หมวดหมู่ ‘สยามประเทศไทย’

ไหว้ครูดนตรีไทย บ้านใหม่ อยุธยา

หนังสือพิมพ์มติชนฉบับวันพุธที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2553

พาทยรัตน์ เป็นชื่อวงปี่พาทย์บ้านใหม่หางกระเบน จ. พระนครศรีอยุธยา  ครูสำราญ เกิดผล ควบคุมวง, ครูวิเชียร เกิดผล ระนาดเอก, มีลูกศิษย์ลูกหาเต็มไปหมด

วงพาทยรัตน์ มีไหว้ครูประจำปี 2553 เมื่อวันอาทิตย์ที่ 28 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา บนศาลาวัดบำรุงธรรม ผมออกจากกรุงเทพฯแต่เช้าตรู่กว่าจะถึงวัดก็สายจนพิธีไหว้ครูเริ่มไปแล้ว มีผู้เข้าร่วมพิธีแน่นศาลาวัด

พิธีไหว้ครูดนตรีไทย เป็นแบบแผนเดียวกับพิธีไหว้ครู, ครอบโขนละคร มีตำราเก่าสุดสมัยรัชกาลที่ 4 เป็นเล่มรวมอยู่ในหนังสือพิธีไหว้ครู, ตำราครอบโขนละคอน, พร้อมด้วยตำนานและคำกลอนไหว้ครูละคอนชาตรี(กรมศิลปากร พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2494) ผมเคยเขียนอธิบายอย่างย่อๆไว้หลายครั้งหลายแห่ง เช่น เอกสารแจกในพิธีไหว้ครูฯ ที่ห้องสมุดประชาชน “เฉลิมราชกุมารี” อ. ศรีมโหสถ จ. ปราจีนบุรี เมื่อ 2 สิงหาคม 2552

มักเข้าใจแล้วสั่งสอนกันมานานมากว่าพิธีไหว้ครูดนตรีและนาฏศิลป์เป็นแบบแผนจากอินเดียที่ไทยรับมาปฏิบัติ ซึ่งไม่จริงเลย พิธีอย่างนี้ไม่เคยมีในอินเดีย

ไหว้ครูดนตรีและนาฏศิลป์เป็นพิธีกรรมสำคัญของคนแต่ก่อนที่ทำมาหากินทางรับจ้างเล่นดนตรีและนาฏศิลป์ เรียกงาน“ช่าง” (ปัจจุบันเรียกงาน“ศิลปะ”) เช่น ช่างดีด สี ตี เป่า, ช่างขับ, ช่างฟ้อน, ฯลฯ แล้วยังมีช่างอย่างอื่นๆอีกมาก เป็นอาชีพผิดแผกแตกต่างจากวิถีชีวิตปกติของผู้คนทั่วไป

วิถีชีวิตปกติของผู้คนทั่วไป คือทำนาทำไร่ ล้วนไม่ใช่“ช่าง” ไม่ต้องไหว้ครู

“ไหว้ครู หมายถึง พิธีกรรมที่บรรดาครูปัจจุบัน หรือ“ครูมนุษย์”กับเหล่าลูกศิษย์ร่วมกันแสดงคารวะครูในอดีตที่ตายไปแล้ว (หรือหลักการทางนามธรรมอย่างหนึ่ง)เรียก “ครูผี”, “เจ้า”, “เทพ”, “เทวดา” (เช่น พระอีศวร) โดยยกย่องครูอาวุโสคนหนึ่งทำหน้าที่ติดต่อสื่อสารด้วย“ภาษาร่าย” คือคำคล้องจอง(ซึ่งเป็นภาษาพิเศษ) ระหว่าง“ครูผี” ฯลฯ กับผู้มาร่วมพิธี” ”

“ครูมนุษย์” ไม่ใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ต้องสักการะ เพราะยังมีทั้งสิ่งดีและสิ่งไม่ดีอยู่ในตัว ฉะนั้นลูกศิษย์ไม่ต้องทำพิธีบูชาเหมือนกระทำกับ“ครูผี” แต่“ครูมนุษย์”กับลูกศิษย์ต้องร่วมกันกระทำบูชาไหว้“ครูผี”พร้อมในคราวเดียวกันอย่างน้อยปีละครั้ง

พิธีไหว้ครูต้องยกย่อง“ครูมนุษย์”อาวุโสคนหนึ่งเป็นหัวหน้าหรือประธานในพิธีกรรม ปัจจุบันเรียก“ครูอ่านโองการ” ทำหน้าที่สื่อสารบอกกล่าวให้“ครูผี” รู้การกระทำบูชานั้น

 “ครูอ่านโองการ” ต้อง“เข้าทรง”เชิญพลังศักดิ์สิทธิ์จาก“ครูผี” มาสิงสู่อยู่ในตัวตนของ“ครูอ่านโองการ”เสียก่อนถึงจะเชื่อมพลังศักดิ์สิทธิ์จาก“ครูผี” มา “ครอบ”ให้ลูกศิษย์ปัจจุบันได้

“ ”พิธีไหว้ครู ครอบครู มีต้นแบบจากพิธีกรรมเลี้ยงผีของชุมชนพื้นเมืองดึกดำบรรพ์สุวรรณภูมิราว 3,000 ปีมาแล้ว

พิธีเลี้ยงผีต้องมี“เข้าทรง” แล้วมี“ผีลง” หรือ“ผีเข้า” เป็นพิธีกรรมเสี่ยงทายอย่างหนึ่งของคนแต่ก่อน เพื่อทำนายทายทักถึงข้าวปลาอาหารในฤดูกาลข้างหน้าว่าจะอุดมสมบูรณ์หรือมีวิกฤติอดอยากปากแห้ง จะได้เตรียมรับสถานการณ์ถูกต้อง

ต่อมาเมื่อรับศาสนาพราหมณ์ก็เพิ่มความศักดิ์สิทธิ์ให้พิธีไหว้ครู ครอบครู เช่น เชิญศีรษะเทวดามาตั้งบนหิ้งบูชา, ฯลฯ

แต่สิ่งที่ยังมีอยู่อย่างสืบเนื่อง คือ “เข้าทรง”, “ผีลง”, “ผีเข้า”, ฯลฯ ดังมีคำบอกเล่าสืบต่อกันมาเสมอๆว่าเมื่อถึงเพลงหน้าพาทย์องค์พระพิราพ ผู้ใดผู้หนึ่งที่ร่วมพิธีจะมีอาการ “เข้าทรง” “

ในพิธีไหว้ครู, ครอบครู ต้องมีวงปี่พาทย์บรรเลงเพลงหน้าพาทย์เพื่อเชิญเทวดา และผู้มีฤทธิ์มีอำนาจอื่นๆมาเป็นสักขีพยาน

ครูสำราญ เกิดผล(ขวา) ชุดขาว นั่งพนมมือ อ่านโองการไหว้ครู ขณะที่ครูสังเวียน เกิดผล (ซ้าย) พนมมือว่าตามอยู่ที่วงปี่พาทย์ ระนาดเอก

ลูกศิษย์รำถวายมือในพิธีไหว้ครูดนตรีไทย บ้านใหม่ อยุธยา บนศาลาวัดบำรุงธรรม เมื่อวันอาทิตย์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2553

มีภาพพิธีไหว้ครูอีกมาก  ดูภาพเพิ่มเติมใน Photo Essay

หน้ากาก จากหิมาลัย ถึง เจ้าพระยา

หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันอังคาร ที่ 9 มีนาคม 2553

“พระสงฆ์ลังกากับเขมร เล่นการเมืองทางตรง มี ส.ส. นั่งในสภา—” อาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ เล่าให้ฟังทางโทรทัศน์ แล้ววกถึงเมืองไทยว่า “พระสงฆ์ไทยไม่เล่นการเมืองเบื้องหน้า แต่เล่นการเมืองเบื้องหลัง”

ขณะที่ฟังและดูทีวีนี้ เป็นเวลาราวหลังตีสามจะถึงตีสี่ของวันศุกร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ผมตื่นขึ้นมาจะเข้าห้องน้ำตามเวลาปกติ แต่พอเห็นหน้าอาจารย์ สุลักษณ์เลยยังไม่เข้า ต้องรอดู“ด้วยความเคารพ” ทำให้ต้องกลั้นเยี่ยวไว้อย่างงัวเงียงวยงงสงสัย ครั้นได้ยินเรื่องพระสงฆ์อย่างนั้นก็ตาสว่างลุกโพลงเป็นค้างคาวกินกล้วย

พอตั้งสติได้บ้างถึงรู้ว่าเป็นเทปโทรทัศน์ รายการของอาจารย์เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ทางช่อง ASTV กำลังคุยกันเรื่องเทศกาลศิลปวัฒนธรรมทิเบต ที่จะแสดง ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ระหว่าง 5-10 มีนาคม 2553

“พระทิเบตจะสวมหน้ากากออกมาเต้นระบำรำฟ้อนด้วย” อาจารย์สุลักษณ์บอก แล้วตัดภาพไปเห็นการเต้นฟ้อนใส่หน้ากากน่ากลัว ทำให้อยากดูแสดงจริงๆใกล้ๆ แต่คงไม่มีบุญวาสนา

แผ่นพับโฆษณาพีอาร์ จากหิมาลัยถึงเจ้าพระยา ที่ส่งมาทางไปรษณีย์หลังจากนั้นอีกหลายวัน มีคำอธิบายว่า ตัวละครสวมหน้ากาก คือกลุ่มคนที่เป็นสัญลักษณ์ของพระโพธิสัตว์ (เพิ่มเติม…)

สังคมไทย ไม่เคยเป็นหนึ่งเดียว

หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันจันทร์ ที่ 8 มีนาคม 2553

สังคมไทยไม่เหมือนที่เคย“สร้างภาพ”หลอกตัวเองไว้ ว่ามีความกลมเกลียวเป็นหนึ่งเดียว, อะลุ่มอล่วยประนีประนอม, ไม่เอาชนะคะคาน, ไม่ขัดแย้งรุนแรงเอาเป็นเอาตาย

เพราะแท้จริงแล้วในทางประวัติศาสตร์โบราณคดีมีพยานหลักฐานทั้งที่เป็นวัตถุโบราณ, เอกสาร, ลายลักษณ์อักษร, และคำบอกเล่าในรูปตำนาน, นิทาน, ฯลฯ ว่าทุกยุคทุกสมัยมิได้เป็นหนึ่งเดียว แต่ล้วนมีความขัดแย้งเอาชนะคะคาน มีทั้งรุนแรงและไม่รุนแรง มีทั้งเอาเป็นเอาตายและไม่เอาเป็นเอาตาย ฯลฯ

คำบอกเล่าเก่าแก่เรื่องเผยแผ่พุทธศาสนาในสุวรรณภูมิตั้งแต่บริเวณประเทศไทยออกไป ต้องปราบปรามคนพื้นเมืองคือ“นาค”หลายชาติพันธุ์ผสมปนเปอยู่ด้วยกันหลายหลากมากมายที่นับถือ“ศาสนาผี”อยู่ก่อนนานแล้ว ให้เปลี่ยนมานับถือพุทธ-พราหมณ์ คนชั้นนำพื้นเมืองยกศาสนาพุทธและพราหมณ์เป็นเครื่องมือทางการเมืองการปกครอง แล้วปราบปรามคนในศาสนาและระบบความเชื่อต่างจากตนตลอดมา มิได้ราบรื่นสงบเรียบร้อยเหมือนพรรณนาในประวัติศาสตร์

ยุคกรุงศรีอยุธยายิ่งเห็นชัดมากว่ามีความขัดแย้งสูง ตั้งแต่แรกสถาปนาเมื่อ พ.ศ. 1893 ครั้นสิ้นรัชกาลสมเด็จพระรามาธิบดีแล้ว วงศ์อโยธยา-ละโว้ขัดแย้งกับวงศ์สุพรรณ นับแต่นั้นมาก็มีปฏิวัติรัฐประหารแย่งอำนาจในหมู่เครือญาติทุกรัชกาล จนถึงยุคปลายข้าราชการก็ร่วงโรยเบาบาง เพราะฆ่ากันมาเสียหลายแผ่นดิน

ด้วยเหตุนี้เอง พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง รัชกาลที่ 5  จึงทรงมีพระราชนิพนธ์เรื่องพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาตั้งแต่พระเจ้าทรงธรรมถึงสมเด็จพระเจ้าบรมโกศว่า (เพิ่มเติม…)

กบ-คางคก-คันคาก สัตว์ศักดิ์สิทธิ์บันดาลน้ำฝน

หนังสือพิมพ์มติชนฉบับวันพฤหัสบดีที่ 4 มีนาพคม พ.ศ.2553

สุวรรณภูมิในอุษาคเนย์เป็นเขตมรสุมต้องพึ่งพาธรรมชาติ ได้น้ำฝนจากฟ้ามาทำนา เรียก“นาทางฟ้า” จึงมีน้ำไม่สม่ำเสมอ ไม่แน่นอน บางปีน้ำมาก บางปีน้ำน้อย ในโองการแช่งน้ำมีโคลงวรรคหนึ่งว่า “น้ำแล้งไข้ ขอดหาย” สลับกันไปกับน้ำท่วม         ทำให้คนต้องมีพิธีกรรมขอฝนด้วยวิธีวิงวอน, ร้องขอ จนถึงบงการ เช่น นิทานเรื่องพญาคันคาก (คางคก)

ลาวเรียกคันคาก ไทยเรียกคางคก เป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำประเภทเดียวกับ กบ, เขียด,และอึ่งอ่าง ที่คนดั้งเดิมเริ่มแรกยุคดึกดำบรรพ์(หรือสมัยก่อนประวัติศาสตร์) เคารพยกย่องเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ สัญลักษณ์ของน้ำและฝน เพราะสัตว์พวกนี้มักปรากฏตัวและส่งเสียงดังเมื่อฝนตกลงมาเป็นน้ำนองทั่วไป (เพิ่มเติม…)

ตลก “แห่งชาติ” เป็น “ตลก” ร้ายกาจที่สุด

หนังสือพิมพ์มติชนฉบับวันพุธที่ 3 มีนาคม 2553

บอกเล่าสืบต่อกันมานานมากว่า“ตลกไทย”มีกำเนิดจาก“สวดคฤหัสถ์”ในงานศพ แล้วเชื่อถือว่าจริงจนถึงทุกวันนี้ บางทีไปไกลว่าตลกไทยเกิดขึ้นจากสังคมนับถือพุทธศาสนา

สวดคฤหัสถ์มีรากเหง้าเค้าต้นจากประเพณี“ขับลำ”ของ“หมอมด” หรือ“หมอผี”ในสังคมดึกดำบรรพ์ราว 3,000 ปีมาแล้ว ที่นับถือศาสนาผี(ตอนนั้นยังไม่มีศาสนาพุทธ-พราหมณ์)

ต่อมาเมื่อรับพุทธศาสนาแล้วนิมนต์พระสงฆ์ 4 รูป มาสวดศพ เป็นประเพณีเพิ่งมีไม่นานมานี้ พระสงฆ์ก็เลียนแบบทำนองขับลำที่มีมาก่อน มาสวดเป็นทำนองต่างๆคล้ายเทศน์มหาชาติ พระสงฆ์ก็เอาทำนองจากขับลำ

ประเพณีศพเก็บไว้หลายวัน มีพระสวด เป็นประเพณีของสุวรรณภูมิในอุษาคเนย์ที่สืบมาแต่ศาสนาผี 3,000 ปีมาแล้วเป็นอย่างน้อย ไม่ใช่ประเพณีอินเดีย

ฉะนั้นสวดคฤหัสถ์จึงไม่เกี่ยวกับพุทธ แต่เกี่ยวกับผี สังคมนับถือพุทธไม่ได้ทำให้เกิดตลก ตลกมีขึ้นในชุมชนนับถือศาสนาอะไรก็ได้ ไม่จำเป็นต้องนับถือพุทธ

ตลก เป็น“วัฒนธรรมร่วม”ของผู้คนทุกชาติพันธุ์สุวรรณภูมิในอุษาคเนย์ ทั้งมอญ-เขมร, ชวา-มลายู, ม้ง-เย้า, จนถึงไทย-ลาว, ฯลฯ มีกำเนิดร่วมกันไม่น้อยกว่า 3,000 ปีมาแล้ว น่าสงสัยว่าจะมีกำเนิดจากการละเล่นเกี่ยวกับเพศ เช่น พูดด้วยถ้อยคำทางเพศ, “ปั้นเมฆ”, และ“พิธีร่วมเพศ”ในพิธีกรรมขอฝนเพื่อความอุดมสมบูรณ์ มีร่องรอยทุกวันนี้อยู่กับขบวนเซิ้งบั้งไฟในวัฒนธรรมลาว มีบักกั๊บแก๊บ, และบักแบ้น ทำท่าร่วมเพศ แล้วไล่ทิ่มก้นผู้สาวต่างสนุกสนานวี้ดว้ายไม่ถือเป็นผิด (เพิ่มเติม…)

ผอ. โรงเรียนขนาดเล็ก อยากอยู่โรงเรียนขนาดใหญ่

หนังสือพิมพ์มติชนฉบับวันอังคารที่ 2 มีนาคม 2553

“ประชาคมเพื่อคุณภาพโรงเรียนขนาดเล็ก” ควรประกอบด้วย 3 ส่วน คือ ส่วนท้องถิ่น, ส่วนกลาง, ส่วนจิตอาสา

ส่วนท้องถิ่น มีผู้ปกครอง และ อปท. (องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น) ส่วนกลาง คือ ครูในโรงเรียน ส่วนจิตอาสา คือ เอกชนคนทั่วไป เช่น ศิษย์เก่า, NGO, ปัญญาชน, ผู้มีจิตอาสาทางการศึกษา, ฯลฯ ที่ส่วนท้องถิ่นกับส่วนกลางเชิญมา

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯบอกว่าแนวทางแก้ไขปัญหาโรงเรียนขนาดเล็ก มีว่าพื้นที่ใดสามารถพัฒนาโรงเรียนขนาดเล็กประจำตำบลได้ มีระบบขนส่งดี ยกระดับคุณภาพได้ ก็จะทำประชาคมร่วมกับผู้ปกครองและ อปท. เพื่อร่วมกันยกระดับคุณภาพ (มติชน ฉบับวันจันทร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ 2553 หน้า 22)

ในโลกความจริงของชนบทไทยขณะนี้ ผู้ปกครองและ อปท. แข็งแรงเรื่องระบบความปลอดภัยและขนส่ง แต่เรื่องคุณภาพการศึกษายังไม่แข็งแรง มีให้เห็นเกือบทุกแห่งตั้งแต่ชานเมือง กทม. ไปจนท้องถิ่นทุรกันดาร (เพิ่มเติม…)

อาจารย์มหาวิทยาลัย กับต้นตอของปัญหาทั้งปวง

หนังสือพิมพ์มติชนฉบับวันจันทร์ที่ 1 มีนาคม 2553

ความเหลื่อมล้ำ ไม่เป็นธรรม ไม่เสมอภาคในทุกๆทาง ทั้งเศรษฐกิจ-การเมือง และสังคม-วัฒนธรรม ล้วนเป็นต้นตอของปัญหาทั้งปวง

“ปรับเปลี่ยนประเทศไทย หลัง 26 กุมภาพันธ์” อาจารย์หมอประเวศ วะสี เขียนบทความแนะนำว่า ไม่ว่าจะมีเหตุการณ์รุนแรงหรือไม่รุนแรงขึ้นก็ตาม ควรปรับเปลี่ยนประเทศไทยให้มี“หัวใจมนุษย์” ร่วมสร้างประเทศไทยให้น่าอยู่ที่สุดโดยชู“ความเป็นธรรม” เป็นเรื่องสำคัญที่สุดของการอยู่ร่วมกัน (ไทยโพสต์ ฉบับวันพุธที่ 24 กุมภาพันธ์ 2553 หน้า 4)

“สังคมไทยเป็นสังคมที่ขาดความเป็นธรรมทุกๆทาง” อาจารย์หมอประเวศย้ำชัดเจนอีกว่าความไม่เป็นธรรมนี่แหละเป็นต้นตอของปัญหาทั้งปวง “ความยากจนเกิดจากการขาดความเป็นธรรม ไม่ใช่จากการขาดการพัฒนา”

เมื่อเร่งการพัฒนาไปท่ามกลางการขาดความเป็นธรรม ความไม่เป็นธรรมยิ่งเพิ่มมากขึ้น การแย่งชิงทรัพยากรยิ่งรุนแรงขึ้น ช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวยยิ่งห่างมากขึ้น—“ช่องว่างยิ่งกว้าง ปัญหายิ่งมาก” (เพิ่มเติม…)

“แต่งกายย้อนยุค” หลอกตัวเอง เลยไม่รู้จักตัวเอง

หนังสือพิมพ์มติชนฉบับวันศุกร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

 

 

มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี จ. ลพบุรี มีกิจกรรมวิชาการไทยพวนศึกษา ให้ผมไปเล่าเรื่องไทยน้อย, ไทยใหญ่, ไทยสยาม, ที่เกี่ยวข้องกับไทยพวน เมื่อตอนสายวันศุกร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา

ไทยสยามในกรุงศรีอยุธยา มีบรรพชนสายแหรกสำคัญสายหนึ่งเป็น“ลาว”หรือไทยน้อยจากสองฝั่งโขง(รวมไทยพวนด้วย) ผสมกลมกลืนกับมอญ-เขมร, มลายู-จาม, จีน, ฯลฯ แล้วสมมุติชื่อเรียกตัวเองว่าไทย สืบมาจนทุกวันนี้

สังคมไทยไม่ยอมรับว่ามีบรรพชนเป็นลาวจากสองฝั่งโขง จึงพากันเหยียดลาว แต่หารู้ไม่ว่าสังคมไทยมีรายได้ทางเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์จาก“พลังลาว” เช่น อาหารลาวอีสาน, เพลงดนตรีหมอลำ, ฯลฯ โดยรวมๆแล้วปีละนับเป็นพันล้านบาท

อ่านเอกสารเรื่องนี้ได้ใน     www.sujitwongthes.com (เพิ่มเติม…)

ยกศาสนา ปราบ“โคตรโกง” แต่วรรณกรรมฯ กลายพันธุ์วรรณเวร

หนังสือพิมพ์มติชนฉบับวันพฤหัสบดีที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ถ้าจะให้ความสำคัญงานวัฒนธรรม ก็ไม่จำเป็นต้องตั้งเป็นกระทรวงหนึ่งต่างหาก แต่ควรยกงานวัฒนธรรมไปรวมอยู่ในกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

เพราะงานวัฒนธรรมในความหมายกว้างอย่างสากลโลก ก็เพื่อความเข้าใจ แล้วพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

แต่คนชั้นนำในสยามประเทศไทยไม่เข้าใจความหมายกว้าง เพราะถูกครอบงำด้วยวัฒนธรรมความหมายคับแคบอย่างที่เห็นและเป็นอยู่ทุกวันนี้มานานมาก อย่างน้อยตั้งแต่แรกถอดคำฝรั่งว่า culture เป็นคำไทยปนแขกบาลีสันสกฤตว่า วัฒนธรรม

เลยต้องมีกระทรวงวัฒนธรรมขึ้นมาให้สังคมไทยหงุดหงิด

ครั้นเมื่อไม่กี่วันมานี้ มีผู้บอกว่ากระทรวงวัฒนธรรมเป็นเจ้าภาพประชุมกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พร้อมด้วยหน่วยราชการอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาแนวทางแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นที่ไทยถูกจัดว่ามีมากเป็นอันดับ 2 ของเอเชีย (เพิ่มเติม…)

“ปัญญาพินาศฉิบหายนะ” ประมูล“เหมา”หนังสือเข้าห้องสมุดประชาชน

หนังสือพิมพ์มติชนฉบับวันพุธที่ 24 กุมภาพันธ์ 2553

ห้องสมุดประชาชน ของ กศน. (การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย) ปกติมีเงินซื้อหนังสือต่อปีแห่งละ 30,000 บาท แต่ปีนี้ได้งบ SP2 ได้เพิ่มเป็นแห่งละ 450,000 บาท (เพิ่ม 15 %) ทำให้เกิดปัญหาร้องเรียนการจัดซื้อหนังสือมากขึ้น (ASTV ผู้จัดการ ฉบับวันพุธที่ 17 กุมภาพันธ์ 2553 หน้า 10)

นี่ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดมหัศจรรย์ในสังคมที่หลอกตัวเอง เน้นรูปแบบสำคัญกว่าเนื้อหา วันทากราบไหว้คนเก่งแต่โกงอย่างไม่ลืมหูลืมตา หน่วยราชการไหนๆก็โกงจนถึงโคตรโกงทั้งนั้น ไม่เว้นแม่กระทั่งห้องสมุด, พิพิธภัณฑ์, มหาวิทยาลัย, องค์การมหาชน, จนถึงวัดวาอาราม ฯลฯ

การจัดซื้อด้วยวิธี“ประมูล”หนังสือเข้าห้องสมุดประชาชนทั่วประเทศของ กศน. หรือของที่ไหนก็ตาม เป็นความชั่วร้ายทางวัฒนธรรม ส่งผลให้เกิด“ปัญญาพินาศฉิบหายนะ”ในสังคมไทยตั้งแต่แรกมีผู้คิดเรื่องนี้ขึ้นมาแล้ว

แม้ไม่มี SP2  แนวปฏิบัติปกติ กศน.ส่วนกลางก็ให้ กศน. จังหวัดต่างๆ“เหมา”อยู่แล้ว แต่ทำเงียบๆ ง่ายๆ เงินไม่มาก คือ“เหมา”อย่างญาติมิตรในระดับจังหวัด ให้ร้านหนังสือในจังหวัดจัดการ“เหมา”ในงบเท่านั้นๆ (เพิ่มเติม…)