หมวดหมู่ ‘กรุงแตก ยศล่มแล้ว’
มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันศุกร์ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2553
“เสือมันเข้ามาเมื่อคืนถึงประตูเมือง พวกมึงรู้ไหมวะ” แม่ค้าขายกะปิน้ำปลาจากยี่สาน บางตะบูน แม่กลอง พูดกับแม่ค้าขายขนมสดที่ตลาดใหญ่ท้ายพระนครในตอนย่ำรุ่งขมุกขมัวมีน้ำฝนเฉอะแฉะ
“ฝนฟ้าโครมครามตั้งแต่ยามสองมาซาลงยามสาม กูนอนหลับเป็นตาย” แม่ค้าขายผักจีนกับเครื่องเจ๊กประเภทเต้าหู้ยี้กับเต้าหู้แผ่นพูดขึ้น “ตื่นมาเตรียมของมันยังไม่สะเด็ดน้ำ ยังพรำๆ”
“อีกหน่อยเสือมันจะเข้ามาคาบหัวมึงไปกิน” แม่ค้าขายกะปิน้ำปลาพูดต่อ
“เข้ามาไม่ได้ เพือกนายด่านทำนบรอฆ่าทิ้งลงน้ำก่อน” แม่ค้าผักจีนพูดโต้ “มีทางเข้าทางเดียว”
“เสือมันขย้ำหัวนายด่านแล้วเมื่อคืน”
“มึงพูดอะไรวะ” (เพิ่มเติม…)
หมวดหมู่: กรุงแตก ยศล่มแล้ว |
มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันศุกร์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2553
“กลาโหมให้มาบอกพระคุณว่าให้ทัพเมืองพิษณุโลกยกไปตีค่ายอังวะที่แม่กลองทางดงรัง” หลวงเทพทูลฉลองพูดกับหลวงมหาดไทยพิษณุโลกที่ค่ายภูเขาทอง
“ทำไมกลาโหมไม่เรียกข้าเข้าไปในเมืองแล้วบอก” หลวงมหาดไทยถาม “หรือไม่ก็ออกมาบอกเอง”
“ให้รีบมาบอกไว้ก่อน เพราะนายท่านมีราชการยุ่งเหยิงทั้งวันทั้งคืน” หลวงเทพทูลฉลองอธิบาย
“ท่าซ้ายหรือท่าขวาล่ะ”
“ท่าแท่อะไร”
“ก็ราชการท่านนายกลาโหมไงล่ะ รู้ไหมว่าราชการท่าไหน” หลวงมหาดไทยทำทีสงสัยเลยไต่ถามหลวงเทพทูลฉลองของกลาโหม แล้วพูดเปรยให้ได้ยินต่อไปอีกว่า “ท่านนายมหาดไทยสมุหนายกก็มีราชการท่าซ้ายท่าขวาเหมือนกันนั่นแหละ ถึงไม่มีใครเดือดเนื้อร้อนใจศึกที่มีเข้ามา”
ท่าซ้ายท่าขวาเป็นราชการค้าทะเลสมุทร ถ้าหันหน้าทางทิศใต้ลงไปเมืองเพชรบุรี เมืองชุมพร เมืองปักษ์ใต้ ตลอดเมืองแขกมลายู ก็จะเห็นว่าทางซ้ายเป็นทะเลสมุทรแล่นสำเภาไปเมืองจีนกวางตุ้ง ส่วนทางขวาเป็นทะเลสมุทรแล่นสลุบกำปั่นไปเมืองลังกา เมืองพราหมณ์รามเทศทั้งหลายจนถึงเมืองฝรั่งอังกฤษฮอลันดา
พระคลังโกษาธิบดีเป็นมหาเสนาบดีควบคุมกิจการค้าทะเลสมุทรทั้งปวง ทั้งทางซ้ายและทางขวา โดยมีกรมท่าคอยดูแลแบ่งกันไปเป็นกรมท่าซ้ายมี หัวหน้าที่โชฎึกเศรษฐีดูแลสำเภา กรมท่าขวามีหัวหน้าที่จุฬาราชมนตรีดูแลสลุบกำปั่น
(เพิ่มเติม…)
หมวดหมู่: กรุงแตก ยศล่มแล้ว |
มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันศุกร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2553
“คนโทษตะแลงแกงมันออกมาจากคุกเป็นว่าเล่น” แม่ค้าตลาดน้อยพูดกันลั่นไป “แล้วเราจะรอดมือพวกมันหรือ”
“ใครว่าล่ะ แกเห็นพวกคนโทษจริงๆหรือไง” แม่ค้าข้างๆถาม
“อีพวกตลาดตะแลงแกงมันบอกว่าเพือกคนโทษแหกคุกตะรางออกมาไม่เว้นแต่ละวัน ไม่รู้ออกมายังไง”
“ผู้คุมล่ะซี่” แม่ค้าข้างเคียงพูดต่อกันไป “ยัดปากผู้คุมเข้าไปให้หุบไม่ลง พูดไม่ได้ แค่นี้ก็ออกประตูหน้าตะแลงแกงได้แล้ว ไม่ต้องแหกประตูหลังให้ลำบากยากแค้นแสนเข็ญ”
ตะแลงแกง เป็นคำเขมรใช้กันทั่วไปอยู่ในพระนคร แล้วเป็นที่รู้กันว่าหมายถึงที่คุมขังและประหารคนโทษฉกรรจ์
หน้าตะแลงแกงมีวัดกับมีสถานพระนารายณ์ มีสี่แยก กับมีหอฆ้องกลองตรงสี่แยกตะแลงแกง แล้วมีตลาดหน้าคุก
หอฆ้องกลอง 3 ชั้น สูง 30 วา มียอดซุ้มทาสีแดง ชั้นยอดใช้คอยดูข้าศึก ถ้ามีศึกมาก็ให้ตีกลองชื่อพระมหาฤกษ์ กลองชั้นกลางชื่อพระมหาระงับดับเพลิง สำหรับตีเมื่อเพลิงไหม้ ถ้าเพลิงไหม้ฟากฝั่งแม่น้ำนอกกรุงให้คาดกลอง 3 ที ถ้าเพลิงไหม้เชิงกำแพงในพระนครให้คาดกลองเสมอจนกว่าเพลิงจะดับ
ชั้นต้นหรือชั้นล่างใส่กลองใหญ่ ชื่อพระทิวาราตรี สำหรับตีย่ำเที่ยง ย่ำสันนิบาตเวลาตะวันยอแสงพลบค่ำ (เพิ่มเติม…)
หมวดหมู่: กรุงแตก ยศล่มแล้ว |
มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันศุกร์ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2553
กองทัพมังมหานรธาตั้งค่ายอยู่ทางดงรังหนองขาว น้ำแม่กลอง แล้วส่งกำลังลาดตระเวนปล้นเสบียงโดยรอบทั่วไป ไม่มีผู้ใดทัดทานขับไล่
ฝูงอำมาตย์ขุนนางข้าราชการผู้ใหญ่ในกำแพงพระนครวุ่นวายอยู่กับการค้าสำเภาของเจ้านายผู้หญิงที่ดูแลพระคลังสินค้ากับค้าสำเภาของตน
พระเจ้าเอกทัศมีพระราชดำรัสสั่งเสนาบดีให้จัดแจงเกณฑ์กองทัพบกเรือหัวเมืองปากใต้ทั้งปวง มีเมืองปากน้ำ สมุทรปราการ, เมืองท่าจีน สาครบุรี, เมืองแม่กลอง สมุทรสงคราม, เมืองเพชรบุรี, เมืองราชบุรี ให้ไปตั้งค่ายรับศึกที่ใต้เมืองราชบุรี
เกณฑ์ทัพหัวเมืองฝ่ายเหนือ, ฝ่ายตะวันออก, ฝ่ายตะวันตก เข้ามาช่วยการสงครามป้องกันพระนคร ให้ทัพเมืองพิษณุโลกตั้งค่ายอยู่ใกล้วัดภูเขาทอง, ให้ทัพเมืองนครราชสีมาตั้งค่ายอยู่วัดพระเจดีย์แดง (เพิ่มเติม…)
หมวดหมู่: กรุงแตก ยศล่มแล้ว |
มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันศุกร์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
“แตกอีกแล้ว—แตกแล้ว แตกอีก—” ขุนนางข้าราชการน้อยใหญ่ในพระนครพูดจาหารือกันให้อึงคะนึง ถึงกองทัพพิเรนทรเทพยกไปรับทัพมหานรธาที่เมืองกาญจนบุรี แตกหนีคุมกันไม่ติด
“เรือดีๆก็มีไม่ขี่ข้าม เอาเรือรั่วน้ำไปข้ามขี่—” ขุนนางข้าราชการพวกหนึ่งซุบซิบกับอีกพวกหนึ่ง “ทหารดีๆก็มี แต่เอาทหารขี้โกงไปรบเลยต้องแตกอย่างนี้แหละ”
มังมหานรธา นายทัพของพระเจ้ามังระ ให้กองหน้ายกเข้ามาทางด่านเจดีย์ สามองค์ ลงแควมาถึงเมืองกาญจนบุรี ได้รบกองทัพพระพิเรนทรเทพที่ยกจากพระนครมาดักทาง
(เพิ่มเติม…)
หมวดหมู่: กรุงแตก ยศล่มแล้ว |
มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันศุกร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
“แตกแล้ว—แตกแล้ว—แตกทั้งสองเมือง—ทั้งเมืองมะริด เมืองตะนาวศรี”
เสียงบอกเก้าแล้วเล่าสิบต่อๆกันไปในหมู่ขุนนางข้าราชการวังหลวง, วังหน้า, วังหลัง แล้วแพร่ลงสู่พ่อค้าในพระนคร เพราะเมืองมะริดเป็นแหล่งสลุบแขกกำปั่นฝรั่งมาจอด แล้วมีสินค้าทำกำไรงามขนมาสู่เจ้านายกับขุนนางของพระเจ้าเอกทัศ เมื่อกองทัพเมืองอังวะยกมาตีแตกพ่ายแล้ว ย่อมทำให้กำไรนั้นมีอุปสรรคไม่งามตามปกติ
(เพิ่มเติม…)
หมวดหมู่: กรุงแตก ยศล่มแล้ว |
มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันศุกร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
“กรุงประเทศราชธานี จะเกิดการกาลีทุกแห่งหน จะอ้างว้างอกใจทั้งไพร่พล จะสาละวนทั่วโลกหญิงชาย—” นางเทียมคนทรงเป็นหมอมดหมอผีอยู่ชานกำแพงพระนครตรงป้อมเพชร ท่องกลอนพูดกับบริวารที่มารอขอพรผีสางรักษาโรคและสะเดาะเคราะห์อยู่ใต้ถุนเรือนเมื่อตะวันบ่ายคล้อย
“จะร้อนอกสมณาประชาราษฎร์ จะเกิดเข็ญเป็นอุบาทว์มากหลาย จะรบราฆ่าฟันวุ่นวาย ฝูงคนจะล้มตายเป็นเบือ—” นางเทียมท่องบททำนายเก่าๆที่จดจำตกทอดกันมานาน แล้วย้ำว่า “พวกมึงเห็นไหมไฟไหม้เมื่อคืนเกือบหมดตลาด เคราะห์ยังดีที่ฝนตกมาช่วยดับได้ ไม่รู้ฝนหลงฟ้ามาแต่ไหนไม่น่ามาตกตอนนี้”
(เพิ่มเติม…)
หมวดหมู่: กรุงแตก ยศล่มแล้ว |
มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันศุกร์ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
“ปล้นขนอนหลวงบางลางแล้ว เห็นไหมเป็นลางแล้ว เดือนดาวดินฟ้าจะอาเพศ แล้วนะโว้ยมึงคอยดูซี่” หมอพรใต้ถุนศาลาโถงวัดพนัญเชิงนั่งบนเสื่อขาดๆที่ปูลาดตั่งเตี้ยๆพร้อมสมบัติของหมอมดหมอผีแวดล้อมเครื่องทำพิธีทั้งหลาย ในปากเคี้ยวหมากแดงเลอะเทอะเมื่อบ้วนน้ำหมากลงกระโถนดินเผาเขรอะด้วยคราบไคลโสโครก
“อุบัติเหตุจะเกิดทุกทิศาน มหาเมฆเต็มฟ้าจะลุกเป็นเพลิงกาฬ มีนิมิตพิสดารทุกบ้านเมือง พวกมึงคอยดูเถอะพระคงคาจะแดงเดือดเป็นเลือดนก อกแผ่นดินจะเป็นบ้าแผ่นฟ้าจะเหลือง ผีป่าจะวิ่งเข้าสิงเมือง ผีเมืองจะออกไปอยู่ไพร พระเสื้อเมืองจะเอาตัวหนี พระกาฬกาลีจะเข้ามาเป็นไส้ศึกข้างใน แม่พระธรณีจะตีอกชกหัวร่ำไห้ อกพระกาฬจะไหม้ ร้อนอกร้อนใจตรอมตรมเป็นห่วงบรรดาอาณาประชาราษฎร—” หมอพรนั่งห้อยขาพูดจาให้ฝูงมีศรัทธามาพนมมือฟัง
(เพิ่มเติม…)
หมวดหมู่: กรุงแตก ยศล่มแล้ว |
มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันศุกร์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
“ข้าวจะยาก หมากจะแพง สารพันจะแห้งแล้งเป็นถ้วนถี่—ทางน้ำจะแห้งเป็นทางบก บ้านเมืองจะรกเป็นป่าเสือ เพราะคนอยู่ไม่ได้ จะล้มตายเป็นเบือ—ผีป่าจะวิ่งเข้าสิงเมือง ผีเมืองจะออกไปอยู่ป่าดง—เหมือนพวกเรานี่ไง”
นายกรมที่คนบ้านเขาปัถวีพากันยกเป็นนายใหญ่ พูดเสียงดังนั่งชันเข่าห้อยขาบนแคร่ไม้ไผ่กลางลานบ้านในคืนข้างแรมเดือนมืดเหมือนเข้าถ้ำ
ที่คนบ้านเรียกนายกรม เพราะเคยเป็นเจ้ากรมข้าหลวงเดิมของกรมหมื่นเทพพิพิธ แล้วหนีทหารหลวงจากวัดพนัญเชิง มาตั้งหลักซ่องสุมผู้คนรอโอกาสกลับเข้ากรุง
“ให้ดูกันเองเห็นกับตา ปีก่อนๆยังมีน้ำไหลจากซอกเขา” นายกรมเหลียวมองไปรอบๆเหมือนจะให้ดูซอกเขาแห้งแล้งมีน้ำหยดเหมือนน้ำค้างกลางดึก แต่ดูอะไรไม่เห็นเพราะเดือนมืดข้างแรม เลยมีแต่สีดำ จะมีสีใบไม้แห้งบ้างก็เฉพาะที่แสงจากขี้ไต้ส่องไปถึงรางๆ
(เพิ่มเติม…)
หมวดหมู่: กรุงแตก ยศล่มแล้ว |
มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันศุกร์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2553
“มาอยู่เมืองมะริดแล้ว” เอียวก๋งผู้ใหญ่เคยมีหน้าที่ดูแลปรนนิบัติสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใน ลำสำเภาตลอดทาง เคยทำงานกับไต้ก๋งอ๋องเจ้าของโรงร้านทำเครื่องจันอับพูดเบาๆเป็นกระซิบในค่ำคืนเดือนมืด “มาอยู่เมืองมะริดหลายวันแล้ว แต่คนส่งข่าวเพิ่งเข้ามาถึงกรุง เลยเพิ่งรู้กันเมื่อค่ำๆ”
“จะไปไหนอีก” ไต้ก๋งเคี้ยวหมากช้าๆแล้วเอามือจับก้อนยาเส้นกลมโตสีฟันซ้ายขวาถูไปมาช้าๆ
“ยังไม่รู้” เอียวก๋งบ้วนน้ำหมากในปากลงร่อง “ยังไม่บอกใคร”
(เพิ่มเติม…)
หมวดหมู่: กรุงแตก ยศล่มแล้ว |
หน้าต่อไป