หมวดหมู่ ‘บทความ-สารคดี’

สร้างสำนึกใหม่ ในประวัติศาสตร์ ไทย-เขมร

บอกเก้าเล่าสิบ  14  กุมภาพันธ์ 2554   มี  1  หน้า

สร้างสำนึกใหม่

ในประวัติศาสตร์ ไทย-เขมร

สุจิตต์  วงษ์เทศ

www.sujitwongthes.com

กิจกรรมแบ่งปันเผยแพร่วิชาความรู้สู่สาธารณะ แม้จะไม่จับใจสื่อ เลยไม่เป็นข่าวในสื่ออย่างกว้างขวางเท่าที่ควร

แต่ได้สร้างฐานความรู้บางอย่างที่คนเล็กๆ สามารถหยิบฉวยไปใช้ เพื่อยับยั้งความรุนแรงในการแก้ปัญหาได้

ตรงนี้อาจารย์นิธิ  เอียวศรีวงศ์  เล่าว่าคนเล็ก ๆ ที่มีสติดีที่สุด และไม่มีผลประโยชน์ทางการเมืองอะไรกับข้อพิพาทชายแดน ก็กระตือรือร้นที่จะหยิบเอาฐานความรู้เหล่านั้นไปใช้ในการกำกับนโยบายของรัฐด้วย

เช่น ในการสัมมนาเรื่อง สยาม-เขมร ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อเร็ว ๆ นี้ มีชาวบ้านจากภูมิซรอล จ.ศรีสะเกษ อุตส่าเดินทางมาร่วมด้วยจำนวนหนึ่ง เท่ากับกำลังเขยิบเข้ามีส่วนร่วมในการกำกับนโยบายต่างประเทศอย่างเป็นหลักเป็นฐานด้วยสิทธิเสมอภาคเหมือนปัญญาชนคนกลุ่มอื่น ๆ (มติชน ฉบับวันจันทร์ที่ 14  กุมภาพันธ์ 2554  หน้า 6)

ครูบาอาจารย์ในสถาบันการศึกษาประวัติศาสตร์โบราณคดีมานุษยวิทยา และประวัติศาสตร์ศิลป์ ที่มีการเรียนการสอนด้านไทย-เขมรโดยตรง ต้องไม่ย่อท้อแบ่งปันเผยแพร่ความรู้สู่สาธารณะเพื่อเปลี่ยนแปลงสำนึกประวัติศาสตร์  โดยเปลี่ยนประวัติศาสตร์เสียใหม่ ให้มีเนื้อหาสร้างสำนึกใหม่เพื่อให้ประชาคมอาเซียนในอนาคตมีสันติภาพถาวร

ไทยกับเขมร พี่น้องท้องเดียวกัน

บอกเก้าเล่าสิบ  13  กุมภาพันธ์ 2554   มี  1  หน้า

ไทยกับเขมร

พี่น้องท้องเดียวกัน

สุจิตต์  วงษ์เทศ

www.sujitwongthes.com

นักประวัติศาสตร์โบราณคดีมานุษยวิทยาและนักประวัติศาสตร์ศิลป์ ทั้งเอกชนและรับราชการ  รวมทั้งที่ยังศึกษาในสถาบัน ต้องร่วมกันทำความเข้าใจในสาระสำคัญของความเป็นมาทางสังคมวัฒนธรรมของไทยและกัมพูชาดังนี้

ตระกูลเขมร กับตระกูลไทย มีบรรพชนร่วมกันเป็นสตรี

ถ้าพูดตามคำคล้องจองยุคหลังก็จะได้ว่าเป็น“พี่น้องท้องเดียวกัน” เพราะมีกำเนิดจากน้ำเต้าปุงชุดเดียวกัน

น้ำเต้าปุงเป็นสัญลักษณ์ของท้องแม่ มีนิทานเล่าว่า

คนพวกแรกเป็นพี่ 2 คน เกิดก่อน มีผิวคล้ำเพราะถูกเหล็กเผาไฟแทงรูน้ำเต้า นับเป็นสัญลักษณ์ตระกูลเขมร-มอญที่มีผิวคล้ำ

คนพวกหลังเป็นน้อง 3 คน เกิดตามทีหลัง ผิวไม่คล้ำ เพราะไม่ถูกเหล็กเผาไฟ แต่ออกตามรูสิ่วแทงน้ำเต้า นับเป็นสัญลักษณ์ตระกูลไทย-ลาว (-เวียดนาม) ที่ผิวไม่คล้ำ

ความสัมพันธ์ฉันเครือญาติพี่น้องท้องเดียวกัน ยังมีพยานยิ่งใหญ่อยู่ในภาพสลัก“ขบวนแห่” บนระเบียงประวัติศาสตร์ที่ปราสาทนครวัด

“ขบวนแห่” นี้มีขึ้นในพิธีกรรมถือน้ำพิพัฒน์สัตยา ระหว่างกษัตริย์กัมพูชา (สุริยวรมันที่ 2) กับเครือญาติสนิทชั้นสูง มีบ้านเมืองต่างๆ ที่สำคัญคือ สยาม, ละโว้, ฯลฯ

สยาม คือ เวียงจัน ลุ่มน้ำโขงตอนบน สื่อสารด้วยภาษาไทย-ลาว

ละโว้ คือ ลพบุรี ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง สื่อสารด้วยภาษาเขมร-มอญ ที่มีพัฒนาการต่อไปเป็นกรุงศรีอยุธยา ใช้อักษรเขมร(ขอม) เขียนภาษาไทย แล้วยกย่องภาษาเขมรเป็นราชาศัพท์สืบจนปัจจุบัน

สถาบันการศึกษาด้านนี้โดยตรง ต้องเร่งแบ่งปันเผยแพร่ความรู้สู่สาธารณะในเรื่องนี้ให้สม่ำเสมอต่อเนื่องเพื่อความเข้าใจอันดีที่นำไปสู่ประชาคมอาเซียน

ถ้าเราไม่เป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหา เราก็เป็นส่วนหนึ่งของปัญหา

ตีกลอง

พระคเณศ

ดาวน์โหลด พระคเณศ

ดาวน์โหลด ลายเส้นพระคเณศ

หนังสือ

ดาวน์โหลด หนังสือ

สังคม“หลงอดีต ไร้อนาคต” เพราะเหลียวหลัง ไม่แลหน้า

บอกเก้าเล่าสิบ 5 พฤศจิกายน 2553| มี 2 หน้า

สังคม“หลงอดีต ไร้อนาคต”

เพราะเหลียวหลัง ไม่แลหน้า

สุจิตต์ วงษ์เทศ

www.sujitwongthes.com

ศาลาไทย ในงานเวิลด์ เอ็กซ์โป 2010 ที่เซี่ยงไฮ้(จีน) สะท้อนลักษณะสังคม “หลงอดีต ไร้อนาคต” เพราะมัวแต่เหลียวหลัง ไม่แลหน้า

ศาลาไทยมีลักษณะ“หมุนวนกลับหลัง” มากกว่า “การเคลื่อนที่ไปข้างหน้า” ตามที่ผู้ใช้นาม“คนมองหนัง” ตั้งข้อสังเกตไว้ในข้อเขียนเรื่องไปตามหาความศิวิไลซ์และ เพื่อน ที่เซี่ยงไฮ้ : ปฏิวัตินคร และ อาณานิคมกลับด้าน (คอลัมน์นอก“กระแส” คนมองหนัง มติชนสุดสัปดาห์ ปีที่ 31 ฉบับที่ 1576 วันที่ 29 ต.ค.-4 พ.ย. 2553 หน้า 85) จะคัดบางตอนมาให้อ่านดังต่อไปนี้

นัยยะที่ซ่อนอยู่ในตัวอาคารศาลาไทย ซึ่งหมุนย้อนเลยผ่านการเข้าร่วมงานมหกรรมนานาชาติครั้งแรกๆ ในสมัยรัชกาลที่ 4-5 ไปสู่ความสัมพันธ์จีน-สยามในสมัยรัชกาลที่ 3

ขณะที่การแสดงอันบอกเล่าถึงประวัติศาสตร์และอารยธรรมเก่าแก่ของไทย ก็ย้อนกลับไปถึงยุคกรุงสุโขทัย ซึ่งถูกระบุ/เชื่อว่าเป็นราชธานีแห่งแรกของประเทศแห่งนี้ แล้วค่อยๆ ไล่เรียงเรื่องราวมาจนถึงปัจจุบันที่ได้รับมรดกจาก “อดีต” และมีความดีงามลงตัวอยู่แล้ว

ส่วนรูปแบบเทคโนโลยีการนำเสนอที่คล้ายจะไฮเทค ก็ถูกนำมาใช้เพื่อรองรับกับการกล่าวถึง “ความแปลกประหลาดน่าตื่นตาตื่นใจ” ต่างๆ ของเมืองไทย มากกว่าจะเป็นการพูดถึงความทันสมัยในตัวของมันเอง

ศาลาไทยแทบไม่ได้พูดถึงเรื่อง “อนาคต” อย่างจริงจังเลย นอกจากการตั้งความหวังไว้ว่า แล้วเราคงเจอกันอีกครั้งที่เมืองไทย เมื่อพวกเธอเดินทางไปท่องเที่ยวที่นั่น

แต่ศาลาไทยก็มิได้ดำรงอยู่โดดเดี่ยวจนเกินไปนัก เพราะเรายังมีพาวิเลี่ยนของเพื่อนบ้าน/คู่แค้นคู่อาฆาตอย่างกัมพูชา

พาวิเลี่ยนกัมพูชามีลักษณะภายนอกเป็นกล่องสี่เหลี่ยมจัตุรัส โดยแต่ละด้านของพาวิเลี่ยนจะมีการนำรูปโบราณสถานลือชื่อ 4 แห่งมาจัดแสดง และ “ปราสาทเขาพระวิหาร” ก็เป็นหนึ่งในนั้น

ส่วนการจัดแสดงภายในพาวิเลี่ยน กัมพูชาก็มุ่งขับเน้นเนื้อหาไปที่โบราณสถาน โบราณวัตถุ และโลกของเขมรยุคเมืองพระนคร

หนึ่งในวัตถุจัดแสดงที่น่าสนใจก็คือ แผนที่ของอาณาจักรเขมรโบราณ ซึ่งขยายขอบเขตกว้างขวางมาจนถึงดินแดนประเทศไทยในปัจจุบัน ราวกับเป็นการเน้นย้ำว่า ในยุคเมืองพระนคร มีเพียงการดำรงอยู่ของอาณาจักรเขมรเท่านั้น โดยปราศจากอาณาจักรไทย สยาม หรือเสียมใดๆ ทั้งสิ้น

และอาณาจักรเขมรยุคเมืองพระนครอันยิ่งใหญ่นี่เองที่มีความสืบเนื่องตกทอดมายังกัมพูชาในยุคปัจจุบัน ขณะที่ “อนาคต” กลับเป็นสิ่งซึ่งถูกทอดทิ้งไป

พาวิเลี่ยนเขมรจึงมีลักษณะ “ย้อน/ถวิลหาอดีต” ไม่ต่างจากศาลาไทย แถมยังอาจมีอารมณ์ชาตินิยมเข้มข้นกว่าเสียด้วยซ้ำ

สุดท้าย ศาลา/พาวิเลี่ยนของสองประเทศเพื่อนบ้านจากอุษาคเนย์ ก็หมกมุ่นให้ความสำคัญอยู่กับ “อดีต” ที่ (เชื่อว่าตนเอง) ยิ่งใหญ่ โดยไม่ใส่ใจถึง “อนาคต” (อันน่าหวาดหวั่นไม่มั่นคง?) สักเท่าใดนัก

ทั้งไทยและกัมพูชาในโลกจำลองของงานเอ็กซ์โป 2010 จึงมีสถานะเป็นดัง “นครที่ไร้อนาคต”

ระบบการศึกษาของไทย คงมีอะไรชำรุดหรือขาดตกบกพร่องมานานมาก จึงส่งผลให้ปัจจุบันทุกวันนี้ไทยกลายเป็นสังคม “หลงอดีต ไร้อนาคต” เพราะมัวแต่เหลียวหลัง ไม่แลหน้า

นักศึกษาประวัติศาสตร์โบราณคดีมานุษยวิทยา และประวัติศาสตร์ศิลป์ ต้องพินิจพิจารณาจงหนัก เพราะมีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงจะให้สังคมเป็นอย่างไร? “หลงอดีต ไร้อนาคต” หรือ “รู้จักอดีต รับใช้ปัจจุบัน สร้างสรรค์อนาคต”

ท้องถิ่นมีสิทธิบริหารจัดการ สมบัติวัฒนธรรมที่มีในท้องถิ่น

บอกเก้าเล่าสิบ 4 พฤศจิกายน 2553| มี 1 หน้า

ท้องถิ่นมีสิทธิบริหารจัดการ

สมบัติวัฒนธรรมที่มีในท้องถิ่น

สุจิตต์ วงษ์เทศ

www.sujitwongthes.com

ชุมชนท้องถิ่น กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) มีสิทธิ(ตามรัฐธรรมนูญ) มีส่วนร่วมบริหารจัดการและบำรุงรักษาสมบัติวัฒนธรรมที่มีในท้องถิ่น

แต่ประชาชนชาวบ้านในชุมชนท้องถิ่น ไม่ได้เรียนสำเร็จทางประวัติศาสตร์โบราณคดีมานุษยวิทยา และประวัติศาสตร์ศิลป์ คนส่วนมากเรียนจบประถม, มัธยมเท่านั้น จะให้ทุกคนรู้วิชาการอย่างคนเรียนปริญญามหาวิทยาลัย ย่อมเป็นไปไม่ได้

นักประวัติศาสตร์โบราณคดีมานุษยวิทยา และนักประวัติศาสตร์ศิลป์ของทางราชการ ที่มีภาระหน้าที่อนุรักษ์พิทักษ์โบราณศิลปวัตถุสถาน ควรตระหนักอย่างยิ่งว่าเป็นงานใช้“พระคุณ” ไม่ใช่งานใช้“พระเดช”(เหมือนตำรวจ, ทหาร)

ฉะนั้นอย่าวางอำนาจทำตัวเป็นเจ้านายคอยชี้นิ้วแล้วเหยียดประชาชนชาวบ้านว่าโง่เง่าเต่าตุ่นกว่าตน เพราะสกุลรุนชาติตัวเองก็ไม่ได้วิเศษไปกว่ากัน

แต่ต้องอ่อนน้อมถ่อมตัวเข้าหาประชาชนชาวบ้าน เพื่อโน้มน้าวให้มาเป็นญาติมิตรสมัครพรรคพวกและเครือข่าย ร่วมกันดูแลอนุรักษ์พิทักษ์โบราณศิลปวัตถุสถาน เพราะเขามีชีวิตใกล้ชิดอยู่ที่นั่นตลอดเวลา

ขณะเดียวกันก็เร่งรัดหาช่องทางทยอยถ่ายโอนให้ อปท. บริหารจัดการต่อไปให้เร็วที่สุด

นักประวัติศาสตร์โบราณคดีมานุษยวิทยา และนักประวัติศาสตร์ศิลป์ของทางราชการ ควรถอนตัวจากงานบริหารจัดการโบราณศิลปวัตถุสถาน กลับไปทำงานวิชาการตามถนัด แล้วคอยเป็น“พี่เลี้ยง” ทางวิชาการให้ อปท. จึงจะควร และจะได้รับยกย่องสูงยิ่ง

ชีวิตในแหล่งโบราณคดี

ดาวน์โหลด

ชุมชนท้องถิ่น ต้องมีส่วนร่วมบริหารจัดการ แหล่งโบราณคดี และศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น

ดาวน์โหลด Ms Word

ฐานความรู้ สู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์

ดาวน์โหลด Ms Word