ ทำขวัญ มีตัวอย่างอยู่ในกลอนเสภาขุนช้างขุนแผน ตอนกำเนิดพลายงาม แต่ง (ราว ร.3-4) โดยสุนทรภู่ ซึ่งเกิดและเติบโตในสังคมยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ มีประเพณีเรียกขวัญ สู่ขวัญ ทำขวัญ เป็นที่รับรู้ทั่วไปว่ามีในทุกเผ่าพันธุ์ ทั้งลาว, มอญ, และไทย

          สุนทรภู่จึงแต่งทำขวัญแบบไทย ภาคกลาง แล้วมีการละเล่นเป็นมหรสพแบบลาวกับแบบมอญ ซึ่งมีชุมชนอยู่เมืองกาญจน์ยุคนั้น

          เหตุจากขุนช้างรังแกพลายงามที่เป็นลูกติดนางวันทอง (เกิดจากขุนแผน) นางวันทองให้พลายงามเดินป่าตัดทุ่งจากเมืองสุพรรณไปหาย่า คือนางทองประศรี อยู่เมืองกาญจนบุรี (ที่เขาชนไก่) (เพิ่มเติม…)

“งันเฮือนดี” ต้นแบบมหรสพ ในงานศพของไทย

มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 27 มกราคม 2560

 

“งันเฮือนดี”

ต้นแบบมหรสพ

ในงานศพของไทย

 

          มหรสพสนุกสนานเฮฮาในงานศพของไทยทุกวันนี้ มีเหตุจากความเชื่อในศาสนาผีหลายพันปีมาแล้วของคนทุกเผ่าพันธุ์ในอุษาคเนย์ว่าคนตาย ขวัญไม่ตาย แต่ขวัญหายออกจากร่าง แล้วหลงทางกลับไม่ได้

          ถ้าเรียกขวัญกลับคืนร่างเหมือนเดิม คนก็ฟื้นเป็นปกติ

          ดังนั้นเมื่อมีคนตาย เครือญาติพี่น้องทั้งชุมชนจึงตีเกราะเคาะไม้ประโคมฆ้องกลองร้องรำทำเพลงเต้นฟ้อนสนุกสนานเฮฮา ส่งเสียงดังกึกก้องให้ขวัญได้ยิน ขวัญจะได้กลับถูกทางตามเสียงนั้น แล้วคืนร่าง

          พบหลักฐานเป็นลายสลักบนขวานสำริด 2 ชิ้น วัฒนธรรมดองซอน อายุราว 2,500 ปีมาแล้ว ฝังรวมกับสิ่งของอื่นๆ ในหลุมศพที่เวียดนาม

          ลายสลักเป็นรูปหมอขวัญกับหมอแคนขับลำทำท่าฟ้อน กางแขน ย่อเข่า ก้าวขา เป็นสัญลักษณ์พิธีเรียกขวัญคนตายคืนร่างที่ฝังอยู่นั้น (Victor Goloubew : L’ Age du Bronze au Tonkin et dans le Nord-Annam ใน BEFEO : Tom XXIX 1929) คล้ายกับภาชนะเขียนสีรูปขวัญ วัฒนธรรมบ้านเชียง พบในหลุมศพที่บ้านเชียง จ. อุดรธานี (เพิ่มเติม…)