หมวดหมู่ ‘มติชน สุดสัปดาห์’

ใครๆ ก็พูดภาษาไทย เป็นภาษากลางของดินแดนภายใน

มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 26 มกราคม 2561

 

ใครๆ ก็พูดภาษาไทย

เป็นภาษากลางของดินแดนภายใน

 

           ภาษาไทยไม่มีกำเนิดเป็นภาษาศักดิ์สิทธิ์ แต่เป็นภาษากลางทางการค้าดินแดนภายในของภาคพื้นทวีปอุษาคเนย์

           เพราะง่ายต่อการสื่อสารและการเรียนรู้ของบรรดาผู้คนชาติพันธุ์ต่างๆ ทำให้ใครๆ ก็พูดภาษาไทย แล้วกลายตนเองเป็นคนไทย

           [ไม่เกี่ยวกับชนชาติไทยและเชื้อชาติไทย เพราะไม่มีจริง]

           ความเป็นไทย มาจากตระกูลภาษาและวัฒนธรรมไต-ไท กลืนกลายคนนานาชาติพันธุ์ที่เคยอยู่มาก่อนบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา ภาคกลาง ให้เป็นคนไทย (เพิ่มเติม…)

ชนชาติไทย เชื้อชาติไทย มรดกเจ้าอาณานิคมยุโรป สร้างใหม่ประวัติศาสตร์ไทย

มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 22 ธันวาคม 2560

 

ชนชาติไทย เชื้อชาติไทย

มรดกเจ้าอาณานิคมยุโรป

สร้างใหม่ประวัติศาสตร์ไทย

 

           ชนชาติ เชื้อชาติ เป็นแนวคิดใหม่ของฝรั่งยุโรปเจ้าอาณานิคม ที่ไทยเพิ่งรับมาเมื่อช่วงหลังแผ่นดิน ร.5 แล้วสร้างใหม่ว่าชนชาติไทย เชื้อชาติไทย

           คนไทยเป็นใคร? มาจากไหน? ถิ่นกำเนิดอยู่ที่ไหน? ฯลฯ มีคำอธิบายหลายกระแสจากหลายประสบการณ์ โดยเฉพาะคำอธิบายกระแสหลักผูกติดแนบแน่นเรื่องชนชาติ และ/หรือเชื้อชาติตามคำนิยามของชาวยุโรป

           แต่ไม่เคยพบหลักฐานว่าชนชาติไทยเชื้อชาติไทยมีจริงตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ถึงยุคทวารวดี กระทั่งยุคอยุธยา

           อย่างนี้เท่ากับยกปัจจุบันไปครอบหรือกำหนดอดีต ซึ่งผิดปกติ

 

คนไทยของรัฐราชการ

           รัฐราชการไทย ได้แก่ กระทรวงวัฒนธรรม และกระทรวงศึกษาธิการ เชื่อถือตามแนวคิดอาณานิคม ว่า ไทย, คนไทย เป็นชนชาติหรือเชื้อชาติมีถิ่นกำเนิดเดียวกันที่ใดที่หนึ่ง แล้วภายหลังได้อพยพแยกย้ายไปที่ต่างๆ (เพิ่มเติม…)

ไม่ยกย่อง สิบสองภาษา

มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 15 ธันวาคม 2560

 

ไม่ยกย่อง

สิบสองภาษา

 

          ภาษาอังกฤษของคนไทยส่วนมากใช้การไม่ได้ ไม่แข็งแรง จึงพูดไม่ได้ อ่านไม่ออกมีผู้บอกว่าต้นเหตุสำคัญมาจากชนชั้นทางสังคมระหว่าง นาย-บ่าว, ผู้ใหญ่-ผู้น้อย ฯลฯ

          ระบบการศึกษาของไทยแบบอาณานิคม (มากกว่า 100 ปีมาแล้ว ยังตกค้างถึงปัจจุบัน) ทำลายความมั่นใจตนเอง ไม่เคารพตนเอง ไม่เคารพผู้อื่น จนคิดด้วยตัวเองไม่ได้ เท่ากับเหยียดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ทั้งของตนเองและของคนอื่นพร้อมๆ กัน จึงสนับสนุนชนชั้นทางสังคม ภาษาอังกฤษยิ่งถูกทำให้สูงส่งและศักดิ์สิทธิ์ เพราะ

          (1) เป็นภาษาเจ้าอาณานิคมผู้สูงส่ง และ (2) เป็นภาษาคนชั้นนำสยามผู้ศักดิ์สิทธิ์

          ดังนั้น สามัญชนพลเมืองและไพร่บ้าน ย่อมไม่ฉลาดในสติปัญญาพอจะรู้ภาษาอังกฤษถึงขั้นเรียนจนรู้แล้วคิดได้แบบคนอังกฤษหรือคนชั้นนำสยาม

          แต่อาจเรียนได้ตามควรแก่ฐานะ (ทางสังคม) เท่านั้น เพื่อรับจ้างทำงานรับใช้เป็นเสมียนและล่าม เพราะไม่มีสติปัญญามากพอจะเรียนรู้เกินกว่านี้ (เพิ่มเติม…)

บางหลวง แรกคือคลองด่าน ปัจจุบันคลองบางกอกใหญ่

มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 8 ธันวาคม 2560

 

บางหลวง

แรกคือคลองด่าน

ปัจจุบันคลองบางกอกใหญ่

 

          คลองบางหลวง คืออีกชื่อหนึ่งของคลองบางกอกใหญ่ ตามความเข้าใจทั่วไปของคนปัจจุบัน

          แต่ในสมัยแรกๆ คลองบางหลวง คือ คลองด่าน ครั้นหลังจากนั้นจนทุกวันนี้คลองบางหลวงมีความหมายขยายพื้นที่จากคลองด่านเป็นคลองบางกอกใหญ่ทั้งสาย โดยไม่เกี่ยวข้องอีกเลยกับคลองด่าน

 

คลองบางหลวง คือ คลองด่าน

          คลองบางหลวง สมัยแรกสุดคือคลองด่าน ไม่พบหลักฐานว่ามีครั้งไหน? เพียงเชื่อกันว่าน่าจะเรียกแล้วตั้งแต่ยุคอยุธยา

          [คลองด่าน เป็นคลองสาขาแยกจากคลองบางกอกใหญ่ (แม่น้ำเดิม) ตรงวัดปากน้ำ มีด่านสำหรับตรวจเรือผ่านไปมา จึงเรียกคลองด่าน เป็นเส้นทางคมนาคมเชื่อมแม่น้ำเจ้าพระยากับแม่น้ำท่าจีน (มหาชัย สมุทรสาคร)]

          มีบอกในหนังสือจดหมายเหตุของหมอบรัดเลย์ พิมพ์ในแผ่นดิน ร.4 ว่า (เพิ่มเติม…)

งานศพ มีสนุก ยุคแรกอุษาคเนย์ แต่งตัวสีสันฉูดฉาด

มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 10 พฤศจิกายน 2560

 

งานศพ มีสนุก

ยุคแรกอุษาคเนย์

แต่งตัวสีสันฉูดฉาด

 

          งานศพยุคดั้งเดิมในอุษาคเนย์ เชื่อว่าคนตายเพราะขวัญหาย

          ต้องแต่งตัวสีสันฉูดฉาด แล้วมีมหรสพอึกทึกครึกโครม เพื่อเรียกขวัญคืนร่างคนตายสู่ปกติ

          ยุคนั้นไม่รู้จักวิญญาณ เพราะยังไม่ติดต่อรับศาสนาจากอินเดีย

          แม้หลังติดต่อและรับการเผาศพแบบอินเดียแล้ว คนทั่วไปก็ยังแต่งตัวไปงานศพด้วยสีสันฉูดฉาดตามความเชื่อเดิม

          แต่งชุดดำงานศพ เป็นวัฒนธรรมตะวันตกที่สังคมไทยเริ่มรับจากฝรั่งยุโรปสมัย ร.5 กว่าจะแพร่หลายแต่งชุดดำทั้งประเทศ เพิ่งหลัง พ.ศ. 2500 แต่ชุมชนห่างไกลบางแห่งก็ไม่แต่งชุดดำจนทุกวันนี้ (เพิ่มเติม…)

พระเมรุมาศ จำลองเขาพระสุเมรุ ที่สถิตเทพยดา

มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 20 ตุลาคม 2560

 

พระเมรุมาศ

จำลองเขาพระสุเมรุ ที่สถิตเทพยดา

 

          “พระสุเมรุหลักโลกสูงระหง” หมายถึง ภูเขาสูงระหงชื่อพระสุเมรุเป็นแกนของโลก (ที่เชื่อว่าโลกแบน) หรือเป็นศูนย์กลางของจักรวาล

          [ข้อความนี้มาจากวรรคหนึ่งของกลอนไหว้ครูเสภา (วรรคที่ 2 ในจำนวน 4 วรรค) ที่คนเสภาจำได้ตรงกัน ส่วนวรรคอื่นๆ ไม่ตรงกัน สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงมีพระนิพนธ์บอกไว้ในตำนานเสภา เมื่อ พ.ศ. 2460]

          พระเมรุมาศ ที่สำหรับถวายพระเพลิงพระบรมศพพระเจ้าแผ่นดินตั้งแต่ยุคอยุธยา จำลองเขาพระสุเมรุเป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์ ที่สถิตเทพยดาตามความเชื่อจากอินเดีย (เพิ่มเติม…)

กลองทอง มโหระทึก เครื่องประโคมงานศพ อุษาคเนย์ 2,500 ปีมาแล้ว

มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 13 ตุลาคม 2560

 

กลองทอง มโหระทึก

เครื่องประโคมงานศพ

อุษาคเนย์ 2,500 ปีมาแล้ว

 

กลองมโหระทึก 2 ใบ วงสังข์แตร และวงปี่ไฉน กลองชนะ เป็นวงประโคมย่ำยามจากงานเครื่องสูง ของสำนักพระราชวัง (ภาพจากหนังสือการมหรสพและแบบแผนในการประโคมดนตรีในงานพระเมรุ เอกสารประกอบกิจกรรมพิพิธภัณฑ์เสวนา เสาร์ 2 กันยายน 2560 หน้า 19)

 

          กลองทองมโหระทึก เป็นเครื่องประโคมทำขวัญ (เรียกขวัญ และส่งขวัญ) งานศพ ในกลุ่มชนทั่วภูมิภาคอุษาคเนย์ตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์ราว 2,500 ปีมาแล้ว

          กลองทอง หรือ มโหระทึก หล่อด้วยโลหะผสม เรียกสำริด หรือ ทองสำริด อายุราว 2,500 ปีมาแล้ว กลุ่มคนในตระกูลภาษาต่างๆ จึงเรียกกลองทอง (หมายถึงกลองทองสำริด) (เพิ่มเติม…)

งานศพ มีสนุก การละเล่นอึกทึกครึกโครม

มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 29 กันยายน 2560

 

งานศพ (จบ)

 

งานศพ มีสนุก

การละเล่นอึกทึกครึกโครม

 

         งานศพ มีสนุก ด้วยการละเล่นอึกทึกครึกโครม ตั้งแต่ยุคแรกเริ่มของอุษาคเนย์ ราว 3,000 ปีมาแล้ว

         ตกทอดถึงสมัยหลังๆ บริเวณลุ่มน้ำโขงเรียกงานศพว่า “งันเฮือนดี” (งัน หมายถึง งานฉลองมีการละเล่นสนุกสนาน)

         วรรณกรรมหลายเล่มยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ มีเล่าถึงการละเล่นงานศพสนุกสนาน เช่น อิเหนา, รามเกียรติ์ ฯลฯ แต่ยังน้อยกว่าที่พรรณนาไว้ในวรรณกรรมกรุงธนบุรี เรื่อง ปาจิตกุมารกลอนอ่าน (แต่งเมื่อ พ.ศ. 2316) พรรณนาการละเล่นในงานศพท้าวพรหมทัตอย่างวิจิตรพิสดาร และอึกทึกครึกโครม เช่น (เพิ่มเติม…)

แหล่งฝังศพยุคดั้งเดิม ลานกลางบ้าน และใต้ถุนเรือน

มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 7 กรกฎาคม 2560

 

งานศพ (12)

แหล่งฝังศพยุคดั้งเดิม

ลานกลางบ้าน และใต้ถุนเรือน

 

          เมื่อมีคนตายซึ่งเชื่อว่าขวัญหาย บรรดาญาติพี่น้องและคนในชุมชนต้องร่วมกันทำพิธีเรียกขวัญ ด้วยหวังว่าขวัญจะคืนร่างเดิม แล้วฟื้น

          นานหลายวันจนเริ่มเน่า จึงเอาศพฝังดินรอขวัญ พร้อมสิ่งของเครื่องใช้เตรียมไว้เหมือนครั้งมีชีวิตจะได้ใช้สอยเมื่อฟื้น

          กระทั่งเนื้อหนังผุเปื่อยเหลือแต่กระดูก ก็พากันขุดกระดูกล้างน้ำให้สะอาดบรรจุภาชนะดินเผา แล้วทำพิธีฝังอีกครั้ง เรียกพิธีฝังศพครั้งที่สอง

          แหล่งฝังศพอยู่บริเวณลานกลางบ้านหรือใต้ถุนเรือน ซึ่งถือเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ (เพิ่มเติม…)

เชิญอัฐิและขวัญไปทางน้ำ อยู่รวมพลังผีขวัญบรรพชน

มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 30 มิถุนายน 2560

 

งานศพ (11)

เชิญอัฐิและขวัญไปทางน้ำ

อยู่รวมพลังผีขวัญบรรพชน

 

เรือศักดิ์สิทธิ์ส่งผีขวัญของคนตายขึ้นฟ้าทางน้ำ ลายสลักบนไหสำริดใส่กระดูกคนตาย อายุราว 2,500 ปีมาแล้ว (พบที่เวียดนาม)

 

          เมืองฟ้าไปทางน้ำ ต้องเชิญขวัญคนตายด้วยเรือศักดิ์สิทธิ์ จึงจะถึงเมืองฟ้าได้ เป็นความเชื่อดึกดำบรรพ์ราว 2,500 ปีมาแล้ว

โลงไม้ขุดแต่งคล้ายเรือ เป็นพาหนะศักดิ์สิทธิ์บรรจุกระดูกและขวัญ (ในพิธีศพครั้งที่ 2) ส่งไปทางน้ำเพื่ออยู่รวมพลังผีขวัญบรรพชนบนฟ้า (โลงไม้ ราว 2,500 ปีมาแล้ว ในถ้ำผีแมน อ. ปางมะผ้า จ. แม่ฮ่องสอน)

 

          ครั้นหลังรับพุทธกับพราหมณ์ ยังสืบเนื่องความเชื่อดั้งเดิมดังมีในงานพระบรมศพพระเจ้าแผ่นดินไปทางน้ำโดยเรือนาคอันศักดิ์สิทธิ์ ตั้งแต่ราวหลัง พ.ศ. 1000 กระทั่งหลัง พ.ศ. 2000 ยุคต้นอยุธยา (ก่อนมีพระเมรุมาศ)

          มีร่องรอยและหลักฐานอยู่ในเอกสารชาวยุโรปพรรณนางานถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระไชยราชาธิราช ยุคต้นอยุธยา (พ.ศ. 2077-2089 มีสนมเอกนามว่า ศรีสุดาจันทร์) เมื่อเผาพระศพแล้วเชิญพระอัฐิไปทางน้ำ ดังนี้

          “บรรดาพิธีซึ่งต้องทำในการนั้น อันเป็นขนบธรรมเนียมของประเทศนี้คือตั้งฟืนกองใหญ่อันมีไม้จันทน์ ไม้กฤษณา ไม้กระลำพัก และกำยาน แล้วนำพระศพของพระเจ้าแผ่นดินองค์ซึ่งสวรรคตนั้นขึ้นวางเหนือกองฟืนดังกล่าว จุดไฟเผาด้วยวิธีการอันแปลกประหลาด… (เพิ่มเติม…)