หมวดหมู่ ‘กรุงแตก ยศล่มแล้ว’

กรุง แตก ยศล่มแล้ว 86 . ตัดเสบียงเลี้ยงกรุง

มติชนสุดสัปดาห์  ฉบับวันศุกร์ที่   3   กันยายน    พ.ศ. 2553

“เสือมันเข้ามาเมื่อคืนถึงประตูเมือง พวกมึงรู้ไหมวะ” แม่ค้าขายกะปิน้ำปลาจากยี่สาน บางตะบูน แม่กลอง พูดกับแม่ค้าขายขนมสดที่ตลาดใหญ่ท้ายพระนครในตอนย่ำรุ่งขมุกขมัวมีน้ำฝนเฉอะแฉะ

“ฝนฟ้าโครมครามตั้งแต่ยามสองมาซาลงยามสาม กูนอนหลับเป็นตาย” แม่ค้าขายผักจีนกับเครื่องเจ๊กประเภทเต้าหู้ยี้กับเต้าหู้แผ่นพูดขึ้น “ตื่นมาเตรียมของมันยังไม่สะเด็ดน้ำ ยังพรำๆ”

“อีกหน่อยเสือมันจะเข้ามาคาบหัวมึงไปกิน” แม่ค้าขายกะปิน้ำปลาพูดต่อ

“เข้ามาไม่ได้ เพือกนายด่านทำนบรอฆ่าทิ้งลงน้ำก่อน” แม่ค้าผักจีนพูดโต้           “มีทางเข้าทางเดียว”

“เสือมันขย้ำหัวนายด่านแล้วเมื่อคืน”

“มึงพูดอะไรวะ” (เพิ่มเติม…)

กรุง แตก ยศล่มแล้ว 85. กองทัพไม่ว่างรบ

มติชนสุดสัปดาห์  ฉบับวันศุกร์ที่   27  สิงหาคม    พ.ศ. 2553

“กลาโหมให้มาบอกพระคุณว่าให้ทัพเมืองพิษณุโลกยกไปตีค่ายอังวะที่แม่กลองทางดงรัง” หลวงเทพทูลฉลองพูดกับหลวงมหาดไทยพิษณุโลกที่ค่ายภูเขาทอง

“ทำไมกลาโหมไม่เรียกข้าเข้าไปในเมืองแล้วบอก” หลวงมหาดไทยถาม “หรือไม่ก็ออกมาบอกเอง”

“ให้รีบมาบอกไว้ก่อน เพราะนายท่านมีราชการยุ่งเหยิงทั้งวันทั้งคืน” หลวงเทพทูลฉลองอธิบาย

“ท่าซ้ายหรือท่าขวาล่ะ”

“ท่าแท่อะไร”

“ก็ราชการท่านนายกลาโหมไงล่ะ รู้ไหมว่าราชการท่าไหน” หลวงมหาดไทยทำทีสงสัยเลยไต่ถามหลวงเทพทูลฉลองของกลาโหม แล้วพูดเปรยให้ได้ยินต่อไปอีกว่า “ท่านนายมหาดไทยสมุหนายกก็มีราชการท่าซ้ายท่าขวาเหมือนกันนั่นแหละ ถึงไม่มีใครเดือดเนื้อร้อนใจศึกที่มีเข้ามา”

ท่าซ้ายท่าขวาเป็นราชการค้าทะเลสมุทร ถ้าหันหน้าทางทิศใต้ลงไปเมืองเพชรบุรี เมืองชุมพร เมืองปักษ์ใต้ ตลอดเมืองแขกมลายู ก็จะเห็นว่าทางซ้ายเป็นทะเลสมุทรแล่นสำเภาไปเมืองจีนกวางตุ้ง ส่วนทางขวาเป็นทะเลสมุทรแล่นสลุบกำปั่นไปเมืองลังกา เมืองพราหมณ์รามเทศทั้งหลายจนถึงเมืองฝรั่งอังกฤษฮอลันดา

พระคลังโกษาธิบดีเป็นมหาเสนาบดีควบคุมกิจการค้าทะเลสมุทรทั้งปวง               ทั้งทางซ้ายและทางขวา โดยมีกรมท่าคอยดูแลแบ่งกันไปเป็นกรมท่าซ้ายมี               หัวหน้าที่โชฎึกเศรษฐีดูแลสำเภา กรมท่าขวามีหัวหน้าที่จุฬาราชมนตรีดูแลสลุบกำปั่น

(เพิ่มเติม…)

กรุง แตก ยศล่มแล้ว 84.หนีกลับพิษณุโลก

มติชนสุดสัปดาห์  ฉบับวันศุกร์ที่   20 สิงหาคม    พ.ศ. 2553

“คนโทษตะแลงแกงมันออกมาจากคุกเป็นว่าเล่น” แม่ค้าตลาดน้อยพูดกันลั่นไป “แล้วเราจะรอดมือพวกมันหรือ”

“ใครว่าล่ะ แกเห็นพวกคนโทษจริงๆหรือไง” แม่ค้าข้างๆถาม

“อีพวกตลาดตะแลงแกงมันบอกว่าเพือกคนโทษแหกคุกตะรางออกมาไม่เว้นแต่ละวัน ไม่รู้ออกมายังไง”

“ผู้คุมล่ะซี่” แม่ค้าข้างเคียงพูดต่อกันไป “ยัดปากผู้คุมเข้าไปให้หุบไม่ลง พูดไม่ได้ แค่นี้ก็ออกประตูหน้าตะแลงแกงได้แล้ว ไม่ต้องแหกประตูหลังให้ลำบากยากแค้นแสนเข็ญ”

ตะแลงแกง เป็นคำเขมรใช้กันทั่วไปอยู่ในพระนคร แล้วเป็นที่รู้กันว่าหมายถึงที่คุมขังและประหารคนโทษฉกรรจ์

หน้าตะแลงแกงมีวัดกับมีสถานพระนารายณ์ มีสี่แยก กับมีหอฆ้องกลองตรงสี่แยกตะแลงแกง แล้วมีตลาดหน้าคุก

หอฆ้องกลอง 3 ชั้น สูง 30 วา มียอดซุ้มทาสีแดง ชั้นยอดใช้คอยดูข้าศึก ถ้ามีศึกมาก็ให้ตีกลองชื่อพระมหาฤกษ์ กลองชั้นกลางชื่อพระมหาระงับดับเพลิง สำหรับตีเมื่อเพลิงไหม้ ถ้าเพลิงไหม้ฟากฝั่งแม่น้ำนอกกรุงให้คาดกลอง 3 ที ถ้าเพลิงไหม้เชิงกำแพงในพระนครให้คาดกลองเสมอจนกว่าเพลิงจะดับ

ชั้นต้นหรือชั้นล่างใส่กลองใหญ่ ชื่อพระทิวาราตรี สำหรับตีย่ำเที่ยง ย่ำสันนิบาตเวลาตะวันยอแสงพลบค่ำ (เพิ่มเติม…)

กรุงแตก ยศล่มแล้ว 83. เมืองใคร เมืองมันกรุง

มติชนสุดสัปดาห์  ฉบับวันศุกร์ที่  13  สิงหาคม  พ.ศ. 2553

กองทัพมังมหานรธาตั้งค่ายอยู่ทางดงรังหนองขาว น้ำแม่กลอง แล้วส่งกำลังลาดตระเวนปล้นเสบียงโดยรอบทั่วไป ไม่มีผู้ใดทัดทานขับไล่

ฝูงอำมาตย์ขุนนางข้าราชการผู้ใหญ่ในกำแพงพระนครวุ่นวายอยู่กับการค้าสำเภาของเจ้านายผู้หญิงที่ดูแลพระคลังสินค้ากับค้าสำเภาของตน

พระเจ้าเอกทัศมีพระราชดำรัสสั่งเสนาบดีให้จัดแจงเกณฑ์กองทัพบกเรือหัวเมืองปากใต้ทั้งปวง มีเมืองปากน้ำ สมุทรปราการ, เมืองท่าจีน สาครบุรี, เมืองแม่กลอง สมุทรสงคราม, เมืองเพชรบุรี, เมืองราชบุรี ให้ไปตั้งค่ายรับศึกที่ใต้เมืองราชบุรี

เกณฑ์ทัพหัวเมืองฝ่ายเหนือ, ฝ่ายตะวันออก, ฝ่ายตะวันตก เข้ามาช่วยการสงครามป้องกันพระนคร ให้ทัพเมืองพิษณุโลกตั้งค่ายอยู่ใกล้วัดภูเขาทอง, ให้ทัพเมืองนครราชสีมาตั้งค่ายอยู่วัดพระเจดีย์แดง (เพิ่มเติม…)

กรุง แตก ยศล่มแล้ว 81.ข่าวศึก

มติชนสุดสัปดาห์  ฉบับวันศุกร์ที่  30  กรกฎาคม   พ.ศ. 2553

“แตกอีกแล้ว—แตกแล้ว แตกอีก—” ขุนนางข้าราชการน้อยใหญ่ในพระนครพูดจาหารือกันให้อึงคะนึง ถึงกองทัพพิเรนทรเทพยกไปรับทัพมหานรธาที่เมืองกาญจนบุรี แตกหนีคุมกันไม่ติด

“เรือดีๆก็มีไม่ขี่ข้าม เอาเรือรั่วน้ำไปข้ามขี่—” ขุนนางข้าราชการพวกหนึ่งซุบซิบกับอีกพวกหนึ่ง “ทหารดีๆก็มี แต่เอาทหารขี้โกงไปรบเลยต้องแตกอย่างนี้แหละ”

มังมหานรธา นายทัพของพระเจ้ามังระ ให้กองหน้ายกเข้ามาทางด่านเจดีย์       สามองค์ ลงแควมาถึงเมืองกาญจนบุรี ได้รบกองทัพพระพิเรนทรเทพที่ยกจากพระนครมาดักทาง

(เพิ่มเติม…)

กรุง แตก ยศล่มแล้ว 80.ชักศึกเข้าบ้าน

มติชนสุดสัปดาห์  ฉบับวันศุกร์ที่  23  กรกฎาคม   พ.ศ. 2553

“แตกแล้ว—แตกแล้ว—แตกทั้งสองเมือง—ทั้งเมืองมะริด เมืองตะนาวศรี”

เสียงบอกเก้าแล้วเล่าสิบต่อๆกันไปในหมู่ขุนนางข้าราชการวังหลวง, วังหน้า,  วังหลัง แล้วแพร่ลงสู่พ่อค้าในพระนคร เพราะเมืองมะริดเป็นแหล่งสลุบแขกกำปั่นฝรั่งมาจอด แล้วมีสินค้าทำกำไรงามขนมาสู่เจ้านายกับขุนนางของพระเจ้าเอกทัศ เมื่อกองทัพเมืองอังวะยกมาตีแตกพ่ายแล้ว ย่อมทำให้กำไรนั้นมีอุปสรรคไม่งามตามปกติ

(เพิ่มเติม…)

กรุง แตก ยศล่มแล้ว 79.มังกรพ่นไฟพิษ

มติชนสุดสัปดาห์  ฉบับวันศุกร์ที่  16  กรกฎาคม   พ.ศ. 2553

“กรุงประเทศราชธานี จะเกิดการกาลีทุกแห่งหน จะอ้างว้างอกใจทั้งไพร่พล       จะสาละวนทั่วโลกหญิงชาย—” นางเทียมคนทรงเป็นหมอมดหมอผีอยู่ชานกำแพงพระนครตรงป้อมเพชร ท่องกลอนพูดกับบริวารที่มารอขอพรผีสางรักษาโรคและสะเดาะเคราะห์อยู่ใต้ถุนเรือนเมื่อตะวันบ่ายคล้อย

“จะร้อนอกสมณาประชาราษฎร์ จะเกิดเข็ญเป็นอุบาทว์มากหลาย จะรบราฆ่าฟันวุ่นวาย ฝูงคนจะล้มตายเป็นเบือ—” นางเทียมท่องบททำนายเก่าๆที่จดจำตกทอดกันมานาน แล้วย้ำว่า “พวกมึงเห็นไหมไฟไหม้เมื่อคืนเกือบหมดตลาด เคราะห์ยังดีที่ฝนตกมาช่วยดับได้ ไม่รู้ฝนหลงฟ้ามาแต่ไหนไม่น่ามาตกตอนนี้”

(เพิ่มเติม…)

กรุง แตก ยศล่มแล้ว 78. หน้าพระที่นั่ง

มติชนสุดสัปดาห์  ฉบับวันศุกร์ที่  9  กรกฎาคม   พ.ศ. 2553

“ปล้นขนอนหลวงบางลางแล้ว เห็นไหมเป็นลางแล้ว เดือนดาวดินฟ้าจะอาเพศ แล้วนะโว้ยมึงคอยดูซี่” หมอพรใต้ถุนศาลาโถงวัดพนัญเชิงนั่งบนเสื่อขาดๆที่ปูลาดตั่งเตี้ยๆพร้อมสมบัติของหมอมดหมอผีแวดล้อมเครื่องทำพิธีทั้งหลาย ในปากเคี้ยวหมากแดงเลอะเทอะเมื่อบ้วนน้ำหมากลงกระโถนดินเผาเขรอะด้วยคราบไคลโสโครก

“อุบัติเหตุจะเกิดทุกทิศาน มหาเมฆเต็มฟ้าจะลุกเป็นเพลิงกาฬ มีนิมิตพิสดารทุกบ้านเมือง พวกมึงคอยดูเถอะพระคงคาจะแดงเดือดเป็นเลือดนก อกแผ่นดินจะเป็นบ้าแผ่นฟ้าจะเหลือง ผีป่าจะวิ่งเข้าสิงเมือง ผีเมืองจะออกไปอยู่ไพร พระเสื้อเมืองจะเอาตัวหนี พระกาฬกาลีจะเข้ามาเป็นไส้ศึกข้างใน แม่พระธรณีจะตีอกชกหัวร่ำไห้ อกพระกาฬจะไหม้ ร้อนอกร้อนใจตรอมตรมเป็นห่วงบรรดาอาณาประชาราษฎร—” หมอพรนั่งห้อยขาพูดจาให้ฝูงมีศรัทธามาพนมมือฟัง

(เพิ่มเติม…)

กรุง แตก ยศล่มแล้ว 77. ตีขนอน

มติชนสุดสัปดาห์  ฉบับวันศุกร์ที่  2  กรกฎาคม   พ.ศ. 2553

“ข้าวจะยาก หมากจะแพง สารพันจะแห้งแล้งเป็นถ้วนถี่—ทางน้ำจะแห้งเป็นทางบก บ้านเมืองจะรกเป็นป่าเสือ เพราะคนอยู่ไม่ได้ จะล้มตายเป็นเบือ—ผีป่าจะวิ่งเข้าสิงเมือง ผีเมืองจะออกไปอยู่ป่าดง—เหมือนพวกเรานี่ไง”

นายกรมที่คนบ้านเขาปัถวีพากันยกเป็นนายใหญ่ พูดเสียงดังนั่งชันเข่าห้อยขาบนแคร่ไม้ไผ่กลางลานบ้านในคืนข้างแรมเดือนมืดเหมือนเข้าถ้ำ

ที่คนบ้านเรียกนายกรม เพราะเคยเป็นเจ้ากรมข้าหลวงเดิมของกรมหมื่นเทพพิพิธ แล้วหนีทหารหลวงจากวัดพนัญเชิง มาตั้งหลักซ่องสุมผู้คนรอโอกาสกลับเข้ากรุง

“ให้ดูกันเองเห็นกับตา ปีก่อนๆยังมีน้ำไหลจากซอกเขา” นายกรมเหลียวมองไปรอบๆเหมือนจะให้ดูซอกเขาแห้งแล้งมีน้ำหยดเหมือนน้ำค้างกลางดึก แต่ดูอะไรไม่เห็นเพราะเดือนมืดข้างแรม เลยมีแต่สีดำ จะมีสีใบไม้แห้งบ้างก็เฉพาะที่แสงจากขี้ไต้ส่องไปถึงรางๆ

(เพิ่มเติม…)

กรุง แตก ยศล่มแล้ว 76. กรมหมื่นเทพพินิธ

มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันศุกร์ที่  25   มิถุนายน  พ.ศ. 2553

“มาอยู่เมืองมะริดแล้ว” เอียวก๋งผู้ใหญ่เคยมีหน้าที่ดูแลปรนนิบัติสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใน        ลำสำเภาตลอดทาง เคยทำงานกับไต้ก๋งอ๋องเจ้าของโรงร้านทำเครื่องจันอับพูดเบาๆเป็นกระซิบในค่ำคืนเดือนมืด “มาอยู่เมืองมะริดหลายวันแล้ว แต่คนส่งข่าวเพิ่งเข้ามาถึงกรุง เลยเพิ่งรู้กันเมื่อค่ำๆ”

“จะไปไหนอีก” ไต้ก๋งเคี้ยวหมากช้าๆแล้วเอามือจับก้อนยาเส้นกลมโตสีฟันซ้ายขวาถูไปมาช้าๆ

“ยังไม่รู้” เอียวก๋งบ้วนน้ำหมากในปากลงร่อง “ยังไม่บอกใคร”

(เพิ่มเติม…)