<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Sujit Wongthes &#187; สยามประเทศไทย</title>
	<atom:link href="http://www.sujitwongthes.com/category/matichon-daily/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.sujitwongthes.com</link>
	<description></description>
	<lastBuildDate>Tue, 07 Feb 2012 17:00:44 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.2.1</generator>
		<item>
		<title>วัฒนธรรมข้าว เป็นวัฒนธรรมร่วมอุษาคเนย์</title>
		<link>http://www.sujitwongthes.com/2012/02/siam08022555/</link>
		<comments>http://www.sujitwongthes.com/2012/02/siam08022555/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 07 Feb 2012 17:00:36 +0000</pubDate>
		<dc:creator>graphic_dc</dc:creator>
				<category><![CDATA[สยามประเทศไทย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sujitwongthes.com/?p=12314</guid>
		<description><![CDATA[มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพุธที่ 8 กุมภาพันธ์ 2555 &#160;           คนไทย เป็นลูกผสมของคนหลายชาติพันธุ์ เช่น ตระกูลมอญ-เขมร, ม้ง-เย้า, ชวา-มลายู, ฯลฯ และไทย-ลาว ไม่ได้เชี่ยวชาญเรื่องข้าวมากกว่าคนอื่น           “วัฒนธรรมข้าว” เป็นชื่อเรียกวิถีชีวิตของคนอุษาคเนย์อย่างกว้างๆรวมๆโดยนักวิชาการตะวันตกเมื่อนานมาแล้ว ทำนองเดียวกับเรียกวิถีชีวิตของชาวเม็กซิกันว่าเป็นกลุ่มชนใน“วัฒนธรรมข้าวโพด”           นักวิชาการไทยจำนวนหนึ่งเมื่อหลายปีมาแล้วยังเรียกวิถีชีวิตคนอีสานและลาวว่าอยู่ใน“วัฒนธรรมปลาแดก” หรือวัฒนธรรมทำให้เน่าแล้วอร่อย เช่น ปลาแดก, ปลาร้า, น้ำปลา, กะปิ, น้ำบูดู, ฯลฯ           แต่ทั้งวัฒนธรรมข้าวและวัฒนธรรมปลาแดก เป็นวัฒนธรรมร่วมของคนอุษาคเนย์ทั้งมวล ฉะนั้นจะตีกรอบว่าเป็นของไทยพวกเดียวหาได้ไม่           นักโบราณคดีขุดพบเม็ดข้าวเก่าสุดที่แม่ฮ่องสอน ไม่น้อยกว่า 5,000 ปีมาแล้ว บางทีว่าเก่าถึง 7,500 ปีมาแล้วก็มี           แต่จะเหมาว่าข้าวไทยเก่าสุดในโลกไม่ได้ เพราะเป็นวัฒนธรรมร่วมทั้งอุษาคเนย์           นักวิชาการญี่ปุ่นศึกษาเรื่องข้าวในอุษาคเนย์ไว้มากที่สุด และมีหลายแง่หลายมุม ถึงขนาดศึกษาแกลบในอิฐยุคทวารวดี แล้วบอกว่าเป็นแกลบข้าวเมล็ดป้อมแบบข้าวเหนียว           เมื่อศึกษาร่วมกับ“กับข้าว”ยุคดึกดำบรรพ์ และพิธีกรรมต่างๆ ทำให้น่าเชื่อว่าคนยุคแรกกินข้าวเหนียวเป็นอาหารหลักทั่วทั้งสุวรรณภูมิ บางพวกมาเปลี่ยนเป็นข้าวเจ้าในยุคหลังๆ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="color: #c0c0c0;">มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพุธที่ 8 กุมภาพันธ์ 2555</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>          </strong>คนไทย เป็นลูกผสมของคนหลายชาติพันธุ์ เช่น ตระกูลมอญ-เขมร, ม้ง-เย้า, ชวา-มลายู, ฯลฯ และไทย-ลาว ไม่ได้เชี่ยวชาญเรื่องข้าวมากกว่าคนอื่น</p>
<p><strong>          </strong>“วัฒนธรรมข้าว” เป็นชื่อเรียกวิถีชีวิตของคนอุษาคเนย์อย่างกว้างๆรวมๆโดยนักวิชาการตะวันตกเมื่อนานมาแล้ว ทำนองเดียวกับเรียกวิถีชีวิตของชาวเม็กซิกันว่าเป็นกลุ่มชนใน“วัฒนธรรมข้าวโพด”</p>
<p><strong>          </strong>นักวิชาการไทยจำนวนหนึ่งเมื่อหลายปีมาแล้วยังเรียกวิถีชีวิตคนอีสานและลาวว่าอยู่ใน“วัฒนธรรมปลาแดก” หรือวัฒนธรรมทำให้เน่าแล้วอร่อย เช่น ปลาแดก, ปลาร้า, น้ำปลา, กะปิ, น้ำบูดู, ฯลฯ <span id="more-12314"></span></p>
<p><strong>          </strong>แต่ทั้งวัฒนธรรมข้าวและวัฒนธรรมปลาแดก เป็นวัฒนธรรมร่วมของคนอุษาคเนย์ทั้งมวล ฉะนั้นจะตีกรอบว่าเป็นของไทยพวกเดียวหาได้ไม่</p>
<p><strong>          </strong>นักโบราณคดีขุดพบเม็ดข้าวเก่าสุดที่แม่ฮ่องสอน ไม่น้อยกว่า 5,000 ปีมาแล้ว บางทีว่าเก่าถึง 7,500 ปีมาแล้วก็มี</p>
<p><strong>          </strong>แต่จะเหมาว่าข้าวไทยเก่าสุดในโลกไม่ได้ เพราะเป็นวัฒนธรรมร่วมทั้งอุษาคเนย์</p>
<p><strong>          </strong>นักวิชาการญี่ปุ่นศึกษาเรื่องข้าวในอุษาคเนย์ไว้มากที่สุด และมีหลายแง่หลายมุม ถึงขนาดศึกษาแกลบในอิฐยุคทวารวดี แล้วบอกว่าเป็นแกลบข้าวเมล็ดป้อมแบบข้าวเหนียว</p>
<p><strong>          </strong>เมื่อศึกษาร่วมกับ“กับข้าว”ยุคดึกดำบรรพ์ และพิธีกรรมต่างๆ ทำให้น่าเชื่อว่าคนยุคแรกกินข้าวเหนียวเป็นอาหารหลักทั่วทั้งสุวรรณภูมิ บางพวกมาเปลี่ยนเป็นข้าวเจ้าในยุคหลังๆ</p>
<p><strong>          </strong>คนทั้งอุษาคเนย์กินข้าวเป็นอาหารหลัก จึงปลูกข้าวได้ดีเหมือนกันหมด ไม่มีใครเชี่ยวชาญวิเศษกว่าใคร</p>
<p><strong>          </strong>จะต่างกันก็ด้วยอยู่ภูมิประเทศไม่เหมือนกัน จึงมีวิธีปลูกข้าวต่างกันไป เช่น นาดอน, นาลุ่ม, นาทดน้ำ, นาหว่าน, นาดำ, นาหยอดหลุม เป็นต้น</p>
<p><strong>          </strong>แต่มีวิชาข้าวเท่าๆกันมาแต่ดึกดำบรรพ์หลายพันปีมาแล้ว</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sujitwongthes.com/2012/02/siam08022555/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>แบ่งปันเผยแพร่ แม่น้ำลำคลอง</title>
		<link>http://www.sujitwongthes.com/2012/02/siam07022555/</link>
		<comments>http://www.sujitwongthes.com/2012/02/siam07022555/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 06 Feb 2012 17:00:02 +0000</pubDate>
		<dc:creator>graphic_dc</dc:creator>
				<category><![CDATA[สยามประเทศไทย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sujitwongthes.com/?p=12291</guid>
		<description><![CDATA[มติชนรายวัน ฉบับประจำวันอังคารที่ 7 กุมภาพันธ์ 2555 &#160;           แม่น้ำลำคลอง ต้องให้มีกิจกรรมแบ่งปันและเผยแพร่ความรู้ควบคู่ไปกับมาตรการทางกฎหมาย ถึงจะขุดลอกและบำรุงรักษาใช้ระบายน้ำได้จริงในอนาคต           เพราะมาตรการทางกฎหมายอย่างเดียวมีมาตั้งแต่แผ่นดิน ร.5 แต่ไม่สำเร็จ มีพยานอยู่ในพระราชบัญญัติว่าด้วยธรรมเนียมคลอง พ.ศ. 2413 สรุปย่อๆ ว่า           1.   ห้ามเททิ้งสิ่งของลงคลอง 2. ห้ามทำสิ่งปลูกสร้างล้ำเข้าไปคลอง 3. ห้ามทำส้วมและถ่ายอุจจาระลงคลอง 4. ห้ามปลูกผักน้ำและต้นต่างๆ ในคลอง           ทั้ง 4 ข้อห้าม ไม่มีใครทำตาม จึงลามถึงทุกวันนี้           แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของ กยน. ครอบคลุม 3 ส่วน คือ พื้นที่ต้นน้ำ, กลางน้ำ, และท้ายน้ำ           เฉพาะพื้นที่ท้ายน้ำให้ความสำคัญการเร่งระบายน้ำและผลักดันน้ำ โดยเร่งแก้ไขอุปสรรคระบายน้ำ ได้แก่ ถนน, สิ่งก่อสร้างในลำน้ำที่ขวางการระบายน้ำ รวมถึงกำจัดวัชพืชน้ำและผักตบชวา ร่วมกับติดตั้งอุปกรณ์และเครื่องผลักดันน้ำออกสู่ทะเล           แม่น้ำลำคลองหลายสาย [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="color: #c0c0c0;">มติชนรายวัน ฉบับประจำวันอังคารที่ 7 กุมภาพันธ์ 2555</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><em>          </em>แม่น้ำลำคลอง ต้องให้มีกิจกรรมแบ่งปันและเผยแพร่ความรู้ควบคู่ไปกับมาตรการทางกฎหมาย ถึงจะขุดลอกและบำรุงรักษาใช้ระบายน้ำได้จริงในอนาคต</p>
<p><em>          </em>เพราะมาตรการทางกฎหมายอย่างเดียวมีมาตั้งแต่แผ่นดิน ร.5 แต่ไม่สำเร็จ มีพยานอยู่ในพระราชบัญญัติว่าด้วยธรรมเนียมคลอง พ.ศ. 2413 สรุปย่อๆ ว่า</p>
<p><em>          1.   </em><em>ห้ามเททิ้งสิ่งของลงคลอง 2. ห้ามทำสิ่งปลูกสร้างล้ำเข้าไปคลอง 3. ห้ามทำส้วมและถ่ายอุจจาระลงคลอง 4. ห้ามปลูกผักน้ำและต้นต่างๆ ในคลอง</em><em></em> <span id="more-12291"></span></p>
<p><em>          </em>ทั้ง 4 ข้อห้าม ไม่มีใครทำตาม จึงลามถึงทุกวันนี้</p>
<p><em>          </em>แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของ กยน. ครอบคลุม 3 ส่วน คือ พื้นที่ต้นน้ำ, กลางน้ำ, และท้ายน้ำ</p>
<p><em>          </em>เฉพาะพื้นที่ท้ายน้ำให้ความสำคัญการเร่งระบายน้ำและผลักดันน้ำ โดยเร่งแก้ไขอุปสรรคระบายน้ำ ได้แก่ ถนน, สิ่งก่อสร้างในลำน้ำที่ขวางการระบายน้ำ รวมถึงกำจัดวัชพืชน้ำและผักตบชวา ร่วมกับติดตั้งอุปกรณ์และเครื่องผลักดันน้ำออกสู่ทะเล</p>
<p><em>          </em>แม่น้ำลำคลองหลายสาย นอกจากมีวัชพืชน้ำและผักตบชวาที่มีขึ้นเองตามธรรมชาติแล้ว ชาวบ้านสองฝั่งยังทำแปลงลอยน้ำปลูกผักบุ้ง, ผักกระเฉด, ผักน้ำต่างๆ ส่งขายเป็นส่วนตัว เกือบเต็มพื้นที่แม่น้ำลำคลอง มีพยานอยู่แม่น้ำท่าจีนตอนบน</p>
<p><em>          </em>นี่เท่ากับเอาเปรียบผู้อื่น แล้วก่อให้เกิดปัญหาน้ำไหลไม่สะดวกจนล้นท่วมทั่วไปด้วย</p>
<p><em>          </em>กรมชลประทาน บอกว่าต้องเร่งแก้ไขฟ้องร้องขับไล่ผู้บุกรุกพื้นที่รับน้ำและที่ดินในเขตเส้นทางระบายน้ำทั่วประเทศมากกว่า 10,000 ราย กระจายหลายจังหวัด มีทั้งบุกรุกสร้างอาคารอยู่อาศัยและพาณิชยกรรม เกษตรกรรม</p>
<p><em>          </em>จะทำจริง แล้วทำได้หรือไม่? ยังไม่รู้ ต้องรอน้ำหลากท่วมใหม่</p>
<p><em>          </em>แม่น้ำลำคลองทุกแห่งควรมีป้ายบอกชื่อและอื่นๆ รวมถึงชื่อบ้านนามเมือง เช่น ภูเขา, ทุ่ง, หนอง, บึง ฯลฯ ก็ต้องทำพร้อมกันไป</p>
<p><em>          </em>เพราะมาตรการทางกฎหมายอย่างเดียวไม่พอแน่ๆ ต้องมีกิจกรรมความเคลื่อนไหวแบ่งปันและเผยแพร่ความรู้ประวัติศาสตร์สังคมของแม่น้ำลำคลองควบคู่ไปด้วย โดยผลิตซ้ำสม่ำเสมอตลอดปี ตลอดไป</p>
<p><em>          </em>แต่ใครจะทำ?</p>
<p><em>          </em>อธิบดีฯ ปริศนา พงษ์ทัดศิริกุล เคยมีกิจกรรมแบ่งปันเผยแพร่ชื่อบ้านนามเมืองเมื่อหลายปีมาแล้ว น่าจะทำต่อให้หมดดีไหม?</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sujitwongthes.com/2012/02/siam07022555/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ยศยิ่งฟ้า อยุธยายศล่มแล้ว</title>
		<link>http://www.sujitwongthes.com/2012/02/siam06022555/</link>
		<comments>http://www.sujitwongthes.com/2012/02/siam06022555/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 05 Feb 2012 17:00:40 +0000</pubDate>
		<dc:creator>graphic_dc</dc:creator>
				<category><![CDATA[สยามประเทศไทย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sujitwongthes.com/?p=12283</guid>
		<description><![CDATA[มติชนรายวัน ฉบับประจำวันจันทร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ 2555 &#160;           อยุธยา ยับเยินเกินจะฟื้นฟู มักกล่าวโทษพม่าด้วยความเคยชินที่ถูกครอบงำมานาน           แต่แท้จริงแล้วยับเยินด้วยฝีมือคนภายในไทยกันเองนี่แหละเป็นส่วนมาก เริ่มตั้งแต่รื้อกำแพงเมืองเอาอิฐไปสร้างกรุงเทพฯ แล้วก็รื้อกันต่อเนื่องมาจนทุกวันนี้ยังไม่หยุด           มีข่าวจากหนังสือพิมพ์ (31 มกราคม) ว่า           นายวิทยา ผิวผ่อง ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา กล่าวว่าขณะนี้ทราบเรื่องแนวกำแพงโบราณสถานวัดมหาธาตุ ตั้งอยู่ริมถนนนเรศวร ทรุดตัวและพังลงแล้ว และขณะนี้ตนได้สั่งการไปยังสำนักศิลปากรที่ 3 พระนครศรีอยุธยา ให้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบความเสียหายและทำสัญลักษณ์ให้นักท่องเที่ยวรู้ว่าเป็นจุดอันตราย เพื่อไม่ให้มีใครเข้าไปใกล้ ทั้งนี้ ยอมรับว่าจุดที่เกิดการทรุดและแตกร้าวลงนั้นเกิดจากปัญหาน้ำท่วมจริง           ส่วนกรณีที่ทางจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จะจัดงานยอยศยิ่งฟ้า อยุธยามรดกโลก และงานกาชาดประจำปี 2555 ระหว่างวันที่ 10-19 ก.พ. นี้โดยใช้พื้นที่บริเวณหลังวัดมหาธาตุทำการแสดงแสง สี เสียง สื่อผสม ซึ่งหลายคนเกรงว่าการแสดงและการจุดพลุอาจจะทำให้ตัวโบราณสถานวัดมหาธาตุเสียหายหนักมากไปกว่านี้นั้น           ล่าสุดได้แจ้งไปยังกลุ่มนักแสดง และกลุ่มผู้จัดงานแล้วว่า การแสดงแสงสีเสียงในปีนี้จะไม่ใช้ฉากการสู้รบและการจุดพลุแล้ว เนื่องจากการแสดงในลักษณะดังกล่าว รวมถึงการจุดพลุ อาจจะทำให้ตัวโบราณสถานที่ถูกน้ำท่วมนานได้รับความเสียหายมากขึ้น โดยจะเปลี่ยนการแสดงเป็นแสงสีเท่านั้น [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="color: #c0c0c0;">มติชนรายวัน ฉบับประจำวันจันทร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ 2555</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><em>          </em>อยุธยา ยับเยินเกินจะฟื้นฟู มักกล่าวโทษพม่าด้วยความเคยชินที่ถูกครอบงำมานาน</p>
<p><em>          </em>แต่แท้จริงแล้วยับเยินด้วยฝีมือคนภายในไทยกันเองนี่แหละเป็นส่วนมาก เริ่มตั้งแต่รื้อกำแพงเมืองเอาอิฐไปสร้างกรุงเทพฯ แล้วก็รื้อกันต่อเนื่องมาจนทุกวันนี้ยังไม่หยุด</p>
<p><em>          </em>มีข่าวจากหนังสือพิมพ์ (31 มกราคม) ว่า <span id="more-12283"></span></p>
<p><em>          นายวิทยา ผิวผ่อง ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา กล่าวว่าขณะนี้ทราบเรื่องแนวกำแพงโบราณสถานวัดมหาธาตุ ตั้งอยู่ริมถนนนเรศวร ทรุดตัวและพังลงแล้ว และขณะนี้ตนได้สั่งการไปยังสำนักศิลปากรที่ 3 พระนครศรีอยุธยา ให้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบความเสียหายและทำสัญลักษณ์ให้นักท่องเที่ยวรู้ว่าเป็นจุดอันตราย เพื่อไม่ให้มีใครเข้าไปใกล้ ทั้งนี้ ยอมรับว่าจุดที่เกิดการทรุดและแตกร้าวลงนั้นเกิดจากปัญหาน้ำท่วมจริง</em><em></em></p>
<p><em><em>          </em>ส่วนกรณีที่ทางจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จะจัดงานยอยศยิ่งฟ้า อยุธยามรดกโลก และงานกาชาดประจำปี 2555 ระหว่างวันที่ 10-19 ก.พ. นี้โดยใช้พื้นที่บริเวณหลังวัดมหาธาตุทำการแสดงแสง สี เสียง สื่อผสม ซึ่งหลายคนเกรงว่าการแสดงและการจุดพลุอาจจะทำให้ตัวโบราณสถานวัดมหาธาตุเสียหายหนักมากไปกว่านี้นั้น </em><em></em></p>
<p><em><em>          </em>ล่าสุดได้แจ้งไปยังกลุ่มนักแสดง และกลุ่มผู้จัดงานแล้วว่า การแสดงแสงสีเสียงในปีนี้จะไม่ใช้ฉากการสู้รบและการจุดพลุแล้ว เนื่องจากการแสดงในลักษณะดังกล่าว รวมถึงการจุดพลุ อาจจะทำให้ตัวโบราณสถานที่ถูกน้ำท่วมนานได้รับความเสียหายมากขึ้น โดยจะเปลี่ยนการแสดงเป็นแสงสีเท่านั้น</em><em></em></p>
<p><em><em>          </em>ส่วนเนื้อหาของเรื่องจะเน้นไปที่ความสัมพันธ์ระหว่างกรุงศรีอยุธยากับนานาประเทศ เพื่อจะได้เตรียมพร้อมรองรับกับการจัดงานมหกรรมเวิลด์ เอ็กซโป 2020 ซึ่งไทยเสนอจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ชิงพื้นที่การจัดงานนี้ด้วย</em><em></em></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><a href="http://www.sujitwongthes.com/wp-content/uploads/2012/02/Ayutthaya.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-12284" title="Ayutthaya" src="http://www.sujitwongthes.com/wp-content/uploads/2012/02/Ayutthaya.jpg" alt="" width="440" height="355" /></a></p>
<p><em>          </em></p>
<p><em>          </em>นี่ถือเป็นข่าวดี แต่ยังวางใจไม่ได้ เพราะเพิ่งพากันฉลองน้ำท่วมน้ำลดสร้างเวทีใหญ่ใส่กำแพงหลังวัดมหาธาตุไปหยกๆ โดยไม่เกรงฟ้าดิน</p>
<p><em>          </em>เรื่องจัดงานมหกรรมทำร้ายวัดมหาธาตุ เคยพูดกันนานหลายปีแล้ว ว่าไม่เหมาะไม่ควร แต่สถาบันการศึกษาและองค์กรธุรกิจหาฟังไม่</p>
<p><em>          </em>งานประเภทแสงและเสียงที่ทำกันทั่วไปในที่ต่างๆทั่วประเทศ เป็นงานเล่นเองดูเอง แล้วชื่นชมกันเอง ด้วยเงินงบประมาณจากภาษีอากรราษฎร แล้วจ้างบริษัทออร์แกไนเซอร์ที่มี“เงินทอน” จึงไม่ได้เป็นไปเพื่อท้องถิ่นจริงๆ</p>
<p><em>          </em>จะถึงเทศกาลสั่นสะเทือนวัดมหาธาตุอีกแล้ว ถึงจะไม่จุดพลุ ก็ประเคนเครื่องและสายไฟฟ้า รวมทั้งอุปกรณ์มโหฬารพันลึกใส่กำแพงหลังวัดมหาธาตุอยู่ดี</p>
<p><em>          </em>ยอยศยิ่งฟ้า แต่เหยียบย่ำเสียจนยศล่มแล้ว</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sujitwongthes.com/2012/02/siam06022555/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>มหาธาตุ อยุธยา กำแพงพังแล้ว</title>
		<link>http://www.sujitwongthes.com/2012/02/siam03022555/</link>
		<comments>http://www.sujitwongthes.com/2012/02/siam03022555/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 02 Feb 2012 17:00:48 +0000</pubDate>
		<dc:creator>graphic_dc</dc:creator>
				<category><![CDATA[สยามประเทศไทย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sujitwongthes.com/?p=12274</guid>
		<description><![CDATA[มติชนรายวัน ฉบับประจำวันศุกร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ 2555 &#160;           น้ำท่วมใหญ่ส่งผลให้อยุธยาออกอาการแท้จริงอย่างโจ่งแจ้ง เมื่อกำแพงวัดมหาธาตุที่เป็นซากทรุดโทรมนานมาแล้ว พังลงมาเอง &#160;           ผมเคยเขียนเตือนแล้วตั้งแต่น้ำลดเมื่อกลางธันวาคม 2554 (ฉบับวันจันทร์ที่ 12 ธันวาคม และวันศุกร์ที่ 16 ธันวาคม) จะคัดตัดตอนมาอ่านอีกที           โบราณสถานที่อยุธยาเพิ่งถูกน้ำท่วม ก็ยิ่งอยู่ในภาวะเสี่ยงอย่างสูง ไม่ควรด่วนเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมอย่างไม่จำกัด เพียงหวังผลกอบโกยรายได้จากนักท่องเที่ยวและจิตวิทยานักลงทุนอุตสาหกรรม           ผู้มีอำนาจเกี่ยวข้องกับการบูรณปฏิสังขรณ์อยุธยา ควรพิจารณาไตร่ตรอง ดังนี้           1. เปิดเข้าชมโบราณสถานอยุธยาอย่างจำกัดพื้นที่ ไม่ควรให้เข้าชมอย่างเสรีเหมือนแต่ก่อน โดยเฉพาะวัดสำคัญ เช่น วัดมหาธาตุ, วัดราชบุรณะ, วัดพระศรีสรรเพชญ์, วัดไชยวัฒนาราม, วัดโลกยสุธา(และบริเวณโดยรอบ), ฯลฯ ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ           ถ้าไม่ระวัง ก็พังแน่           กรณีโบราณสถานอยุธยา รัฐยังสะเปะสะปะทั้งทางเทคนิคและทางสังคม           ดังเห็นจากนักโบราณคดี กรมศิลปากร บอกสื่อว่าสมัยโบราณน้ำท่วมแหล่งโบราณสถานอยู่แล้ว-อยุธยาอยู่มา 400 ปี [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="color: #c0c0c0;">มติชนรายวัน ฉบับประจำวันศุกร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ 2555</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><em>          </em></strong>น้ำท่วมใหญ่ส่งผลให้อยุธยาออกอาการแท้จริงอย่างโจ่งแจ้ง เมื่อกำแพงวัดมหาธาตุที่เป็นซากทรุดโทรมนานมาแล้ว พังลงมาเอง</p>
<p>&nbsp;</p>
<div id="attachment_12275" class="wp-caption alignnone" style="width: 411px"><a href="http://www.sujitwongthes.com/wp-content/uploads/2012/02/Watmahathaat.jpg"><img class="size-full wp-image-12275    " title="Watmahathaat" src="http://www.sujitwongthes.com/wp-content/uploads/2012/02/Watmahathaat.jpg" alt="" width="401" height="239" /></a><p class="wp-caption-text">กำแพงพัง - กำแพงโบราณสถานวัดมหาธาตุ ในพื้นที่อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ต. ประตูชัย จ. พระนครศรีอยุธยา ได้พังทลายและทรุดตัวเป็นแนวยาว 10 เมตร สาเหตุน่ามาจากน้ำท่วมเมื่อปลายปี 2554 เมื่อวันที่ 30 มกราคม (ที่มา : มติชน ฉบับวันที่ 31 มกราคม 2555 หน้า 1)</p></div>
<p><strong><em><br />
</em></strong><em></em></p>
<p><em><strong><em>          </em></strong></em>ผมเคยเขียนเตือนแล้วตั้งแต่น้ำลดเมื่อกลางธันวาคม 2554 (ฉบับวันจันทร์ที่ 12 ธันวาคม และวันศุกร์ที่ 16 ธันวาคม) จะคัดตัดตอนมาอ่านอีกที <span id="more-12274"></span></p>
<p><strong><em>          </em></strong>โบราณสถานที่อยุธยาเพิ่งถูกน้ำท่วม ก็ยิ่งอยู่ในภาวะเสี่ยงอย่างสูง ไม่ควรด่วนเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมอย่างไม่จำกัด เพียงหวังผลกอบโกยรายได้จากนักท่องเที่ยวและจิตวิทยานักลงทุนอุตสาหกรรม</p>
<p><strong><em>          </em></strong>ผู้มีอำนาจเกี่ยวข้องกับการบูรณปฏิสังขรณ์อยุธยา ควรพิจารณาไตร่ตรอง ดังนี้</p>
<p><strong><em>          </em></strong>1. <strong>เปิดเข้าชมโบราณสถานอยุธยาอย่างจำกัดพื้นที่ </strong>ไม่ควรให้เข้าชมอย่างเสรีเหมือนแต่ก่อน โดยเฉพาะวัดสำคัญ เช่น วัดมหาธาตุ, วัดราชบุรณะ, วัดพระศรีสรรเพชญ์, วัดไชยวัฒนาราม, วัดโลกยสุธา(และบริเวณโดยรอบ), ฯลฯ ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ</p>
<p><strong><em>          ถ้าไม่ระวัง ก็พังแน่</em></strong><strong><em></em></strong></p>
<p><strong><strong><em>          </em></strong>กรณีโบราณสถานอยุธยา รัฐยังสะเปะสะปะทั้งทางเทคนิคและทางสังคม</strong><strong></strong></p>
<p><strong><em>          </em></strong>ดังเห็นจากนักโบราณคดี กรมศิลปากร บอกสื่อว่า<em>สมัยโบราณน้ำท่วมแหล่งโบราณสถานอยู่แล้ว</em><em>-</em><em>อยุธยาอยู่มา 400 ปี น้ำก็ท่วมเกือบทุกปี ทำไมอยู่ได้ แล้วปัจจุบันน้ำท่วมแค่ 2-3 เดือน ทำไมจะอยู่ไม่ได้</em><em></em></p>
<p><strong><em>          </em></strong>แท้จริงแล้วต้องศึกษาและทำความเข้าใจเชิงวิชาการก่อน ไม่ใช่สรุปแบบกำปั้นทุบดินด้วยสามัญสำนึกจากประสบการณ์ส่วนตัวที่คับแคบ เพราะ</p>
<p><strong><em>          </em></strong>1. ยุคอยุธยายังมีชีวิต บรรดาสิ่งก่อสร้างทั้งหลายไม่ใช่“โบราณสถาน”เหลือแต่ซากอย่างที่เห็นทุกวันนี้ หากแต่เป็นศาสนสถานหรือราชสถานใช้งานจริง จึงมีโครงสร้างแข็งแรง เช่น มีปูนห่อหุ้ม, มีสีทา, และมีอุปกรณ์อื่นๆพยุงค้ำยันเพิ่มความแข็งแรง</p>
<p><strong><em>          </em></strong>ขณะเดียวกันก็มีช่างหลวง ช่างชาวบ้านที่เป็นข้าพระกับเลกวัดดูแลแก้ไขปรับปรุงให้คงทนทุกวันทุกเดือนทุกปี</p>
<p><strong><em>          </em></strong>2. น้ำท่วมยุคอยุธยาต่างกันมากกับน้ำท่วมคราวนี้ ตั้งแต่คุณภาพน้ำ, น้ำไม่ขัง เพราะท่วมขึ้นๆลงๆตามแรงดึงดูดดวงจันทร์, น้ำไม่เน่า, ฯลฯ</p>
<p><strong><em>          </em></strong>ที่สำคัญคือไม่เคยพบหลักฐานหรือร่องรอยในตำนานพงศาวดาร ว่าอยุธยาเคยถูกน้ำท่วมครั้งใหญ่หลวงเหมือนน้ำท่วมนครวัด และเหมือนคราวนี้น้ำท่วมนานนับเดือน</p>
<p><strong><em>          </em></strong>ฉะนั้น อย่าชักใบให้เรือเสีย เพราะนี่ไม่ใช่เรื่องตลกเล่นๆเหมือนที่ทำกันเป็นวัฒนธรรมข้าราชการ</p>
<p><strong><em>          </em></strong>ขณะที่รัฐต้องรอพึ่งพาอาศัยวิชาความรู้ทางเทคโนโลยีจากนานาชาติ(คือยูเนสโกที่เคยถูกปฏิเสธจากนักวิชาการโบราณคดีบางพวก) เพื่อปฏิสังขรณ์โบราณสถานอยุธยา</p>
<p><strong><em>          </em></strong>รัฐก็ต้องประสานงานกันอย่างกลมกลืนด้วยระหว่างหน่วยงานต่างๆในภาครัฐ และระหว่างภาครัฐกับภาคสังคมอย่างเท่าเทียม</p>
<p><strong><em><strong><em>          </em></strong>ภาคสังคมในที่นี้ไม่ใช่“จิตอาสา”ปีนป่ายเก็บกวาดโบราณสถานอย่างที่ทำๆกัน (เพราะไม่มีแผนงานจะทำอะไรก่อนหลัง) เพื่อขอให้ได้ออกสื่อเท่านั้น</em></strong><strong><em></em></strong></p>
<p><strong><em>          </em></strong>แต่หมายถึงแบ่งปันแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์และวิชาการน้ำท่วมโบราณสถานครั้งใหญ่หลวงที่ทุกคนไม่เคยเผชิญมาก่อน เพื่อหาลู่ทางป้องกันอย่างถาวรและชั่วคราวในปีต่อไปที่น้ำจะท่วมอีกแน่</p>
<p><strong><em>          </em></strong>ขณะเดียวกันก็กระตุ้นสำนึกร่วมให้เกิดขึ้นทั่วไปเพื่อแบ่งปันข้อมูลความรู้ประวัติศาสตร์สังคมและวัฒนธรรมทั้งของไทยและของอุษาคเนย์</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sujitwongthes.com/2012/02/siam03022555/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ละว้า, กะเหรี่ยง สุพรรณบุรี บรรพชนคนไทยสายหนึ่งอยู่ที่นี่</title>
		<link>http://www.sujitwongthes.com/2012/02/siam01022555/</link>
		<comments>http://www.sujitwongthes.com/2012/02/siam01022555/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 31 Jan 2012 17:00:07 +0000</pubDate>
		<dc:creator>graphic_dc</dc:creator>
				<category><![CDATA[สยามประเทศไทย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sujitwongthes.com/?p=12258</guid>
		<description><![CDATA[มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพุธที่ 1 กุมภาพันธ์ 2555 &#160;           แม่น้ำท่าว้า สุพรรณบุรี เป็นแม่น้ำท่าจีน (แม่น้ำสุพรรณ) สายเก่า เริ่มที่เขต อ. สามชุก ต่อกับ อ. เดิมบางนางบวช สุพรรณบุรี ไหลลงทางใต้ไป อ. อู่ทอง และ อ. สองพี่น้อง           ผมเดาไว้คราวก่อน (ฉบับวันอังคารที่ 17 มกราคม 2555) ว่าชื่อแม่น้ำท่าว้า น่าจะมาจากคำเต็มว่า “ท่าละว้า” เพราะมีพวกละว้า (ตระกูลมอญ-เขมร ทางเหนือเรียก ลัวะ) ตั้งหลักแหล่งอยู่บริเวณนั้นจนถึงสมัย ร.3 ยังมีพยานอยู่ในโคลงนิราศสุพรรณของสุนทรภู่           ชื่อ ละว้า ยังติดอยู่กับชื่ออื่นๆ อีก เช่น กล้วยน้ำว้า หมายถึงกล้วยน้ำที่เป็นพันธุ์ของพวกละว้า เป็นต้น           ทองเอื้อม เจริญจ่ม (112 ถนนไร่ฝ้าย [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="color: #c0c0c0;">มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพุธที่ 1 กุมภาพันธ์ 2555</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>          แม่น้ำท่าว้า</strong> สุพรรณบุรี เป็นแม่น้ำท่าจีน (แม่น้ำสุพรรณ) สายเก่า เริ่มที่เขต อ. สามชุก ต่อกับ อ. เดิมบางนางบวช สุพรรณบุรี ไหลลงทางใต้ไป อ. อู่ทอง และ อ. สองพี่น้อง</p>
<p><strong>          </strong>ผมเดาไว้คราวก่อน (ฉบับวันอังคารที่ 17 มกราคม 2555) ว่าชื่อแม่น้ำท่าว้า น่าจะมาจากคำเต็มว่า “ท่าละว้า” เพราะมีพวกละว้า (ตระกูลมอญ-เขมร ทางเหนือเรียก ลัวะ) ตั้งหลักแหล่งอยู่บริเวณนั้นจนถึงสมัย ร.3 ยังมีพยานอยู่ในโคลงนิราศสุพรรณของสุนทรภู่</p>
<p><strong>          </strong>ชื่อ ละว้า ยังติดอยู่กับชื่ออื่นๆ อีก เช่น <strong>กล้วยน้ำว้า</strong> หมายถึงกล้วยน้ำที่เป็นพันธุ์ของพวกละว้า เป็นต้น <span id="more-12258"></span></p>
<p><strong><strong>          </strong>ทองเอื้อม เจริญจ่ม</strong> (112 ถนนไร่ฝ้าย ต. รั้วใหญ่ อ. เมืองฯ จ. สุพรรณบุรี) เขียนบอกให้รู้เรื่องละว้าเพิ่มเติมอีกว่า</p>
<p><em><strong>          </strong>“ราวปีศูนย์หกได้มีโอกาสพบกำนันหอม ขวัญงาม มีอายุแล้ว ตำบลสระแก้ว อ. เมืองสุพรรณบุรี ฟังจากคำบอกเล่าของแก ได้ถ้อยคำดังนี้</em><em></em></p>
<p><em><strong>          </strong>ท่าว้าเป็นบริเวณที่พวกกะเหรี่ยงละว้า บรรทุกแร่จากเมืองกาญจน์ มาข้ามลำน้ำนี้  ส่งส่วยไปกรุงศรีอยุธยาแต่ครั้งโบราณ”</em><em></em></p>
<p><strong>          </strong>เมื่อสุนทรภู่ไปสุพรรณคราวนั้นเพื่อ “เล่นแร่แปรธาตุ” เพราะถูกหลอก <em>“ลาวมันลวงว่าแร่แปรเป็นทอง”</em> จึงไปขอให้กะเหรี่ยงสามชุก พาไปหาละว้าในดงป่าต้นน้ำท่าว้า</p>
<p><strong>          </strong>ฝ่ายพวกละว้าต้อนรับขับสู้ทำข้าวปลาอาหารเลี้ยงดูอิ่มหนำ มีในโคลงนิราศสุพรรณบอกว่า</p>
<p><em><strong>          </strong>๏ กะเหรี่ยงปะละว้ารับ                    นับถือ</em><em></em></p>
<p><em><strong>          </strong>พาเข้าเหย้าเรือนคือ                       พี่น้อง</em><em></em></p>
<p><em><strong>          </strong>โหมไฟใส่ฟืนฮือ                           ให้นั่ง อังเอย</em><em></em></p>
<p><em><strong>          </strong>เช้าเพื่อนเกลื่อนมาพร้อง                 พรักพร้อมล้อมสลอน</em><em></em></p>
<p><em><strong>          </strong>๏ ละว้าเถือเนื้อสดให้                      ใส่กะบุง</em><em></em></p>
<p><em><strong>          </strong>หนุ่มแต่งแกงเผ็ดปรุง                     เปราะพร้อม</em><em></em></p>
<p><em><strong>          </strong>กินข้างเหล่ากระเหรี่ยงมุม               มองปาก อยากแฮ</em><em></em></p>
<p><em><strong>          </strong>เสร็จสรรพกับกระเหรี่ยงล้อม           กะทะลิ้มชิมแกง</em><em></em></p>
<p><strong>          </strong>กะเหรี่ยงกับละว้า กลุ่มที่สุนทรภู่ไปพบปะครั้งนั้น หลังจากนั้นไปไหน?</p>
<p><strong>          </strong>ขอเดาว่าน่าจะสืบสายตระกูลต่อมา แล้วกลายเป็นคนไทย “เหน่อ” เมืองสุพรรณไปนานแล้ว</p>
<p><strong>          </strong>เพราะคนไทยไม่ได้มาจากไหน? แต่คนไทยอยู่ที่นี่ อยู่ประสมประสานทางเผ่าพันธุ์กันอย่างนี้มาหลายพันปีแล้ว</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sujitwongthes.com/2012/02/siam01022555/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>มิวเซียมเพื่อใคร? ในภาคตะวันออก</title>
		<link>http://www.sujitwongthes.com/2012/01/siam31012555/</link>
		<comments>http://www.sujitwongthes.com/2012/01/siam31012555/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 30 Jan 2012 17:00:38 +0000</pubDate>
		<dc:creator>graphic_dc</dc:creator>
				<category><![CDATA[สยามประเทศไทย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sujitwongthes.com/?p=12211</guid>
		<description><![CDATA[มติชนรายวัน ฉบับประจำวันอังคารที่ 31 มกราคม 2555 &#160;           มิวเซียมดีๆ ต้องมีเนื้อหาที่เต็มไปด้วย “พลังแห่งการเล่าเรื่อง”อย่างง่ายๆ ให้คนทั่วไปทุกระดับรู้จักและเข้าใจความเป็นมา           แล้วเป็นพลังสร้างสรรค์สิ่งใหม่ โดยไม่ต้องลงทุนสูง เพื่อทำรูปแบบหรูหราด้วยเฟอร์นิเจอร์ทันสมัยและอุปกรณ์ไฮเทค           พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติของไทยจัดแบบ “ประวัติศาสตร์ศิลปะ” ยุคอาณานิคม เหมือนกันเกือบทั่วประเทศ โดยให้ความสำคัญที่รูปแบบหรูหรา แล้วลงทุนสูง           แต่เนื้อหาแทบไม่มี ที่มีก็เข้าใจยากมาก และไม่เล่าเรื่องอะไรให้เข้าใจเลย จึงเหมาะเฉพาะ“ผู้ดี”นักปราชญ์ทางประวัติศาสตร์ศิลปะ กับนักสะสมและขายของเก่า           ที่ ม. บูรพา บางแสน ชลบุรี มีการจัดแสดงเหมือนมิวเซียมอยู่ใน “หอศิลปะและวัฒนธรรมภาคตะวันออก” โดยให้ความสำคัญแสดงการทำงานขุดค้นของนักโบราณคดีในภาคตะวันออก มากกว่าแสดงประวัติความเป็นมาของดินแดนและผู้คนที่นั่น           ฉะนั้น คนจะดูรู้เรื่องและสนุกได้ ก็เฉพาะพวกนักโบราณคดีกันเองที่ไปขุดค้นด้วยกันเท่านั้น เสมือนเป็นอนุสรณ์สถานของพวกโบราณคดี คนอื่นดูไม่เข้าใจ ไม่รู้เรื่อง           ที่มีแสดงขณะนี้เป็น “ข้อมูลดิบ” ล้วนๆ เรื่องการขุดค้นของนักโบราณคดี โดยไม่ได้อธิบายลักษณะสังคมวัฒนธรรมและวิถีชีวิตที่ตกผลึกจากการค้นคว้าวิจัยตามหลักฐานโบราณคดี ซึ่งทำได้ไม่ยาก แต่ไม่ได้ทำ           ผู้บริหาร [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="color: #c0c0c0;">มติชนรายวัน ฉบับประจำวันอังคารที่ 31 มกราคม 2555</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>          </strong>มิวเซียมดีๆ ต้องมีเนื้อหาที่เต็มไปด้วย “พลังแห่งการเล่าเรื่อง”อย่างง่ายๆ ให้คนทั่วไปทุกระดับรู้จักและเข้าใจความเป็นมา</p>
<p><strong>          </strong>แล้วเป็นพลังสร้างสรรค์สิ่งใหม่ โดยไม่ต้องลงทุนสูง เพื่อทำรูปแบบหรูหราด้วยเฟอร์นิเจอร์ทันสมัยและอุปกรณ์ไฮเทค</p>
<p><strong>          </strong>พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติของไทยจัดแบบ “ประวัติศาสตร์ศิลปะ” ยุคอาณานิคม เหมือนกันเกือบทั่วประเทศ โดยให้ความสำคัญที่รูปแบบหรูหรา แล้วลงทุนสูง <span id="more-12211"></span></p>
<p><strong>          </strong>แต่เนื้อหาแทบไม่มี ที่มีก็เข้าใจยากมาก และไม่เล่าเรื่องอะไรให้เข้าใจเลย จึงเหมาะเฉพาะ“ผู้ดี”นักปราชญ์ทางประวัติศาสตร์ศิลปะ กับนักสะสมและขายของเก่า</p>
<p><strong>          </strong>ที่ ม. บูรพา บางแสน ชลบุรี มีการจัดแสดงเหมือนมิวเซียมอยู่ใน<strong> “หอศิลปะและวัฒนธรรมภาคตะวันออก”</strong> โดยให้ความสำคัญแสดงการทำงานขุดค้นของนักโบราณคดีในภาคตะวันออก มากกว่าแสดงประวัติความเป็นมาของดินแดนและผู้คนที่นั่น</p>
<p><strong>          </strong>ฉะนั้น คนจะดูรู้เรื่องและสนุกได้ ก็เฉพาะพวกนักโบราณคดีกันเองที่ไปขุดค้นด้วยกันเท่านั้น เสมือนเป็นอนุสรณ์สถานของพวกโบราณคดี คนอื่นดูไม่เข้าใจ ไม่รู้เรื่อง</p>
<p><strong>          </strong>ที่มีแสดงขณะนี้เป็น “ข้อมูลดิบ” ล้วนๆ เรื่องการขุดค้นของนักโบราณคดี โดยไม่ได้อธิบายลักษณะสังคมวัฒนธรรมและวิถีชีวิตที่ตกผลึกจากการค้นคว้าวิจัยตามหลักฐานโบราณคดี ซึ่งทำได้ไม่ยาก แต่ไม่ได้ทำ</p>
<p><strong>          </strong>ผู้บริหาร ม. บูรพา ควรแก้ไขปรับปรุงให้เป็นมิวเซียมท้องถิ่น ที่มีพลังเล่าเรื่องความเป็นมาของดินแดนและผู้คนภาคตะวันออก อย่างน้อยตั้งแต่ราว 3,000 ปีมาแล้ว</p>
<p><strong>          </strong>โดยยกย่อง “เจ้าแม่โคกพนมดี” (อ. พนัสนิคม จ. ชลบุรี) เป็นจุดสนใจ แล้วแสดงพัฒนาการทางสังคมวัฒนธรรมสืบมาไม่ขาดสาย จนเป็น“คนไทย”ทุกวันนี้</p>
<p><strong>          </strong>ชื่อบ้านนามเมืองมักบอกความเป็นมาของชุมชนท้องถิ่นนั้นๆ ที่มิวเซียมควรจัดแสดงบอกไว้ด้วย ตั้งแต่ ชื่อจังหวัด, อำเภอ, ตำบล, หมู่บ้าน, แม่น้ำลำคลอง, ภูเขา, หาด, เกาะ, ฯลฯ</p>
<p><strong>          รวมทั้งควรมีประวัติความเป็นมาของบางแสน และ ม. บูรพา</strong></p>
<p><strong>          </strong>ภาพถ่ายเก่า, รูปวาดลายเส้นของชาวยุโรป, แผนที่เก่าจากสมุดไตรภูมิ, ฯลฯ ซึ่งมีอีกหลากหลาย ล้วนต้องเอามาแสดงทั้งนั้น</p>
<p><strong>          </strong>ถ้าทำได้อย่างที่บอกมาก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อคนท้องถิ่นที่สนใจใคร่รู้ กับเป็นแหล่งท่องเที่ยวคู่กับสถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเลซึ่งอยู่ติดกัน</p>
<p><strong>          </strong>แต่สำคัญที่สุดคือเป็นแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นของภาคตะวันออกให้ครูอาจารย์พานักเรียนมาศึกษาอย่างสนุกสนาน ถ้าไม่ตอบสนองอย่างนี้ก็ไม่มีใครอยากดู แล้วต้องปล่อยร้างเหมือนถ้ำผีสิง</p>
<p><strong>          </strong>มิวเซียมมีชีวิตได้ก็ด้วยกิจกรรมสร้างสรรค์อย่างสม่ำเสมอเกี่ยวกับสังคมและวัฒนธรรม ทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ถ้าไม่มีกิจกรรมก็รอวันตาย เหมือนที่เป็นอยู่ขณะนี้</p>
<p><strong>          </strong>แต่ทั้งหมดขึ้นอยู่กับโลกทรรศน์และวิสัยทัศน์ของผู้บริหารว่ากว้างแคบสั้นยาวขนาดไหน? อย่างไร?</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sujitwongthes.com/2012/01/siam31012555/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>พลังแห่งการเล่าเรื่อง ขาดแคลนในสังคมไทย</title>
		<link>http://www.sujitwongthes.com/2012/01/siam30012555/</link>
		<comments>http://www.sujitwongthes.com/2012/01/siam30012555/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 29 Jan 2012 17:00:01 +0000</pubDate>
		<dc:creator>graphic_dc</dc:creator>
				<category><![CDATA[สยามประเทศไทย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sujitwongthes.com/?p=12205</guid>
		<description><![CDATA[มติชนรายวัน ฉบับประจำวันจันทร์ที่ 30 มกราคม 2555 &#160;           สังคมไทยขาดแคลน “คนเล่าเรื่อง” ที่พูดจาให้ประชาชนคนฟังทั่วไป “รู้เรื่อง” ที่กำลังพูด           แต่เต็มไปด้วยนักวิชาการ “เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ” ท่องจำทฤษฎีฝรั่งทั้งดุ้นมาพ่นน้ำลายแตกฟองด้วยศัพท์แสงแสดงเทคนิคสูงส่งที่ไม่มีใครฟังรู้เรื่อง           วิกฤตการณ์น้ำท่วมที่ผ่านมา ขาด “คนเล่าเรื่อง” ที่พูดให้ประชาชน “รู้เรื่อง” ประเด็นสำคัญนี้มีในบทบรรณาธิการวารสารเพื่อน สื่อสาธารณะ (แจกฟรี) ของสถานีโทรทัศน์ Thai PBS (Vol. 1 ฉบับที่ 1 ประจำเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2554) มีตอนหนึ่งว่า           “หากไม่นับเรื่องการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งเป็นเรื่องยากที่พอเข้าใจได้ และไม่มีใครถือสา และหากไม่นับเรื่องความไม่พร้อมในการเผชิญหน้าต่อการจัดการภัยพิบัติของรัฐไทยแล้ว           ต้องยอมรับว่าเหตุที่ทำให้ประชาชนเกิดความสับสนอลหม่านนำมาซึ่งความไร้ระเบียบมากที่สุดนั้น มาจากการที่ฝ่ายรับผิดชอบแก้ไขปัญหา ขาด ‘คนเล่าเรื่อง’ ที่พูดให้ประชาชนรู้เรื่อง’           เมื่อประชาชนไม่เข้าใจว่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้น ความสับสนก็มาแทนที่”           “นักเทคนิคและวิศวกรวาดภาพจำลองแผนงาน (Scenario) ด้วยศัพท์แสงทางเทคนิค ประกอบแผนที่แผ่นเล็กๆที่ไม่มีใครดูรู้เรื่อง”           [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="color: #c0c0c0;">มติชนรายวัน ฉบับประจำวันจันทร์ที่ 30 มกราคม 2555</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>          </strong>สังคมไทยขาดแคลน “คนเล่าเรื่อง” ที่พูดจาให้ประชาชนคนฟังทั่วไป “รู้เรื่อง” ที่กำลังพูด</p>
<p><strong>          </strong>แต่เต็มไปด้วยนักวิชาการ “เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ” ท่องจำทฤษฎีฝรั่งทั้งดุ้นมาพ่นน้ำลายแตกฟองด้วยศัพท์แสงแสดงเทคนิคสูงส่งที่ไม่มีใครฟังรู้เรื่อง</p>
<p><strong>          </strong>วิกฤตการณ์น้ำท่วมที่ผ่านมา ขาด “คนเล่าเรื่อง” ที่พูดให้ประชาชน “รู้เรื่อง” ประเด็นสำคัญนี้มีในบทบรรณาธิการวารสาร<strong>เพื่อน</strong> สื่อสาธารณะ (แจกฟรี) ของสถานีโทรทัศน์ Thai PBS (Vol. 1 ฉบับที่ 1 ประจำเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2554) มีตอนหนึ่งว่า <span id="more-12205"></span></p>
<p><em><strong>          </strong>“หากไม่นับเรื่องการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งเป็นเรื่องยากที่พอเข้าใจได้ และไม่มีใครถือสา และหากไม่นับเรื่องความไม่พร้อมในการเผชิญหน้าต่อการจัดการภัยพิบัติของรัฐไทยแล้ว </em><em></em></p>
<p><em><strong>          </strong>ต้องยอมรับว่าเหตุที่ทำให้ประชาชนเกิดความสับสนอลหม่านนำมาซึ่งความไร้ระเบียบมากที่สุดนั้น มาจากการที่ฝ่ายรับผิดชอบแก้ไขปัญหา ขาด </em><em>‘คนเล่าเรื่อง’ ที่พูดให้ประชาชนรู้เรื่อง’</em></p>
<p><em><strong>          </strong>เมื่อประชาชนไม่เข้าใจว่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้น ความสับสนก็มาแทนที่”</em><em></em></p>
<p><strong>          “นักเทคนิคและวิศวกรวาดภาพจำลองแผนงาน (</strong><strong>Scenario) ด้วยศัพท์แสงทางเทคนิค ประกอบแผนที่แผ่นเล็กๆที่ไม่มีใครดูรู้เรื่อง”</strong></p>
<p><strong>          </strong>บทบรรณาธิการวารสารเพื่อนบอกอีกว่า <em>โลกยุคโบราณรู้จักใช้พลังแห่งการเล่าเรื่องสร้างผลลัพธ์ทางการเมืองมาเนิ่นนาน ผู้นำโรมันใช้วัฒนธรรมการเล่าเรื่องสร้างฉันทานุมัติและการยอมรับของประชาชน ผู้นำที่ยิ่งใหญ่ล้วนมีความเชี่ยวชาญในการเล่าเรื่องทั้งต่อหน้าสาธารณชนและกลุ่มการเมือง เช่น จูเลียต ซีซาร์ ใช้พลังการเล่าเรื่องโน้มน้าวใจประชาชนชาวโรมัน เพื่อยอมให้โรมเข้าแทรกแซงการเมืองอียิปต์และค้ำประกันอำนาจของคลีโอพัตรา</em><em></em></p>
<p><strong>          </strong>ผมขอเพิ่มเติมอีกว่า พุทธประวัติและชาดกต่างๆ มีพลังแห่งการเล่าเรื่องสูงส่งมากสืบจนทุกวันนี้</p>
<p><strong>          </strong>ตำนานนิทานพงศาวดารของไทย ก็เต็มไปด้วยพลังแห่งการเล่าเรื่อง จึงส่งอิทธิพลให้ประวัติศาสตร์แห่งชาติเสมือน “นิยาย” ที่มีพลังครองใจคนไม่เสื่อมคลายจนปัจจุบัน</p>
<p><strong>          </strong>แต่สถาบันการศึกษาของไทยตัดทิ้งตำนานนิทานพงศาวดารและวรรณคดี เพราะไม่มีในตำราฝรั่งที่ครูอาจารย์จำมาจากสถาบันทางตะวันตก</p>
<p><strong>          </strong>นักเรียนนักศึกษาไทยเลยไม่ตระหนักถึงพลังแห่งการเล่าเรื่อง จึงเรียบเรียงข้อเขียนด้วยพรรณนาโวหารให้คนอ่านรู้เรื่องอย่างง่ายๆ ไม่ได้ ส่งผลให้พูดจาประสาคนธรรมดาๆ ไม่รู้เรื่อง สื่อสารกับคนอื่นไม่เข้าใจ</p>
<p><strong>          </strong>มีพยานเห็นได้จากเอกสารเผยแพร่ของราชการ, ข้อความบนแผ่นป้ายอธิบายโบราณสถาน, คำอธิบายของภัณฑารักษ์ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ที่ต้องเล่าเรื่องประวัติศาสตร์โบราณคดี, ฯลฯ ที่คนทั่วไปอ่านไม่เข้าใจ ฟังไม่รู้เรื่อง</p>
<p><strong>          </strong>เพราะสังคมไทยขาดแคลน“คนเล่าเรื่อง”ทางประวัติศาสตร์โบราณคดีและพิพิธภัณฑ์ที่พูดให้คนทั่วไป “รู้เรื่อง” ความเป็นมาของไทยและเพื่อนบ้านในประชาคมอาเซียน</p>
<p><strong>          </strong>ปัญหาขัดแย้งแล้วตัดสินรุนแรงถึงมีไม่รู้จบ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sujitwongthes.com/2012/01/siam30012555/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>อยุธยา มี “คุณค่า”  ทำให้มี “มูลค่า” ก็ได้</title>
		<link>http://www.sujitwongthes.com/2012/01/siam27012555/</link>
		<comments>http://www.sujitwongthes.com/2012/01/siam27012555/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 26 Jan 2012 17:00:00 +0000</pubDate>
		<dc:creator>graphic_dc</dc:creator>
				<category><![CDATA[สยามประเทศไทย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sujitwongthes.com/?p=12202</guid>
		<description><![CDATA[มติชนรายวัน ฉบับประจำวันศุกร์ที่ 27 มกราคม 2555 &#160;           โบราณศิลปวัตถุ นอกจากมี“คุณค่า”เป็นหลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดีแล้ว ยังเป็นพลังบันดาลใจให้เกิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ หรือ creative economy อย่างมี “มูลค่า” ได้ด้วย           อยุธยา ราชอาณาจักรสยามแห่งแรก เป็นศูนย์กลางการค้านานาชาติ หรือที่นัดพบของตะวันตก กับตะวันออก และตะวันออกกลาง จึงพบโบราณศิลปวัตถุและสิ่งอื่นๆ จากบ้านเมืองเหล่านั้นตกเรี่ยราดกระจัดกระจายอยู่ในที่ต่างๆ ของอยุธยา           กรมศิลปากรเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์ก็มี ยังไม่เก็บก็มี           ที่เก็บไว้จัดแสดงก็มี ยังไม่จัดแสดงก็มี           โบราณศิลปวัตถุที่เป็นรูปธรรม และสิ่งอื่นๆ ที่เป็นนามธรรมของนานาชาตินั้น ถ้าบริหารจัดการอย่างมือถึงและใจถึง ล้วนมีคุณค่า แล้วสร้างมูลค่าได้ด้วย           อาจมีผู้ทักท้วงว่าโบราณศิลปวัตถุไม่ควรเป็นสินค้าสร้างมูลค่า           ก็อธิบายว่าไม่ได้เอาตัวโบราณศิลปวัตถุมาเป็นสินค้า แต่ยกเป็นพลังบันดาลใจให้ทำเลียนแบบ “ขาย” เช่นเดียวกับ Metropolitan museum ในสหรัฐ ทำขายนานแล้ว           เครื่องประดับหลายอย่างของคนปัจจุบัน ทำเลียนแบบของโบราณ กระทั่ง “ตลาดน้ำ” [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="color: #c0c0c0;">มติชนรายวัน ฉบับประจำวันศุกร์ที่ 27 มกราคม 2555</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>          </strong>โบราณศิลปวัตถุ นอกจากมี“คุณค่า”เป็นหลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดีแล้ว ยังเป็นพลังบันดาลใจให้เกิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ หรือ creative economy อย่างมี “มูลค่า” ได้ด้วย</p>
<p><strong>          อยุธยา ราชอาณาจักรสยามแห่งแรก</strong> เป็นศูนย์กลางการค้านานาชาติ หรือที่นัดพบของตะวันตก กับตะวันออก และตะวันออกกลาง จึงพบโบราณศิลปวัตถุและสิ่งอื่นๆ จากบ้านเมืองเหล่านั้นตกเรี่ยราดกระจัดกระจายอยู่ในที่ต่างๆ ของอยุธยา <span id="more-12202"></span></p>
<p><strong>          </strong>กรมศิลปากรเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์ก็มี ยังไม่เก็บก็มี</p>
<p><strong>          </strong>ที่เก็บไว้จัดแสดงก็มี ยังไม่จัดแสดงก็มี</p>
<p><strong>          </strong>โบราณศิลปวัตถุที่เป็นรูปธรรม และสิ่งอื่นๆ ที่เป็นนามธรรมของนานาชาตินั้น ถ้าบริหารจัดการอย่างมือถึงและใจถึง ล้วนมีคุณค่า แล้วสร้างมูลค่าได้ด้วย</p>
<p><strong>          </strong>อาจมีผู้ทักท้วงว่าโบราณศิลปวัตถุไม่ควรเป็นสินค้าสร้างมูลค่า</p>
<p><strong>          </strong>ก็อธิบายว่าไม่ได้เอาตัวโบราณศิลปวัตถุมาเป็นสินค้า แต่ยกเป็นพลังบันดาลใจให้ทำเลียนแบบ “ขาย” เช่นเดียวกับ Metropolitan museum ในสหรัฐ ทำขายนานแล้ว</p>
<p><strong>          </strong>เครื่องประดับหลายอย่างของคนปัจจุบัน ทำเลียนแบบของโบราณ กระทั่ง “ตลาดน้ำ” ที่ขายดิบขายดีทุกวันนี้ ก็เลียนแบบตลาดยุคก่อนๆ</p>
<p><strong>          </strong>ถ้าสถาบันการศึกษาทำหน้าที่ค้นคว้าวิจัยแล้วแบ่งปันเผยแพร่ข้อมูลความรู้ให้กว้างขวางสม่ำเสมอ ก็จะยิ่งทำให้เกิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ถูกต้องดีงามได้อีกหลายๆ อย่าง โดยไม่บิดเบือนประวัติศาสตร์</p>
<p><strong>          </strong>ปัญหาอยู่ที่สถาบันการศึกษาของไทยไม่แข็งแรงทางความรู้ความเข้าใจในประวัติศาสตร์สังคมและวัฒนธรรม ทั้งของราษฎร์และของหลวง เลยมองไม่เห็นทั้งคุณค่าและมูลค่า</p>
<p><strong><strong>          </strong>สายสมร</strong> กับ<strong>สุดใจ</strong> ชื่อเพลง 2 เพลงมีบันทึกเป็นโน้ตสากลอยู่ในเอกสารฝรั่งเศสสมัยพระนารายณ์ ยังไม่ได้ศึกษาวิจัยจริงจังว่าบรรเลงและร้องอย่างไร?</p>
<p><strong>          </strong>บางสถาบันอ้างว่าเคยมีผู้แปลงเพลงสายสมรใช้บรรเลงประกอบหนัง ซึ่งจะจริงหรือไม่จริงก็พิสูจน์ไม่ได้ เพราะยังไม่มีใครรู้ทำนองจริงๆ ของเพลงสายสมรยุคพระนารายณ์</p>
<p><strong>          </strong>อยุธยามีคุณค่ามหาศาล จะยกย่องมาพัฒนาปรับปรุงให้มีมูลค่าก็ได้ แต่ต้องไม่บิดเบือนประวัติศาสตร์ เช่น บิดเบือนว่ามีเพลงเถาตามลำดับ 3 ชั้น, 2 ชั้น, ชั้นเดียวตั้งแต่ยุคอยุธยา</p>
<p><strong>          </strong>เพราะยุคอยุธยาไม่มีเพลงเถา แต่เพิ่งมียุคต้นรัตนโกสินทร์ ฯลฯ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sujitwongthes.com/2012/01/siam27012555/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ไทยเรียกชาวยุโรปว่า “ฝรั่ง” ตามคำเปอร์เซีย (อิหร่าน)</title>
		<link>http://www.sujitwongthes.com/2012/01/siam26012555/</link>
		<comments>http://www.sujitwongthes.com/2012/01/siam26012555/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 25 Jan 2012 17:00:31 +0000</pubDate>
		<dc:creator>graphic_dc</dc:creator>
				<category><![CDATA[สยามประเทศไทย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sujitwongthes.com/?p=12199</guid>
		<description><![CDATA[มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพฤหัสบดีที่ 26 มกราคม 2555           การค้าโลก เป็นพลังสำคัญอันหนึ่งที่ตกแต่งหน้าตา “วัฒนธรรมไทย” และ “ความเป็นไทย”           ศาสนาจากชมพูทวีป (อินเดีย) กับวัฒนธรรมอินโด-เปอร์เซีย (อินเดีย-อิหร่าน) ที่เป็นแกนหลักของ “วัฒนธรรมไทย” และ “ความเป็นไทย” ล้วนแพร่เข้ามาถึงสยามประเทศไทยโดยการค้าโลก ก่อน“ฝรั่ง”ชาวยุโรปจะมาถึง           “ฝรั่ง” หมายถึงชาวยุโรปหรือชาวตะวันตกอย่างรวมๆ โดยไม่ระบุว่าชาติอะไร           เป็นคำเพี้ยนจากศัพท์ ฟะรังงี farangi ที่ชาวเปอร์เซีย (อิหร่าน) ใช้เรียกชาวยุโรป (ดิเรก กุลสิริสวัสดิ์ เขียนบอกไว้ในหนังสือความสัมพันธ์ของมุสลิมทางประวัติศาสตร์และวรรณคดีไทย สำนักพิมพ์มติชน พ.ศ. 2545 หน้า 73)           แสดงว่าชาวสยามคุ้นเคยกับชาวเปอร์เซียก่อนรู้จักชาวยุโรป เมื่อรู้จักชาวยุโรปคราวแรกๆ ราว พ.ศ. 2000 จึงเรียกตามคำเปอร์เซียว่า“ฝรั่ง”ตั้งแต่นั้นมาจนปัจจุบัน           ชาวเปอร์เซีย, อาหรับ ทางตะวันออกกลาง เดินทางมาค้าขายแลกเปลี่ยนกับอุษาคเนย์ ตั้งแต่ก่อน พ.ศ. [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="color: #c0c0c0;">มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพฤหัสบดีที่ 26 มกราคม 2555</span></p>
<p><strong><br />
</strong><strong></strong></p>
<p><strong></strong><strong>          </strong>การค้าโลก เป็นพลังสำคัญอันหนึ่งที่ตกแต่งหน้าตา “วัฒนธรรมไทย” และ “ความเป็นไทย”</p>
<p><strong>          </strong>ศาสนาจากชมพูทวีป (อินเดีย) กับวัฒนธรรมอินโด-เปอร์เซีย (อินเดีย-อิหร่าน) ที่เป็นแกนหลักของ “วัฒนธรรมไทย” และ “ความเป็นไทย” ล้วนแพร่เข้ามาถึงสยามประเทศไทยโดยการค้าโลก ก่อน“ฝรั่ง”ชาวยุโรปจะมาถึง</p>
<p><strong>          “ฝรั่ง”</strong> หมายถึงชาวยุโรปหรือชาวตะวันตกอย่างรวมๆ โดยไม่ระบุว่าชาติอะไร</p>
<p><strong>          </strong>เป็นคำเพี้ยนจากศัพท์ <strong>ฟะรังงี </strong><strong>farangi</strong> ที่ชาวเปอร์เซีย (อิหร่าน) ใช้เรียกชาวยุโรป (ดิเรก กุลสิริสวัสดิ์ เขียนบอกไว้ในหนังสือความสัมพันธ์ของมุสลิมทางประวัติศาสตร์และวรรณคดีไทย สำนักพิมพ์มติชน พ.ศ. 2545 หน้า 73) <span id="more-12199"></span></p>
<p><strong>          </strong>แสดงว่าชาวสยามคุ้นเคยกับชาวเปอร์เซียก่อนรู้จักชาวยุโรป เมื่อรู้จักชาวยุโรปคราวแรกๆ ราว พ.ศ. 2000 จึงเรียกตามคำเปอร์เซียว่า“ฝรั่ง”ตั้งแต่นั้นมาจนปัจจุบัน</p>
<p><strong>          </strong>ชาวเปอร์เซีย, อาหรับ ทางตะวันออกกลาง เดินทางมาค้าขายแลกเปลี่ยนกับอุษาคเนย์ ตั้งแต่ก่อน พ.ศ. 1000 มีหลักฐานโบราณคดีพบที่เมืองอู่ทอง (สุพรรณบุรี) และเมืองนครชัยศรี (นครปฐม) รวมทั้งควนลูกปัด (กระบี่)</p>
<p><strong>          </strong>แล้วติดต่อกันต่อเนื่องมาจนถึงยุคทวารวดีและอยุธยา จึงมีศิลปกรรมแบบเปอร์เซีย เช่น</p>
<p>ลวดลายและวงโค้งกรอบหน้าต่าง ฯลฯ กับคำศัพท์เปอร์เซีย เช่น ตึกคชสาร (ที่วัดเสาธงทอง ลพบุรี) เพี้ยนจากโคระสาน หรือคุราสาน ชื่อแคว้นหนึ่งของเปอร์เซีย</p>
<p><strong>          </strong>เสื้อผ้าอาภรณ์ที่เป็นเครื่องยศ เช่น ลอมพอก, ชฎา, มงกุฎ, เครื่องดนตรี เช่น ปี่ไฉน (มาจากคำว่า สรไน), อาหารการกินและขนมต่างๆ เช่น บ้าบิ่น, หม้อแกง, สำปันนี, ฯลฯ ล้วนได้จากอินโด-เปอร์เซีย</p>
<p><strong>          </strong>ชาวสยามคุ้นเคยกับชาวเปอร์เซีย, อาหรับ ยาวนานต่อมาอีกนับพันปี จึงเริ่มมีฝรั่งชาวยุโรป เช่น โปรตุเกส เดินทางมาติดต่อแลกเปลี่ยนค้าขายกับอยุธยา ราวหลัง พ.ศ. 2000 จึงมีทองหยิบ, ฝอยทอง, ฯลฯ ตั้งแต่นั้นมา</p>
<p><strong>          </strong>สังคมไทยถูกครอบงำด้วยตำราประวัติศาสตร์โบราณคดี“แห่งชาติ”ของไทย ที่มองข้ามการค้าโลก แล้วโมเมว่าวัฒนธรรมไทยและความเป็นไทยไม่เหมือนคนอื่นที่อื่นใดในโลก ทำให้แลดูราวมนุษย์ต่างดาวหรือสัตว์ประหลาด</p>
<p><strong>          </strong>เวรกรรมของสังคมไทย ที่สถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาก็พากันเชื่ออย่างเชื่องๆ ตามตำรา “แห่งชาติ”</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sujitwongthes.com/2012/01/siam26012555/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>คลองบางใหญ่-คลองโยง เชื่อมเจ้าพระยา กับ ท่าจีน</title>
		<link>http://www.sujitwongthes.com/2012/01/siam25012555/</link>
		<comments>http://www.sujitwongthes.com/2012/01/siam25012555/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 24 Jan 2012 17:00:52 +0000</pubDate>
		<dc:creator>graphic_dc</dc:creator>
				<category><![CDATA[สยามประเทศไทย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sujitwongthes.com/?p=12175</guid>
		<description><![CDATA[มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพุธที่ 25 มกราคม 2555 &#160;           คุณขรรค์ชัย บุนปาน เป็นนักเลงอ่านวรรณคดี แล้วเขียนกวีนิพนธ์ ตั้งแต่นุ่งกางเกงขาสั้นเรียนมัธยมปลายอยู่วัดนวลนรดิศ ฝั่งธนบุรี (อาจอ่านและเขียนมาก่อนก็ได้ แต่ผมเพิ่งรู้ตอนนี้)           เขามักท่องกลอนให้คนอื่นๆ ได้ยินเสมอๆ แล้วผมยังจำได้จนทุกวันนี้ ว่า           ถึงมีเพื่อนเหมือนพี่ไม่มีเพื่อน              เพราะไม่เหมือนนุชนาฏที่มาดหมาย           มีเพื่อนเล่นก็ไม่เหมือนกับเพื่อนตาย     มีเพื่อนชายก็ไม่เหมือนกับเพื่อนชม           ครั้งนั้นไม่เคยอ่านวรรณคดี ผมเลยไม่รู้ว่ากลอนอะไร? ของใคร? หลังจากนั้นอีกนานถึงรู้ว่าเป็นกลอนมาจากนิราศพระแท่นดงรัง ของเสมียนมี กวีสมัยรัชกาลที่ 3 พรรณนาเมื่อล่องเรือเข้าคลองบางใหญ่ (นนทบุรี) จะไปแม่น้ำท่าจีน ที่เมืองนครชัยศรี (นครปฐม) เพื่อเดินบกขึ้นเกวียนไปพระแท่นดงรังทางแม่น้ำแม่กลอง (กาญจนบุรี) &#160;             คลองบางใหญ่ แยกจากคลองอ้อม บางกอกน้อย (ที่ อ. บางใหญ่ จ. นนทบุรี) ฟากตะวันตกแม่น้ำเจ้าพระยา พุ่งออกไปทางทิศตะวันตก เชื่อมต่อกับคลองโยง (ที่ อ. [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="color: #c0c0c0;">มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพุธที่ 25 มกราคม 2555</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>          </strong>คุณขรรค์ชัย บุนปาน เป็นนักเลงอ่านวรรณคดี แล้วเขียนกวีนิพนธ์ ตั้งแต่นุ่งกางเกงขาสั้นเรียนมัธยมปลายอยู่วัดนวลนรดิศ ฝั่งธนบุรี (อาจอ่านและเขียนมาก่อนก็ได้ แต่ผมเพิ่งรู้ตอนนี้)</p>
<p><strong>          </strong>เขามักท่องกลอนให้คนอื่นๆ ได้ยินเสมอๆ แล้วผมยังจำได้จนทุกวันนี้ ว่า</p>
<p><em><strong>          </strong>ถึงมีเพื่อนเหมือนพี่ไม่มีเพื่อน              เพราะไม่เหมือนนุชนาฏที่มาดหมาย</em><em></em></p>
<p><em><strong>          </strong>มีเพื่อนเล่นก็ไม่เหมือนกับเพื่อนตาย     มีเพื่อนชายก็ไม่เหมือนกับเพื่อนชม</em><em></em> <span id="more-12175"></span></p>
<p><strong>          </strong>ครั้งนั้นไม่เคยอ่านวรรณคดี ผมเลยไม่รู้ว่ากลอนอะไร? ของใคร? หลังจากนั้นอีกนานถึงรู้ว่าเป็นกลอนมาจากนิราศพระแท่นดงรัง ของเสมียนมี กวีสมัยรัชกาลที่ 3 พรรณนาเมื่อล่องเรือเข้าคลองบางใหญ่ (นนทบุรี) จะไปแม่น้ำท่าจีน ที่เมืองนครชัยศรี (นครปฐม) เพื่อเดินบกขึ้นเกวียนไปพระแท่นดงรังทางแม่น้ำแม่กลอง (กาญจนบุรี)</p>
<p>&nbsp;</p>
<div id="attachment_12176" class="wp-caption alignnone" style="width: 421px"><a href="http://www.sujitwongthes.com/wp-content/uploads/2012/01/bang-yai-canel.jpg"><img class="size-full wp-image-12176" title="bang yai canel" src="http://www.sujitwongthes.com/wp-content/uploads/2012/01/bang-yai-canel.jpg" alt="" width="411" height="298" /></a><p class="wp-caption-text">คลองบางใหญ่ ตรงทางแยก จากคลองอ้อม บางกอกน้อย ที่บางม่วง ตรงไปคลองโยง ทะลุแม่น้ำท่าจีน ที่นครชัยศรี (มดดำ – พันธุ์ทิพย์ ธีระเนตร แห่งนิตยสาร Postcard ถ่ายรูปมาประกอบ)</p></div>
<p><span style="font-family: Times New Roman; font-size: small;"> </span></p>
<p><strong>          คลองบางใหญ่ </strong>แยกจากคลองอ้อม บางกอกน้อย (ที่ อ. บางใหญ่ จ. นนทบุรี) ฟากตะวันตกแม่น้ำเจ้าพระยา พุ่งออกไปทางทิศตะวันตก เชื่อมต่อกับ<strong>คลองโยง </strong>(ที่ อ. พุทธมณฑล จ. นครปฐม) ไปทะลุแม่น้ำท่าจีน (ที่ อ. นครชัยศรี จ. นครปฐม)</p>
<p><strong>          </strong>สรุปว่าคลองบางใหญ่กับคลองโยงเป็นคลองเดียวกัน ที่เชื่อมเจ้าพระยากับท่าจีน แต่เรียกชื่อต่างกันตามตำบลที่ผ่านเป็น 2 ตอนเท่านั้นเอง</p>
<p><strong><strong>          </strong>คลองบางใหญ่-คลองโยง</strong> น่าจะเป็นคลองธรรมชาติก่อน แล้วถูกแต่งให้ตรงในยุคหลังๆ เพราะเมื่อคราวสุนทรภู่แต่งนิราศสุพรรณสมัย ร.3 ยังเป็นคลองคดลดเลี้ยว ว่า</p>
<p><em><strong>         </strong>๏ คลองคดลดเลี้ยวล้วน            หลักตอ</em><em></em></p>
<p><em><strong>          </strong>เกะกะระเรือรอ                        ร่องน้ำ</em><em></em></p>
<p><em><strong>          </strong>คดคลองช่องแคบพอ              พายถ่อ  พ่อเอย</em><em></em></p>
<p><em><strong>          </strong>คนคดลดเลี้ยวล้ำ                    กว่าน้ำลำคลอง</em><em></em></p>
<p><strong>          </strong>เมื่อเสาร์-อาทิตย์ผ่านมา ผมไปสำรวจตรวจสอบเส้นทางคลองบางใหญ่ตั้งแต่แยกบางม่วง มีทางเลียบออกไปตัดกับถนนกาญจนาภิเษก แล้วลัดเลาะเข้าตรอกซอกซอยฝั่งตรงข้ามไปอีก ผ่านชุมชนวัดวาอารามริมคลอง จนเข้าเขตศาลายา พุทธมณฑล, ลานตากฟ้า นครชัยศรี</p>
<p><strong>          </strong>โดยใช้แผนที่กรุงเทพฯและเขตติดต่อ 8 จังหวัดของบางกอกไกด์ ที่ซื้อมาจากร้านขายหนังสือ ดูประกอบแผนที่อำเภอบางบัวทองของกรมแผนที่ทหาร ทำให้เดินทางสะดวกขึ้นมาก</p>
<p><strong>          </strong>พอขึ้นถนนกรุงนนท์-จงถนอมที่ศาลายา ก็พอดีพระอาทิตย์ตกดิน ไม่ทันสำรวจอีกฟากหนึ่งที่ไปลงท่าจีน เพราะเมื่อ 2-3 ปีก่อนเคยหาทางเลียบคลองโยง แล้วหลงเข้ารกเข้าพงไปออกวัดหลวงพ่อเปิ่นโน่น เลยเข็ดขี้อ่อนขี้แก่ไม่กล้าซ้ำ</p>
<p><strong>          </strong>คลองบางใหญ่-คลองโยง เป็นคลองธรรมชาติ (มีอยู่ก่อนคลองมหาสวัสดิ์ ที่ขุดสมัย ร.4 ขนานไปกับคลองบางใหญ่-คลองโยง) สมัย ร.3 เจ้าฟ้ามงกุฎเคยเสด็จผ่านคลองบางใหญ่-คลองโยง ไปทรงนมัสการสถูปเก่าที่ปัจจุบันคือพระปฐมเจดีย์</p>
<p><strong>          </strong>รัฐและชุมชนจำเป็นต้องร่วมกันทำนุบำรุงคลองนี้เป็นแก้มลิง แล้วระบายไล่น้ำลงท่าจีน เท่ากับรักษาเส้นทางประวัติศาสตร์ และสร้างเส้นทางท่องเที่ยววัฒนธรรมแห่งใหม่ด้วย ได้ประโยชน์หลายอย่างในคราวเดียว</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.sujitwongthes.com/2012/01/siam25012555/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

