หมวดหมู่ ‘มติชน สุดสัปดาห์’

เสียงเอื้อนโหยหวน เล่นลูกคอ ของเทศน์มหาชาติ ทำนองหลวง ได้จากขับลำลุ่มน้ำโขง

มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 10 มีนาคม 2560

 

เทศน์มหาชาติ มาจากไหน? (3)

 

เสียงเอื้อนโหยหวน เล่นลูกคอ

ของเทศน์มหาชาติ ทำนองหลวง

ได้จากขับลำลุ่มน้ำโขง

 

          เทศน์มหาชาติเป็นทำนองแหล่ต่างๆ ที่แพร่หลายในไทยทุกวันนี้ (ไม่มีในอินเดียและลังกา) มีรากเหง้าพัฒนาการจากขับลำของกลุ่มชาติพันธุ์ในวัฒนธรรมไต-ไท ซึ่งมีหลักแหล่งอยู่บริเวณลุ่มน้ำโขง และลุ่มน้ำใกล้เคียงต่อเนื่องไปทางทิศตะวันออก เช่น ลุ่มน้ำแดง-ดำ ในเวียดนาม

 

ทำนองเทศน์มหาชาติ เริ่มจากลุ่มน้ำโขง

          เทศน์มหาชาติเป็นทำนองต่างๆ เริ่มมีจากเมืองลาว สมเด็จฯ กรมพระยาดำรง ราชานุภาพ ทรงรู้เรื่องนี้นานมากแล้ว จึงมีพระนิพนธ์โดยสรุปว่า

          พระเทศน์เวสสันดรชาดกโดยทำนองต่างๆ เห็นจะมีขึ้นทางเมืองลาวก่อน แล้วจึงแพร่หลายลงมาข้างใต้…”

          [คำนำ หนังสือ มหาพนคำเฉียง พิมพ์แจกงานศพขุนราชพิจิตร (จุ้ย กฤษณามระ) พ.ศ. 2462 หน้า ข (สมเด็จฯ ทรงมีข้อสงสัยต่อไปอีกว่า “มอญจะได้ไปจากไทย ฤาไทยฝ่ายเหนือจะได้มาจากมอญ ข้อนี้ยังสงสัยอยู่”)]

          เมืองลาวในพระนิพนธ์นี้ หมายถึง บ้านเมืองลุ่มน้ำโขง มีผู้คนพูดตระกูลภาษาและวัฒนธรรมไต-ไท รวมทั้งคำว่าฝ่ายเหนือหรือเมืองเหนือก็อยู่ในกลุ่มเมืองลาว (เพิ่มเติม…)

เทศน์มหาชาติเป็นทำนอง ไม่มีในอินเดีย, ลังกา แต่มาจากลุ่มน้ำโขง

มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ 2560

 

เทศน์มหาชาติ มาจากไหน? (1)

 

เทศน์มหาชาติเป็นทำนอง

ไม่มีในอินเดีย, ลังกา

แต่มาจากลุ่มน้ำโขง

 

          เทศน์มหาชาติ เรื่องมหาเวสสันดรชาดก เป็นพิธีกรรมทางความเชื่อในศาสนาไทย ใช้ขัดเกลาให้คนยกย่องผู้มีบุญที่มาจากทานบารมี ด้วยการทำบุญทำทานมากกว่าใคร เพราะมีทรัพย์เหนือกว่าคนอื่น

          เวสสันดร เป็นชาดกที่รัฐลุ่มน้ำเจ้าพระยายกย่องมากสุดเหนือชาดกเรื่องอื่นๆ ดังนั้น เพื่อโน้มน้าวคนส่วนใหญ่เข้าถึงทั่วกันอย่างกว้างขวางที่สุด จึงมีเทศน์เล่าเรื่องให้ฟัง (ไม่อ่าน เพราะอ่านไม่ออก) เป็นทำนองต่างๆ อย่างไพเราะและสนุกสนาน ซึ่งมีลักษณะคลุกเคล้าประสมประสานเข้าด้วยกันของภาษาและวัฒนธรรมไต-ไท ลุ่มน้ำโขง ซึ่งมี 2 ส่วน ได้แก่

          (1) วรรณกรรมคำบอกเล่า แต่งเป็นร่ายยาว ด้วยภาษาร่าย และ (2) การละเล่นขับลำนำทำนองต่างๆ

ประเพณีอย่างนี้ไม่มีในอินเดียและลังกา แต่มีในกลุ่มไต-ไท ครั้นรับศาสนาพุทธแล้วปรับเป็นพื้นเมือง (ที่มีแก่นเป็นศาสนาผี) ก็ยกวัฒนธรรมราษฎร์พัฒนาเป็นวัฒนธรรมหลวง แล้วส่งแบบแผนสู่วัฒนธรรมราษฎร์อีกครั้งหนึ่ง (เพิ่มเติม…)

ฝังศพงอเข่า ต้นเค้าโกศ

มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ 2560

 

ฝังศพงอเข่า

ต้นเค้าโกศ

 

          พิธีฝังศพแบบวางราบเหยียดยาวเก่าแก่สุดในไทยราว 10,000 ปีมาแล้ว เช่น พบที่กระบี่, แม่ฮ่องสอน, ฯลฯ (แต่บางท้องถิ่นในบางประเทศเพื่อนบ้านอาจเก่ากว่านี้)

          พิธีฝังศพหรือทำศพ เริ่มพิธีเมื่อมีคนตายจนถึงเอาศพไปฝังเป็นเสร็จพิธี

          สถานที่ทำศพทิ้งศพเรียกกันภายหลังว่าป่าเลว (หรือป่าเห้ว, เปลว) เลว หมายถึงไม่ดี บางท้องถิ่นออกเสียงเป็นเห้ว แต่บางพวกออกเสียงว่าเปลว

          ส่วนคนภาคกลางเรียกป่าช้า เป็นคำเดียวกับเลว (มักใช้ควบว่า เลวทรามต่ำช้า) (เพิ่มเติม…)

ขวัญหาย ต้องเรียกขวัญ

มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ 2560

 

ขวัญหาย

ต้องเรียกขวัญ

 

          คนตาย ขวัญไม่ตาย แต่ขวัญหายจากร่าง แล้วหลงทางจนหาทางกลับไม่ได้ กลับไม่ถูก

          ญาติพี่น้องลูกหลานต้องทำพิธีเรียกขวัญ มีการละเล่นเสียงดังเพื่อสนุกครึกครื้นเฮฮา หวังให้ขวัญได้ยิน จะได้กลับถูกทางเข้าร่างได้

 

เรียกขวัญโดยสุนทรภู่

          พิธีเรียกขวัญ ทำขวัญ มีตัวอย่างอยู่ในกลอนเสภาขุนช้างขุนแผน ตอนกำเนิดพลายงาม แต่ง (ราว ร.3-4) โดยสุนทรภู่ ซึ่งเกิดและเติบโตในสังคมยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ มีประเพณีเรียกขวัญ สู่ขวัญ ทำขวัญ เป็นที่รับรู้ทั่วไปว่ามีในทุกเผ่าพันธุ์ ทั้งลาว, มอญ, และไทย

          สุนทรภู่จึงแต่งทำขวัญแบบไทย ภาคกลาง แล้วมีการละเล่นเป็นมหรสพแบบลาวกับแบบมอญ ซึ่งมีชุมชนอยู่เมืองกาญจน์ยุคนั้น

          เหตุจากขุนช้างรังแกพลายงามที่เป็นลูกติดนางวันทอง (เกิดจากขุนแผน) นางวันทองให้พลายงามเดินป่าตัดทุ่งจากเมืองสุพรรณไปหาย่า คือนางทองประศรี อยู่เมืองกาญจนบุรี (ที่เขาชนไก่) (เพิ่มเติม…)

“งันเฮือนดี” ต้นแบบมหรสพ ในงานศพของไทย

มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 27 มกราคม 2560

 

“งันเฮือนดี”

ต้นแบบมหรสพ

ในงานศพของไทย

 

          มหรสพสนุกสนานเฮฮาในงานศพของไทยทุกวันนี้ มีเหตุจากความเชื่อในศาสนาผีหลายพันปีมาแล้วของคนทุกเผ่าพันธุ์ในอุษาคเนย์ว่าคนตาย ขวัญไม่ตาย แต่ขวัญหายออกจากร่าง แล้วหลงทางกลับไม่ได้

          ถ้าเรียกขวัญกลับคืนร่างเหมือนเดิม คนก็ฟื้นเป็นปกติ

          ดังนั้นเมื่อมีคนตาย เครือญาติพี่น้องทั้งชุมชนจึงตีเกราะเคาะไม้ประโคมฆ้องกลองร้องรำทำเพลงเต้นฟ้อนสนุกสนานเฮฮา ส่งเสียงดังกึกก้องให้ขวัญได้ยิน ขวัญจะได้กลับถูกทางตามเสียงนั้น แล้วคืนร่าง

          พบหลักฐานเป็นลายสลักบนขวานสำริด 2 ชิ้น วัฒนธรรมดองซอน อายุราว 2,500 ปีมาแล้ว ฝังรวมกับสิ่งของอื่นๆ ในหลุมศพที่เวียดนาม

          ลายสลักเป็นรูปหมอขวัญกับหมอแคนขับลำทำท่าฟ้อน กางแขน ย่อเข่า ก้าวขา เป็นสัญลักษณ์พิธีเรียกขวัญคนตายคืนร่างที่ฝังอยู่นั้น (Victor Goloubew : L’ Age du Bronze au Tonkin et dans le Nord-Annam ใน BEFEO : Tom XXIX 1929) คล้ายกับภาชนะเขียนสีรูปขวัญ วัฒนธรรมบ้านเชียง พบในหลุมศพที่บ้านเชียง จ. อุดรธานี (เพิ่มเติม…)

พิธีฝังศพ ยุคแรกเริ่ม รอขวัญคืนร่าง (ยังไม่พิธีพุทธ)

มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 20 มกราคม 2560

 

พิธีฝังศพ ยุคแรกเริ่ม

รอขวัญคืนร่าง (ยังไม่พิธีพุทธ)

 

          เรียกขวัญหลายวันหลายคืน ขวัญไม่กลับเข้าร่าง จนศพเปื่อยเน่า แสดงว่าขวัญหายไม่กลับแน่แล้ว ต้องเอาศพไปฝัง รอขวัญคืนร่าง

          โดยฝังเครื่องมือเครื่องใช้ไปกับศพ พร้อมอุปกรณ์เรียกขวัญหรือทำขวัญ เช่น ภาชนะลายเขียนสีรูปขวัญ (พบที่บ้านเชียง อุดรธานี)

          ขณะเดียวกันก็สร้าง “เฮือนผี” คร่อมหลุมศพ หวังให้ผีขวัญใช้เหมือนตอนมีชีวิตปกติ ยังไม่ตาย

 

พิธีฝังศพ

          มีร่องรอยฝังศพตามความเชื่อดั้งเดิม (ก่อนรับศาสนาพุทพธ) อยู่ในกลุ่มไทแถงเมืองกว่า ทางภาคเหนือของเวียดนาม (ติดกับลาวทางทิศตะวันตก) จากงานวิจัยของ อ. สุมิตร ปิติพัฒน์ จะคัดมาเป็นตัวอย่างเทียบเคียงต่อไปนี้

          “ก่อนการฝังศพ ลูกหลานของผู้ตายจะต้องเดินทางไปป่าช้า เพื่อใช้ไข่ไก่เสี่ยงทาย  ที่จะขุดหลุมศพ ซึ่งชาวบ้านเรียกว่า ‘ขุดฮู’ ‘ไปเบิ่งบ่อนนอนผู้เฒ่า บ่อนเหลอ’” (เพิ่มเติม…)

พิธีศพไปทางน้ำ บนเกาะบอร์เนียว ตามประเพณีดึกดำบรรพ์

มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 13 มกราคม 2560

 

พิธีศพไปทางน้ำ บนเกาะบอร์เนียว

ตามประเพณีดึกดำบรรพ์

 

          พิธีศพยุคดั้งเดิมดึกดำบรรพ์ เมื่อขวัญหายถาวร ต้องเชิญขวัญไปเมืองฟ้า ทางน้ำ เพื่อรวมพลังกับผีขวัญบรรพชน นอกจากพบร่องรอยในกลุ่มชาติพันธุ์ทางภาคเหนือของเวียดนามแล้ว ยังพบว่ามีด้วยในกลุ่มหมู่เกาะทะเลใต้ของอุษาคเนย์

          ผมเคยขอให้คุณไมเคิล ไรท์ สรุปไว้นานหลายปีแล้วจากหนังสือวิชาการเล่มหนึ่ง เพื่อศึกษาเปรียบเทียบกับพิธีกรรมของชาติพันธุ์อื่นๆ จะขอตัดทอนเอาแต่สาระสำคัญมา ดังต่อไปนี้

          [ปรับปรุงโดยสรุปจากบทความเรื่อง “ตามล่าศพและวิญญาณในอุษาคเนย์” ของ ไมเคิล ไรท์ (เก็บความจากหนังสือ A Borneo Journey into Death, by Peter Metcalf University of Pennsylvania Press 1982) พิมพ์ในศิลปวัฒนธรรม ปีที่ 16 ฉบับที่ 1 (พฤศจิกายน 2537) หน้า 60-62] (เพิ่มเติม…)

ผีขวัญคนตาย ไปเมืองฟ้า ทางน้ำ

มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 6 มกราคม 2560

 

ผีขวัญคนตาย

ไปเมืองฟ้า ทางน้ำ

 

          ชุมชนอุษาคเนย์ดั้งเดิม (ยุคก่อนอินเดีย) นับถือศาสนาผี เชื่อว่าคนเรามีขวัญอยู่ตามอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย

          ขวัญ บนหัวเรียกจอมขวัญ เป็นขวัญสำคัญสูงสุดของคน อยู่ตรงกลางกบาลส่วนสูงสุดกลางศีรษะ เรียกตรงนั้นว่ากระหม่อม จึงเป็นคำที่ผู้น้อยใช้แทนตัวเองเมื่อพูดกับผู้ใหญ่ที่เป็นเจ้า เช่น ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม, ทูลเกล้าทูลกระหม่อม, โปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ฯลฯ

          คนตาย ขวัญไม่ตาย แต่ขวัญหายชั่วคราว ถ้าเรียกขวัญคืนร่าง คนก็ไม่ตาย จึงมีพิธีเรียกขวัญด้วยการละเล่นมหรสพสนุกสนานในงานศพสืบจนทุกวันนี้

          เมื่อขวัญหายถาวร ต้องเชิญขวัญไปเมืองฟ้า ทางน้ำ เพื่อรวมพลังกับผีขวัญบรรพชนปกป้องคุ้มครองคนในชุมชนที่ยังไม่ตาย

          พิธีกรรมตามความเชื่อเรื่องขวัญ ยังมีในกลุ่มไต-ไท ทางภาคเหนือของเวียดนาม แต่ลืมหมดแล้วในคนไทยปัจจุบันของไทย (เพิ่มเติม…)

เรียกขวัญไม่คืน ต้องฝังศพรอขวัญ

มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 30 ธันวาคม 2559

 

เรียกขวัญไม่คืน

ต้องฝังศพรอขวัญ

 

      คนตาย เพราะขวัญหายออกไปจากร่างของคน ต้องมีพิธีเรียกขวัญ ให้ขวัญคืนร่างแล้วคนจะฟื้นคืนเป็นปกติ

      ถ้าขวัญหายอย่างถาวรก็เอาศพไปฝัง แต่ฝังอย่างรอขวัญคืนร่าง

 

  1. เรียกขวัญ

      จัดคนตายอยู่ในท่านั่ง

      หมอขวัญ (เป็นหญิง) ขับลำเป็นทำนอง “ฮ้องขวัญ” (คือ เรียกขวัญ) ด้วยคำคล้องจอง ให้กลับเข้าร่างตามเดิม เนื้อหาเล่าเรื่องความเป็นมาต่างๆ ของเผ่าพันธุ์

      เครือญาติทั้งชุมชนร่วมกันร้องรำทำเพลงดีดสีตีเป่าอึกทึกครึกโครมที่สุดให้ดังกึกก้องทั้งท้องไร่ท้องนาและป่าเขา เพราะเชื่อว่าขวัญจะกลับคืนร่างถูกทาง ตามเสียงที่ได้ยิน (เพิ่มเติม…)

ฝังศพใต้ถุนเรือน กลางลานในหมู่บ้าน

มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 23 ธันวาคม 2559

 

ฝังศพใต้ถุนเรือน

กลางลานในหมู่บ้าน

 

      งานศพยุคแรกเริ่มหลายพันปีมาแล้ว มีที่เรือนคนตาย ยุคนั้นยังไม่มีวัด เพราะยังไม่รับศาสนาจากอินเดีย

      แม้มีวัดแล้วในชนบทยังมีพิธีศพในบ้าน จนเมื่อไม่กี่ปีมานี้จึงไปทำที่วัด ถ้าเป็นเศรษฐีมีทรัพย์มีคฤหาสน์กว้างขวางมีบริวารคับคั่งก็ทำในที่ตัวเองตามประเพณีดั้งเดิม ไม่ไปวัด

 

ฝังศพใต้ถุนเรือนตัวเอง

      ยุคดั้งเดิมดึกดำบรรพ์ งานศพเมื่อเสร็จพิธีเรียกขวัญคืนร่างทุกอย่างแล้ว โดยใช้เวลานานจนเนื้อหนังร่างกายคนตายเน่า ขวัญยังไม่กลับมา ต้องเอาศพฝังดิน ก็ฝังใต้ถุนเรือนหรือลานกลางบ้าน ด้วยหวังอีกว่าขวัญจะคืนร่าง

      ดังนั้น จึงทำภาชนะเขียนสีเป็นลายขวัญฝังไปกับศพด้วย (เช่น หม้อลายเขียนสีในวัฒนธรรมบ้านเชียง ขุดพบในหลุมศพที่บ้านเชียง อ. หนองหาน จ. อุดรธานี)

      โดยไม่มีโลงศพ คนดั้งเดิมฝังศพใส่หลุมไว้ใต้ถุนบ้าน ชุมชนบางแห่งฝังศพทับซ้อนบริเวณเดียวกันหลายยุค เพราะอยู่สืบต่อกันมานานหลายยุคหลายสมัย นักโบราณคดีขุดพบทั่วไปโดยเฉพาะภาคพื้นทวีปอุษาคเนย์ (เพิ่มเติม…)