หมวดหมู่ ‘มติชน สุดสัปดาห์’

กลองสี่ ปี่หนึ่ง พร้อมปี่พาทย์ ประโคมงานศพ

มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 18 สิงหาคม 2560

 

งานศพ (18)

 

กลองสี่ ปี่หนึ่ง

พร้อมปี่พาทย์

ประโคมงานศพ

 

           ราวหลัง พ.ศ. 1000 บ้านเมืองในอุษาคเนย์รับแบบแผนวัฒนธรรมจากอินเดียใต้และลังกา ซึ่งมีเครื่องประโคมที่เรียกชื่อภายหลังอย่างทางการเป็นคำจากภาษาบาลี-สันสกฤตว่า ปัญจตุริยะ (หรือปัญจวาทยะ) มี 5 สิ่ง คือ

           ปี่ 1 เลา (ปี่ไฉน, ปี่ชวา) และกลองรูปร่างต่างกัน 4 ใบ (กลองแขก, กลองมลายู) แล้วเรียกกันต่อมาว่า กลอง 4 ปี่ 1 หรือ ปี่ชวา กลองแขก

           ในลังกามีชื่อเฉพาะเรียกต่างกัน 2 อย่าง คือ งานทั่วไปเรียก มังคลเภรี (มัง-คะ-ละ-เพ-รี) งานศพเรียก อวมังคลเภรี

           ในไทยลุ่มน้ำเจ้าพระยารับมาเรียก วงปี่ไฉนกลองชนะ ลุ่มน้ำยมรับมาเรียก วงมังคละ ภาคใต้รับมาเรียก วงกาหลอ (กร่อนจากคำว่า มังคละ) (เพิ่มเติม…)

“งันเฮือนดี” ทำขวัญงานศพ มีสนุก ยุคแรกอุษาคเนย์

มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 11 สิงหาคม 2560

 

งานศพ (17)

 

“งันเฮือนดี” ทำขวัญงานศพ

มีสนุก ยุคแรกอุษาคเนย์

 

           เมื่อมีคนตาย คนยุคแรกอุษาคเนย์เชื่อกันว่าเป็นเพราะขวัญหาย บรรดาญาติพี่น้องเพื่อนบ้านในชุมชนท้องถิ่นต้องร่วมกันมีพิธีทำขวัญเพื่อเรียกขวัญและส่งขวัญ สมัยหลังสืบต่อมาเรียกว่า งันเฮือนดี

           ทำขวัญมี 2 ตอน ดังนี้

           ตอนแรก พิธีเรียกขวัญ เพื่อเรียกขวัญคืนร่างให้ฟื้นเป็นปกติ

           ตอนหลัง พิธีส่งขวัญ เพื่อส่งขวัญที่เป็นผีขวัญไปสิงสู่อยู่รวมกับผีบรรพชน

           ทั้งตอนแรกและตอนหลังไม่กำหนดจำนวนวันทำขวัญ จึงมักมีหลายวันต่อเนื่องกัน เป็นเดือนก็มี เป็นปีก็ได้ (เพิ่มเติม…)

เครื่องประโคมงานศพ ปี่, ฆ้อง, กลอง ต้นแบบปี่พาทย์

มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 4 สิงหาคม 2560

 

งานศพ (16)

 

เครื่องประโคมงานศพ

ปี่, ฆ้อง, กลอง

ต้นแบบปี่พาทย์

 

          คนตาย เพราะขวัญหายไปหนไหนไม่รู้? ต้องทำพิธีเรียกขวัญคืนร่าง คนจะได้ฟื้นคืนปกติ โดยประโคมตีเครื่องมือ (เครื่องดนตรี) เท่าที่มีขณะนั้น แล้วร้องรำทำเพลงอึกทึกดังที่สุดให้ขวัญได้ยิน จะได้กลับถูกทาง

          ดนตรีประโคมงานศพเก่าสุดในอุษาคเนย์ราว 3,000 ปีมาแล้ว มีเครื่องมือหลัก ได้แก่ เครื่องตี (เช่น กลองไม้), เครื่องเป่า (เช่น ปี่)

          ต่อมา 2,500 ปีมาแล้ว ค้นพบโลหะ ก็มีเครื่องมือโลหะเพิ่มขึ้น ได้แก่ เครื่องตี (เช่น

          ต่อมา 2,500 ปีมาแล้ว ค้นพบโลหะ ก็มีเครื่องมือโลหะเพิ่มขึ้น ได้แก่ เครื่องตี (เช่น กลองทองมโหระทึก, ฆ้อง), เครื่องเป่า (เช่น แคน) (เพิ่มเติม…)

ศพในโกศ เปิดโกศดูศพ

มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 21 กรกฎาคม 2560

 

งานศพ (14)

 

ศพในโกศ

เปิดโกศดูศพ

 

คนทั่วไปเข้าใจว่าโกศที่วางตั้งมีฝาปิดในงานศพคนชั้นสูง มีร่างคนตายทั้งตัว ถ้าเปิดฝาโกศก็เห็นหน้าคนตาย โดยส่วนหัวอยู่ข้างบน ส่วนขาอยู่ข้างล่าง

เหล่านี้เป็นความทรงจำสืบเนื่องจากยุคก่อนประวัติศาสตร์หลายพันปีมาแล้ว เรื่องเอาคนตายไปฝังโดยใส่ภาชนะดินเผา

มีพรรณนาไว้ในนิทานกลอนเรื่อง ลักษณวงศ์ (ที่เชื่อว่าเป็นงานของสุนทรภู่ แต่ไม่ทั้งหมด) ตอนพระลักษณวงศ์คร่ำครวญถึงนางทิพเกสรซึ่งเป็นศพในโกศ ดังนี้ (เพิ่มเติม…)

ฝังศพนั่ง คืนสู่ครรภ์มารดา

มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 14 กรกฎาคม 2560

 

งานศพ (13)

 

ฝังศพนั่ง

คืนสู่ครรภ์มารดา

 

          คนตาย เพราะขวัญหายออกไปจากร่างของคน ต้องมีพิธีเรียกขวัญให้ขวัญคืนร่างแล้วคนจะฟื้นคืนเป็นปกติ

          ถ้าขวัญหายอย่างถาวรก็เอาศพไปฝัง โดยใส่ภาชนะต่างๆ เช่น ดินเผา ฯลฯ (ที่จะมีพัฒนาการเป็นโกศทุกวันนี้)

          ฝังศพนั่ง มัดศพท่างอตัว บรรจุทั้งร่างในภาชนะดินเผาทรงกลม มีสิ่งของอุทิศขนาดเล็กๆ ใส่รวมด้วย มีฝาปิด ฝังดินแนวตั้ง

          ภาชนะฝังศพ (หมายถึงเครื่องปั้นดินเผาใส่ร่าง หรือกระดูกคนตาย) มี 2 แบบ ได้แก่ (เพิ่มเติม…)

แหล่งฝังศพยุคดั้งเดิม ลานกลางบ้าน และใต้ถุนเรือน

มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 7 กรกฎาคม 2560

 

งานศพ (12)

แหล่งฝังศพยุคดั้งเดิม

ลานกลางบ้าน และใต้ถุนเรือน

 

          เมื่อมีคนตายซึ่งเชื่อว่าขวัญหาย บรรดาญาติพี่น้องและคนในชุมชนต้องร่วมกันทำพิธีเรียกขวัญ ด้วยหวังว่าขวัญจะคืนร่างเดิม แล้วฟื้น

          นานหลายวันจนเริ่มเน่า จึงเอาศพฝังดินรอขวัญ พร้อมสิ่งของเครื่องใช้เตรียมไว้เหมือนครั้งมีชีวิตจะได้ใช้สอยเมื่อฟื้น

          กระทั่งเนื้อหนังผุเปื่อยเหลือแต่กระดูก ก็พากันขุดกระดูกล้างน้ำให้สะอาดบรรจุภาชนะดินเผา แล้วทำพิธีฝังอีกครั้ง เรียกพิธีฝังศพครั้งที่สอง

          แหล่งฝังศพอยู่บริเวณลานกลางบ้านหรือใต้ถุนเรือน ซึ่งถือเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ (เพิ่มเติม…)

เชิญอัฐิและขวัญไปทางน้ำ อยู่รวมพลังผีขวัญบรรพชน

มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 30 มิถุนายน 2560

 

งานศพ (11)

เชิญอัฐิและขวัญไปทางน้ำ

อยู่รวมพลังผีขวัญบรรพชน

 

เรือศักดิ์สิทธิ์ส่งผีขวัญของคนตายขึ้นฟ้าทางน้ำ ลายสลักบนไหสำริดใส่กระดูกคนตาย อายุราว 2,500 ปีมาแล้ว (พบที่เวียดนาม)

 

          เมืองฟ้าไปทางน้ำ ต้องเชิญขวัญคนตายด้วยเรือศักดิ์สิทธิ์ จึงจะถึงเมืองฟ้าได้ เป็นความเชื่อดึกดำบรรพ์ราว 2,500 ปีมาแล้ว

โลงไม้ขุดแต่งคล้ายเรือ เป็นพาหนะศักดิ์สิทธิ์บรรจุกระดูกและขวัญ (ในพิธีศพครั้งที่ 2) ส่งไปทางน้ำเพื่ออยู่รวมพลังผีขวัญบรรพชนบนฟ้า (โลงไม้ ราว 2,500 ปีมาแล้ว ในถ้ำผีแมน อ. ปางมะผ้า จ. แม่ฮ่องสอน)

 

          ครั้นหลังรับพุทธกับพราหมณ์ ยังสืบเนื่องความเชื่อดั้งเดิมดังมีในงานพระบรมศพพระเจ้าแผ่นดินไปทางน้ำโดยเรือนาคอันศักดิ์สิทธิ์ ตั้งแต่ราวหลัง พ.ศ. 1000 กระทั่งหลัง พ.ศ. 2000 ยุคต้นอยุธยา (ก่อนมีพระเมรุมาศ)

          มีร่องรอยและหลักฐานอยู่ในเอกสารชาวยุโรปพรรณนางานถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระไชยราชาธิราช ยุคต้นอยุธยา (พ.ศ. 2077-2089 มีสนมเอกนามว่า ศรีสุดาจันทร์) เมื่อเผาพระศพแล้วเชิญพระอัฐิไปทางน้ำ ดังนี้

          “บรรดาพิธีซึ่งต้องทำในการนั้น อันเป็นขนบธรรมเนียมของประเทศนี้คือตั้งฟืนกองใหญ่อันมีไม้จันทน์ ไม้กฤษณา ไม้กระลำพัก และกำยาน แล้วนำพระศพของพระเจ้าแผ่นดินองค์ซึ่งสวรรคตนั้นขึ้นวางเหนือกองฟืนดังกล่าว จุดไฟเผาด้วยวิธีการอันแปลกประหลาด… (เพิ่มเติม…)

ส่งขวัญคนตายขึ้นฟ้า ตามเส้นทางโยกย้าย ของบรรพชนไทดำ

มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 23 มิถุนายน 2560

 

งานศพ (10)

 

ส่งขวัญคนตายขึ้นฟ้า

ตามเส้นทางโยกย้าย

ของบรรพชนไทดำ

 

         เมื่อมีคนตาย ต้องเรียกขวัญคนตายนานหลายวันหลายคืน แต่ขวัญไม่กลับเข้าร่าง และเนื้อตัวเริ่มเน่าเปื่อยตามสภาพ ก็รู้ว่าขวัญไม่กลับแน่ แล้วต้องกลายเป็นผี ซึ่งเรียกผีขวัญ

         ต้องเอาศพไปฝัง แล้วบอกทางผีขวัญไปเมืองฟ้า เพื่อรวมพลังกับผีขวัญบรรพชนปกป้องคุ้มครองคนในชุมชนยังมีชีวิต

         พิธีส่งผีขวัญขึ้นฟ้าทำโดยหมอมดหมอผีขับลำคำขับ เป็นคำคล้องจองเข้ากับแคนคลอเป็นทำนอง ต่อมาแต่งเติมเนื้อหายืดยาวตามต้องการที่สังคมเปลี่ยนแปลงเติบโตขึ้น

         คำส่งผีขวัญมีเป็นร้อยแก้วสลับด้วยคำคล้องจองตามจังหวะที่ต้องการ มีเอกสารอยู่ในพงศาวดารล้านช้างในลาว กับเล่าความเมืองของไทดำในเวียดนาม (เพิ่มเติม…)

ส่งขวัญขึ้นเมืองฟ้า มีหมานำ ต้องไปทางน้ำ

มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 16 มิถุนายน 2560

 

งานศพ (9)

 

ส่งขวัญขึ้นเมืองฟ้า

มีหมานำ ต้องไปทางน้ำ

 

          เมื่อนานไปขวัญหายถาวรแล้ว ต้องทำพิธีส่งขวัญขึ้นเมืองฟ้า มีหมานำ ต้องไปทางน้ำ เพื่อรวมกับผีขวัญบรรพชน

          สมัยอยุธยา มีเผาศพตามประเพณีรับจากอินเดีย แต่ยังสืบเนื่องเก็บกระดูกตามคติดั้งเดิม พระบรมอัฐิพระเจ้าแผ่นดินเชิญโดยเรือนาคไปทางแม่น้ำ เพื่อบรรจุในพระสถูปที่กำหนด

          หลังมีพระเมรุมาศ พระบรมศพถูกเชิญโดยราชรถ แต่หัวท้ายราชรถเป็นรูปนาค เป็นสัญลักษณ์หลงเหลือตกค้างจากเรือนาค

 

ส่งขวัญขึ้นเมืองฟ้า

          พิธีสู่ขวัญเป็นข้อความบอกทางผีขวัญ ว่าคนตายต้องล่องเรือแพทางน้ำไปเมืองฟ้า มีร่องรอยเหลืออยู่ในไต-ไท บางกลุ่มของเวียดนามภาคเหนือ

          เริ่มด้วยบอกเล่าประวัติคนตาย ตั้งแต่ปฏิสนธิ กระทั่งเติบโตเป็นผู้ใหญ่ แล้วแต่งงานมีลูกมีหลานจนแก่เฒ่าเจ็บไข้ล้มตาย (เพิ่มเติม…)

ขวัญหายต้องเรียกขวัญ ต้นแบบเวียนเทียนทำขวัญ

มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 9 มิถุนายน 2560

 

งานศพ (8)

 

ขวัญหายต้องเรียกขวัญ

ต้นแบบเวียนเทียนทำขวัญ

 

          คนตาย ขวัญไม่ตาย แต่ขวัญหายจากร่าง แล้วหลงทางจนหาทางกลับไม่ได้ กลับไม่ถูก

          ญาติพี่น้องลูกหลานต้องทำพิธีเรียกขวัญ มีการละเล่นเสียงดังเพื่อสนุกครึกครื้นเฮฮา หวังให้ขวัญได้ยิน จะได้กลับถูกทางเข้าร่างได้

          เรียกขวัญคนหายป่วย มีตัวอย่างคำเรียกขวัญของไทดำในเวียดนาม โดย (หมอ) ผีมด ดังนี้

          “ขวัญเอ๋ย… ยามลงจากฟ้ามาสู่โลกข้างล่างนี้ อย่าได้ไปผิดทาง อย่าผ่านไปทางอื่น ที่ไม่ถูก ถ้าเส้นทางมันลำบาก ค่อยๆ ลงมา… ขวัญเอ๋ย… อย่าได้หยุดที่บ้านที่ไม่รู้จัก ขวัญเอ๋ย… อย่าได้กระจัดกระจายอยู่กลางหาว ถ้าเจ้าไปอยู่เหนือฟ้า ก็จะกลายเป็นบ้า ถ้าเจ้าไปหยุดอยู่บนฟ้า เจ้าก็จะโง่เง่า ลงมาเถอะ ลงมาที่พื้นดินข้างล่างนี้… กลับมาเรือนของเจ้าเถอะ” (เพิ่มเติม…)