หมวดหมู่ ‘อ่านแผ่นดิน ท้องถิ่นของเรา’
มติชนสุดสัปดาห์ฉบับประจำวันศุกร์ที่ 5 มีนาคม 2553
“เข้ามาได้ไง—พวกมึงเข้ามาได้ไง—ใครให้เข้ามาไอ้พวกขี้ข้าเอ๊ย” ตำรวจหลวงยกหวายยาวขึ้นสุดแขนขวาทำท่าจะหวดไปที่หัวขบวนมีหม่อมกั้งเดินหน้า แล้วหม่อมแก้วเดินหลัง ติดตามด้วยขบวนหญิงชายพวกบ้านชานกำแพงพระนคร
หม่อมกั้งกับหม่อมแก้วไม่เอ่ยปาก ได้แต่เดินค้อมไหล่ก้มหน้าดูดิน ไม่พูดจากต่อล้อต่อถียงตอบโต้
“ขวับ—ขวับ—” ตำรวจหลวงยกหวายฟาดเข้าไปในขบวนแถวสองครั้ง แล้วแถมอีกหนึ่งที พลางก็พูดจาด่าทอต่อไป “เควี้ยว——อีห่าพวกนี้ไม่รู้จักที่ทาง เป็นขี้ข้าแล้วชะล่าบังอาจใจมาเดินเพ่นพ่านในรั้ววังเจ้านาย ไม่รู้จักเจียมกะลาหัวว่าต่ำเตี้ยเดียรฉาน—อีดอกทองเอ๊ย ท่าทางเหมือนพวกอีดอกทองจริงๆ—ขวับ”
ปลายหวายของตำรวจหลวงตวัดโดนสีข้างอีไทยเบี้ยวเป็นแนวพาดท้องโย้ มีเลือดซิบๆเป็นแนวสีแดงแต้มบนผิวสีดำ บ้างก็โดนซอกคอ, ต้นแขน, ข้อศอก แต่อีดอกทองท้องโย้อีกคนหนึ่งถูกหวายฟาดพาดท้องโย้นั้นเมื่อมันเดินหันรีหันขวางอย่างกลัวลนลาน
“ยามจนคนมันก็ดูหมิ่น ไอ้หน้าส้นตีนก็ตามหยามน้ำหน้า—” หม่อมกั้งพูดดังๆให้น้องสาวได้ยินจนพวกเฒ่าแก่นางในเดินถือพานดอกไม้ถวายพระสวนทางหันมอง
“เอามาจากไหนล่ะ” หม่อมแก้วถาม หมายว่ากลอนที่ท่องมาได้จากตำราเล่มไหน (เพิ่มเติม…)
หมวดหมู่: อ่านแผ่นดิน ท้องถิ่นของเรา |
มติชนสุดสัปดาห์ฉบับประจำวันศุกร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ 2553
“กี่เดือนแล้ว” คนเดินสวนทางเทินกระจาดใส่ของถวายพระหยุดทักอีไทยเบี้ยวที่ท้องโย้โตใหญ่
“ยำไม่ไน่” อีไทยเบี้ยวอ้าปากเบี้ยวอย่างจะตอบคนเดินสวนทางว่าจำไม่ได้
“พ่อมันคนไหนล่ะ” คนทักทายเข้าใจว่าใครสักคนในกลุ่มที่เดินมาด้วยกันจะเป็นพ่อของเด็กในท้อง
“ไม่ไน่ยำ” อีไทยเบี้ยวตอบอย่างปกติธรรมดาว่าไม่ได้จำ เพราะไม่ได้จำจริงๆว่าใครเป็นพ่อเด็กในท้อง แต่คนถามไม่รู้ว่าอีไทยเบี้ยวเป็นนางในโรงอีดอกทองของออกญาเมี้ยน เลยคาดว่าไม่ชอบใจ ไม่อยากตอบ ก็เดินหลีกปทางอื่น
“มึงล่ะ——” นางไทยแม่เล้าหันไปถามอีดอกทองอีกคนหนึ่งที่มีท้องโย้เหมือนอีไทยเบี้ยวอย่างขำๆ “จำรึไม่ได้จำ”
นางไทยกับอีไทยชื่อไทยซ้ำกัน ต้องการให้รู้ว่าหมายถึงไทยคนไหนเลยเติมคำต่อท้ายว่าอีไทยเบี้ยว เพราะปากเบี้ยวคนหนึ่ง กับนางไทยแม่เล้าอีกคนหนึ่ง เพราะออกญาเมี้ยนมอบให้คุมอีดอกทองทั้งหมดทุกคนในโรงชำเรา คำว่าเล้าหมายถึง รัง, ที่อยู่, ที่เก็บรวบรวมใช้ได้ทั้งคน, สัตว์, และสิ่งของ เช่น เล้าอีดอกทอง, เล้าไก่, เล้าข้าว คือยุ้งเก็บข้าวเปลือก ส่วนแม่คือผู้เป็นหัวหน้า, ผู้เป็นนาย ฉะนั้นแม่เล้า หมายถึงผู้เป็นหัวหน้าควบคุมดูแลพวกอีดอกทอง (เพิ่มเติม…)
หมวดหมู่: อ่านแผ่นดิน ท้องถิ่นของเรา |
มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันศุกร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ 2553
รุ่งขึ้นหลังวันเข้าพรรษาแล้ว “ทายกมีศรัทธา ต่างเต้า” เอาดอกไม้กับสิ่งของเครื่องใช้ไปถวายภิกษุ บางคนไม่มีของถวายก็ไปไหว้พระศักดิ์สิทธิ์ในวัดต่างๆ บ้างพายเรือลัดเลาะไปตามแม่น้ำลำคลอง แต่มีบางพวกเดินตามถนนเลียบคลองในเกาะเมืองอยู่ขวักไขว่หลายหลากสีสันสวนกันไปมา
ชาวบ้านชาวเมืองจะพากันลงเรือบ้าง เดินบ้าง เป็นหมู่ๆพวกๆไปไหว้พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ตามวัดที่ศรัทธาเป็นเวลาต่อเนื่องกันราว 15 วัน หรือมากกว่านั้น นับแต่วันเข้าพรรษา 15 ค่ำ เดือน 8
ทุ่งนานอกพระนครออกไปมีน้ำเจิ่งนองเป็นหนองบึง แม่น้ำลำคลองมีน้ำเปี่ยมฝั่งรอแต่จะมีมากขึ้นเมื่อน้ำหลากมาจากทางเหนืออีกไม่นานข้างหน้า
ผู้คนชาวบ้านพากันลอยเรือไปวัดเป็นขบวนยาว บางพวกเอาเครื่องมือดีดสีตีเป่าร้องเรือไปตามลำน้ำบางแก้ว แล้วเป่าขลุ่ยเป่าปี่ตีทับขับลำโห่ร้องเสนาะสนั่นสนุกสนานไปด้วยเพลงดนตรีถอยหลังเข้าคลองร้องจะไปไหว้พระว่า (เพิ่มเติม…)
หมวดหมู่: อ่านแผ่นดิน ท้องถิ่นของเรา |
มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันศุกร์ที่ 12 กุมภาพันธ์ 2553
เมฆฝนกล่นเกลื่อนกลาดเป็นกลุ่มๆชรอุ่มฉ่ำชรอ่ำชุ่มทุกชั้นช่องห้องฟ้าขึ้น 15 ค่ำย่ำรุ่งกลางเดือนแปด แดดอับพยับโพยมพิรุณพิไลระรอกมรสุม
ไก่ขันเป็นทอดๆรอบสุดท้ายค่อยๆเงียบหายไปไกลๆ แล้วมีเสียงหมาเห่ากลบเสียงไก่ขัน โกกิลากาแกแซ่สำเนียงเสียงลั่นกาเหว่าๆ เล่นต้นหว้า โผไปต้นนั้นแล้วผันไปต้นโน้น โยนมาต้นนี้
ควันไฟเป็นกลุ่มๆขาวข้นๆค่อยๆลอยขึ้นเหนือหลังคาโรงร้านรายล้อมกระท่อมทับเป็นตัวตับจากบ้าง คากรองบ้าง ใบไม้หลายอย่างบังแดดบังฝน เป็นสัญญาณว่าแต่ละเรือนมีคนลุกขึ้นกุลีกุจอหุงข้าวปลาอาหารหวานคาวจะเอาไปทำบุญถวายพระภิกษุสงฆ์วันเข้าพรรษา
หม่อมกั้งล้างหน้ามีคาถาตั้งแต่ไก่ขันยังไม่สิ้นเสียง จุดตะเกียงน้ำมันมะพร้าว แล้วนั่งขัดสมาธิมีสมุดข่อยวางบนกากะเยียอยู่ต่อหน้า ยกสองมือพนมวันทนา แล้วเปิดอ่านกาพย์แก้วกอดโคลงเดือนแปด บท 58 ด้วยสำเนียงสนิทเสนาะจำเพาะฟังคนเดียวบางๆเบาๆ (เพิ่มเติม…)
หมวดหมู่: อ่านแผ่นดิน ท้องถิ่นของเรา |
มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันศุกร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ 2553
ปี่พาทย์ฆ้องวงประโคมเพลงโหมโรงเช้าเมื่อฟ้าสาง ตีนฟ้าเปิดแล้ว สว่างขอบฟ้าทิศตะวันออกทางทุ่งอุทัย เสียงจ๊อกแจ๊กจอแจอยู่ทางใต้ถุนเรือนถัดไปเป็นครัวไฟหุงหาอาหารหวานคาว พวกแม่ครัวทั้งเฒ่าแก่ชะแม่สาวสาละวนอยู่กับงานครัวเตรียมเลี้ยงพระฉันเช้าบนเรือนอีกหลัง
แม่ครัวนับสิบล้วนเป็นเพื่อนเรือนใกล้เคียง กับญาติพี่น้องจากบ้านห่างไกล บางคนมาทำครัวตั้งแต่เมื่อวาน เลี้ยงคนมาร่วมทำขวัญนาคเวียนเทียนบายสี แล้วเตรียมเครื่องปรุงกับทำขนมตลอดคืน ส่วนบางคนอยู่ครึ่งคืนลากลับไปนอนที่เรือนตน บางคนซุกหัวนอนใต้ถุนเรือนข้างเคียงแถวนั้น แล้วตื่นตอนไก่ขันมาเตรียมทำกับข้าว บางคนมาใหม่ตอนย่ำรุ่ง นังโสมจากชานกำแพงพระนครตรงป้อมมหาไชยก็เพิ่งเอาเรือข้ามแม่น้ำฝั่งตรงข้ามมาถึงตอนนี้
นังอินกับนังจัน ลูกสาวสองคนของช่างเขียนช่างปั้นจากเมืองเพชร มาช่วยงานบวชเป็นลูกมือในครัวตั้งแต่เมื่อวาน แล้วงมงานครัวตลอดคืนตื่นๆหลับๆจับโน่นทำนี่มิได้วางมือ แม่ครัวใหญ่ไล่ไปนอนเพราะเกรงจะล้มหมอนนอนเสื่อจับไข้ แต่สองสาวไม่เชื่อฟังย้ายไปนั่งที่อื่นแล้วเป็นลูกมือแม่ครัวอื่นอีก จนดาวประจำเมืองประกายพฤกษ์ขึ้นฟ้านานแล้วถึงล้มตัวนอนข้างครัว เพราะทนง่วงต่อไปไม่ไหว หลับได้ไม่นาน พอไก่ขันรอบที่สองก็ตื่นล้างหน้าแล้วช่วยทำงานครัวต่อไป (เพิ่มเติม…)
หมวดหมู่: อ่านแผ่นดิน ท้องถิ่นของเรา |
มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันศุกร์ที่ 22 มกราคม 2553
ยามหัวรุ่ง ตีนฟ้าเปิด ดวงตะวันสีแดงแสงส่องลอดหมู่ไม้กระทบแม่น้ำลำคลองท้องนาท้องไร่ แม่ค้าแม่ขายพูดจาจอแจแซ่สำเนียงส่งเสียงสนทนากับชาวพระนคร
“ผักบุ้งนี่นะ ขายแพงขึ้นอีก” เสียงพูดจาโหวกเหวกโวยวายไม่ขาดสายในตลาดเช้าย่านในไก่ถึงย่านสามม้า ใกล้ป้อมเพชรทางด้านทิศใต้เกาะเมือง
“เจ้าภาษีเขาเก็บภาษีผักบุ้งแล้ว” แม่ค้าขายของสดตลาดเช้าบอกคนซื้อที่ต่อว่าต่อขาน “ฉันไม่ได้ขายแพง แต่ภาษีมันแพงขึ้นเอง”
“มีเยี่ยงอย่างที่ไหน จะกินผักบุ้งก็ต้องเสียภาษี”
“มีนี่ไงล่ะ เยี่ยงอย่างมีอยู่นี่แหละ” แม่ค้าตลาดเช้าย่านในไก่ถึงย่านสามม้าพูดอย่างทอดอาลัย (เพิ่มเติม…)
หมวดหมู่: อ่านแผ่นดิน ท้องถิ่นของเรา |
มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันศุกร์ที่ 15 มกราคม 2553
ฟ้าคำรน ฝนคำราม น้ำล้นหลากลงมาจากทางเหนือโน้น มีโคลนสีปูนเป็นน้ำขุ่นสีแดงแรงไหลไปเป็นตะกอนนอนท้องนาบำรุงเลี้ยงต้นข้าวให้ขึ้นงามอร่ามรวง
เพิงแผงโรงร้านชานกำแพงพระนครตรงโค้งน้ำป้อมมหาไชยที่รื้อไล่เมื่อมีศึกล้อม บัดนี้มีขึ้นมาใหม่ด้วยไม้ไผ่ผูกมัด แล้วปูฟากเป็นพื้นให้ซุกหัวนอนได้ดังเดิม อยู่ตรงชานกำแพงริมแม่น้ำมีแพผักบุ้งอยู่ที่เก่าอย่างแต่ก่อน
“ต้องบวชไอ้แสง” นายผำผัวนางสี พ่อไอ้แสงกับนังโสม พูดขึ้นขณะนั่งๆนอนๆอยู่ใต้ถุนเรือนกระท่อมเครื่องผูกที่มีเพิงแผงพาไลรอบ
“ปีนี้ยังบวชไม่ได้ อายุไม่ถึง ต้องรอปีหน้า” นางสีบอกนายผำว่าไอ้แสงเพิ่งอายุ 19 ยังไม่เข้า 20
“บวชเณรก่อนก็ได้” นายผำพูด (เพิ่มเติม…)
หมวดหมู่: อ่านแผ่นดิน ท้องถิ่นของเรา |
มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันศุกร์ที่ 8 มกราคม 2553
มืดมนฝนตกมาตั้งแต่เดือนก่อน ครั้นเดือนแปดข้างขึ้นแล้วฝนก็ตกหนักเกือบจะเป็นวันเว้นวัน จึงให้น้ำขังเจิ่งนองในท้องนาแล้วมากขึ้นในห้วยหนองคลองบึง
ท้องนามีคนกับควายเร่งไถนาอยู่รอบพระนคร เพราะว่างเว้นเมื่อมีศึกล้อม แต่ก็ไถไม่เต็มที่เพราะคนบ้านพวกหนึ่งถูกเกณฑ์ไปรบศึกยังไม่ออกเดือนกลับบ้าน บรรดาแม่หญิงกับลูกหลานต้องลงนาอย่างที่เคยทำมาก่อนเป็นปกติ
แต่คนฉกรรจ์บ้านคำหยาดที่ยกเข้ามาอาสาศึกในพระนคร ยังอยู่รวมกันที่เพนียดช้างทางทะเลหญ้า เพราะมีทหารหลวงของพระเจ้าเอกทัศดูแลแน่นหนาเหมือนควบคุมไว้มิให้ถืออาวุธไปเพ่นพ่าน นายบ้านคำหยาดพยายามพูดจาให้ข้าหลวงเดิมกราบทูลทรงทราบว่าอยากจะกลับไปทำนาเพราะฝนฟ้าชุ่มฉ่ำน้ำขังแล้ว หากช้าไปจะมีน้ำมากท่วมนาทั้งหมดไถไม่ได้ หว่านดำก็ไม่ได้แล้ว (เพิ่มเติม…)
หมวดหมู่: อ่านแผ่นดิน ท้องถิ่นของเรา |
มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันศุกร์ที่ 1 มกราคม 2553
ค่ายหลวงกับค่ายบริวารทั้งหลายของข้าศึกทุกค่ายที่เคยมีตั้งล้อมกรุงไว้เพพังหายไปหมดแล้ว
บรรดาราษฎรพลไพร่ที่ถูกเกณฑ์หนีเข้าไปหลบศึกอยู่ในกำแพงพระนครก็ทยอยกลับออกไปที่อยู่ของตน แต่โรงร้านชานกำแพงพระนครพังยับเกือบทุกแห่ง ต้องออกแรงสร้างใหม่ด้วยตัวเองและเครือญาติพี่น้องผองเพื่อนมิตร จนไม่ว่างไปทำอย่างอื่น หรือแม้จะรู้สึกนึกคิดอย่างอื่นๆก็ไม่ว่างให้คิดได้ เพราะต้องหาช่องทางเอาตัวรอดปลอดภัยก่อน
แต่ในพระราชฐานวังหลวงระดมให้เจ้าอาทิตย์กรมหมื่นพิทักษ์ภูเบศร์เป็นแม่กองจัดการซ่อมแซมเครื่องบนพระที่นั่งสุริยามรินทร์ที่ถูกลูกแตกปืนใหญ่ชำรุดให้คืนดีดังแต่ก่อน
“ต้องรื้อทหารเก่า แล้วเอาทหารใหม่มาฝึกพิชัยสงครามกันใหม่ทั้งหมด” พระเจ้า เอกทัศตรัสกับเจ้าน้องอุทุมพรที่ประทับนั่งห้อยพระบาทบนตั่งข้างขวาของเจ้าพี่เอกทัศ “แต่ต้องเกณฑ์ไพร่พลเรือนให้ฝึกอย่างทหารเก่าใหม่ด้วยจะได้สมทบรบรับไม่ติดขัด” (เพิ่มเติม…)
หมวดหมู่: อ่านแผ่นดิน ท้องถิ่นของเรา |
มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประวำวันศุกร์ที่ 25 ธันวาคม 2552
“พวกมันลากปืนใหญ่ไปแล้ว” ตำรวจพูดขึ้นให้พรรคพวกที่นั้นได้ยินขณะรอราชการอยู่บริเวณพระราชฐานชั้นนอกขอบสนามหน้าจักรวรรดิอยู่ทางตะวันออกหน้าพระราชวังหลวง “ปืนใหญ่ทางวัดราชพฤกษ์กับวัดกษัตรา พวกมันลากหนีไปทางทุ่งแก้วทุ่งขวัญแล้ว”
“ถึงได้เงียบไป” มหาดเล็กพยักหน้ารับรู้ “ไม่มีลูกแตกใหญ่มาตกทางวังหลังหัวแหลมอีก”
“โดนลูกแตกปืนใหญ่ป้อมท้ายกบเข้าไปหลายลูกเลยต้องหนี” ตำรวจบอกเพิ่มเติมถึงอานุภาพของปืนใหญ่ป้อมท้ายกบอยู่ทางหัวแหลมยิงข้ามแม่น้ำไปถึงค่ายพวกหงสาทางวัดกษัตราที่ยิงเข้ามาในเมือง
“ทำไมไม่ยกไล่ให้แตกตายไปก็ไม่รู้” มหาดเล็กทำฮึดฮัดขัดใจ “เป็นกูจะไม่รอมันตั้งตัว”
“มึงจะทำอะไรได้” (เพิ่มเติม…)
หมวดหมู่: อ่านแผ่นดิน ท้องถิ่นของเรา |
หน้าต่อไป