หมวดหมู่ ‘บทความ-สารคดี’

พระพุทธรูปศิลาขาว สมัยทวารวดี

Download PDF

sila-khao statue 1

Download

ประวัติ มานิต วัลลิโภดม แบบฉบับของนักโบราณคดี

Download PDF

manit 1

Download

“กู” กับ “ไพร่”

Download PDF

“กู” กับ “ไพร่”

สุจิตต์ วงษ์เทศ

 

          มีผู้ถามความเป็นมาที่ผมถูกเรียกเป็นไพร่ว่ามาจากไหน? จึงจะเล่าเท่าที่จำได้ ถ้าคลาดเคลื่อนบ้างก็ขอประทานโทษ เพราะมันนานมากแล้ว ดังนี้

          กู เป็นสรรพนามบุรุษที่ 1 ใช้แทนตัวผู้พูด (พจนานุกรม ฉบับมติชน) แต่สังคมไทยจัดเป็นคำหยาบ, คำไม่สุภาพ เป็นภาษาไพร่ ไม่ผู้ดี ใครใช้คำว่า กู ถือเป็นพวกไพร่ ไม่มีสกุลรุนชาติ

          ผมเริ่มใช้คำว่า กู เมื่อ พ.ศ. 2512 (ขณะนั้นยังเป็นนักเรียนสอบตกซ้ำซากอยู่คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร) ในกลอนชื่อ กูเป็นนิสิตนักศึกษา แล้วใช้ในนิยายขนาดสั้นเรื่อง หนุ่มหน่ายคัมภีร์ ตลอดทั้งเรื่อง (เพิ่มเติม…)

ขายอดีต ลงทุนเพื่ออนาคต

Download PDF

ขายอดีต

ลงทุนเพื่ออนาคต

 

          ไทยต้องขายอดีต ลงทุนเพื่ออนาคต

          หมายถึง สังคมไทยต้องบริหารจัดการทรัพยากรทางวัฒนธรรม ที่เป็นมรดกตกทอดมาแต่อดีตให้เป็นทุน ด้วยการขายผ่านการท่องเที่ยว หรืออื่นๆ ที่มีคุณภาพ

          แล้วเอาทุนที่ได้มาจากการขายอดีตนั้น ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทางวัฒนธรรม (ซึ่งจะขายได้อีก) เช่น มิวเซียม, โบราณสถาน, ห้องสมุด, โรงละคร, โรงดนตรี, หอศิลปะ, ฯลฯ เพื่อพัฒนาคนในไทยให้มีคุณภาพในอนาคต

          อันที่จริงสังคมไทยขายอดีตมานานมากแล้ว อย่างน้อยราวหลัง พ.ศ. 2500 ตั้งแต่มีแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับแรก

          แต่รัฐบาลทุ่มเทลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านอุตสาหกรรม โดยไม่ใส่ใจด้านสังคมวัฒนธรรม และไม่นึกถึงคุณภาพคนในอนาคต

          จึงส่งผลให้ไทย โดยเฉพาะกรุงเทพฯ มีซ่องโสเภณีใหญ่ที่สุดและมากที่สุดในโลก ในนามสถานบริการต่างๆ ที่มุ่งบริการทางเพศ

หญิงเป็นนาย ชายเป็นบ่าว เอาผัวเอาเมียแบบบ้านๆ

Download PDF

Download

สิบสองภาษา สำเนียงเพื่อนบ้าน

Download PDF

Download

ลายเส้นเป็นการ์ตูน

Download PDF

 Download

สามกรุงศรี : อยุธยา ธนบุรี กรุงเทพฯ

Download PDF

วีซีดีภาพยนตร์สารคดีประวัติศาสตร์จากหลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดี ชุด

สามกรุงศรี

THREE CAPITALS

อยุธยา – ธนบุรี – กรุงเทพฯ

Ayudhaya – Thonburi – Bangkok

สุจิตต์ วงษ์เทศ   บรรณาธิการ เขียนบทและบรรยาย

สุรพงษ์ พินิจค้า  กำกับภาพยนตร์

 

กรุงศรีอยุธยา : ราชอาณาจักรสยามแห่งแรก

AYUDHAYA : Siam’s First Capital

Click เพื่อเข้าชมวิดีโอ

 

กรุงธนบุรีศรีมหาสมุทร : ฟื้นฟูราชอาณาจักรสยาม

THONBURI : Revival of Siam

Click เพื่อเข้าชมวิดีโอ

 

กรุงรัตนโกสินทร์ : ทองมกุฎสุดใจดินใจฟ้า

BANGKOK : Progress and Sacrifice

Click เพื่อเข้าชมวิดีโอ

“แขก” มุสลิม ในความเป็นไทย

Download PDF


Download

“เทริด” เครื่องสวมหัวละคร

Download PDF

ต้นฉบับมี 6 หน้า | 17 เมษายน 2555

“เทริด” เครื่องสวมหัวละคร

เป็น “วัฒนธรรมร่วม” ของสุวรรณภูมิ

โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ

www.sujitwongthes.com

 

เทริดโนราทางภาคใต้ คือละครนอกยุคอยุธยา

 

          เทริด เป็นเครื่องสวมหัวเมื่อเล่นละครเก่าสุดในราชสำนัก มีต้นเค้าแรกสุดเป็นกะบังหน้าในประติมากรรมแบบเขมร ตั้งแต่ราวหลัง พ.ศ. 1400

          ปัจจุบันมักเรียก“เทริดโนรา” เพราะยังใช้ใส่เล่นโนราทางภาคใต้

          แต่ความจริงเป็นเทริดละครยุคแรกเริ่มในอยุธยา ส่วนโนราแบบภาคใต้แท้จริงแล้วคือละครนอกของอยุธยา แพร่หลายลงไปทางใต้ นับเป็นละครนอกตกค้างเก่าแก่ที่สุด แต่เรียกโนราตามชื่อตัวละครเอกที่นิยมเล่นเรื่องนางมโนห์รา

          ความสำคัญของเทริดยังเห็นได้จากบนแท่นเชิญศีรษะศักดิ์สิทธิ์ต่างๆในพิธีไหว้ครู ครอบ โขนละคร ต้องมีเทริดตั้งไว้บูชาด้วย

 

ชฎา, มงกุฎ

ได้จาก “ลอมพอก” ของเปอร์เซีย(อิหร่าน)

          ชฎา, มงกุฎ มีต้นแบบจากวัฒนธรรมอินโด-เปอร์เซีย ที่นักบวชอินเดียโบราณรวบผมถักเป็นลอนเกล้าสูงขึ้นไป

          โขนละครในราชสำนักสุวรรณภูมิยุคแรกๆ สวมลอมพอก เมื่อนานเข้าก็มีพัฒนาการเป็นชฎา, มงกุฎ

          ลา ลูแบร์ เมื่อดูโขนละครของราชสำนักอยุธยาสมัยสมเด็จพระนารายณ์(ราชอาณาจักรสยาม โดย มร. เดอ ลา ลูแบร์ แปลโดย สันต์ ท. โกมลบุตร สำนักพิมพ์ก้าวหน้า พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2510) จึงมีบันทึกว่า โขนละคร “สวมชฎาทำด้วยกระดาษทองน้ำตะโก ทรงสูงปลายแหลมเกือบเหมือนลอมพอกของพวกขุนนาง แต่ครอบลงมาข้างล่างจนปรกใบหู”

          ที่ลา ลูแบร์เห็นอย่างนั้นเป็นเพราะเมื่อเล่นเรื่องรามเกียรติ์ก็พรางหน้าจริงโดยสวมหน้ากากเป็นตัวต่างๆ แล้วสวมลอมพอกไว้บนหัวเมื่อเป็นตัวพระ, นาง และยักษ์

          ลอมพอกสวมหัวค่อยๆประดิดประดอยประดับประดาจนถึงสมัยหลังๆก็เป็นชฎาตัวพระ และ มงกุฎตัวนาง

          ชฎา, มงกุฎ หมายถึงเครื่องสวมศีรษะ มียอดแหลม และมีหลายแบบ นักปราชญ์ราชบัณฑิตสยามอธิบายสอดคล้องกันว่าชฎามีต้นแบบจากลอมพอกที่เป็นเครื่องสวมศีรษะของเปอร์เซีย(อิหร่าน)

          ลอมพอก เครื่องสวมศีรษะรูปยาว ยอดแหลม หรืออาจมนๆ ไม่แหลมนักก็ได้ ล้วนได้แบบจากเปอร์เซีย(อิหร่าน) ตั้งแต่ก่อนยุคอยุธยา แล้วใช้เป็นเครื่องทรงพระเจ้าแผ่นดินกับเครื่องแบบขุนนางสยามยุคอยุธยา ต่อมามีพัฒนาการเป็นชฎาและมงกุฎ ใช้แต่งตัวโขนละครด้วย

          ลอมพอก มาจาก ลอม กับ พอก

          ลอม หมายถึง กองเรียงกันขึ้นไปให้สูงเป็นจอม เช่น ลอมฟาง วางท่อนไม้ให้ปลายด้านบนรวบกันเป็นจอม เช่น ลอมฟืน

          พอก หมายถึง เพิ่ม, พูน, โพก เช่น โพกหัว, โพกผ้าขะม้า, ฯลฯ

          นอกจากลอมพอกแล้ว เครื่องแต่งตัวโขนละครยังใช้ผ้าของเปอร์เซียด้วย

 

ชฎามกุฎ คือการรวบผมที่ถักเป็นลอนให้เกล้าสูงขึ้นไปแล้วจึงทิ้งปลายปัดมาด้านหลัง อันเป็นทรงผมของนักบวชอินเดียโบราณ (พระโพธิสัตว์ อวโลกิเตศวร พบที่ อ. ไชยา จ. สุราษฎร์ธานี อายุราวพุทธศตวรรษที่ 12-13 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร)

ชฎามกุฎในศิลปะเขมร เริ่มมีการนำเอากะบังหน้าสวมครอบทับมวยผมที่เกล้าสูงเป็นรูปทรงกระบอกคือเป็นแบบประดิษฐ์มากขึ้น (เศียรรูปบุคคล ศิลปะเขมร อายุราวพุทธศตวรรษที่ 15-16 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร)

ในขณะเดียวกัน ศิลปะเขมรยังมีศิราภรณ์อีกแบบซึ่งใช้ระบบกะบังหน้า-รัดเกล้า คือมีที่เกี้ยวครอบมวยผมเป็นรูปสามเหลี่ยมซ้อนกันเป็นชั้นๆและสวมเทริดไว้ด้านหน้า เป็นต้นเค้าของ “มงกุฎ” คือเริ่มมีเครื่องประดับมาครอบลงบนมวยผม ต่างจาก “ชฎา” ที่เกิดจากการเกล้าผมสูงอย่างเดียว (ประติมากรรมรูปพระวัชรธร? ศิลปะเขมรแบบบายน พุทธศตวรรษที่ 18 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร)

ศิลปะสุโขทัย ใช้ศิราภรณ์ตามระบบกะบังหน้า-รัดเกล้าที่สืบมาจากเขมร จึงยังเห็นว่าเป็นศิราภรณ์ที่ยังแยกกันอยู่ระหว่างสองชิ้นคือ กะบังหน้า (เทริด) กับรัดเกล้า (เกี้ยวรูปสามเหลี่ยมซ้อนกันเป็นชั้น)(เทวรูปสำริดสมัยสุโขทัย พุทธศตวรรษที่ 19-20 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร)

สมัยอยุธยายุคต้นๆ ศิราภรณ์ยังคงทำตามแบสุโขทัยคือใช้ระบบกะบังหน้า-รัดเกล้า ส่วนรัดเกล้ายังอยู่ในสัดส่วนเล็กๆไม่สูงมาก (บานประตูสลักไม้จากวัดพระศรีสรรเพชญ์ อยุธยา พุทธศตวรรษที่ 21 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา)

ศิราภรณ์แบบกะบังหน้า-รัดเกล้าของอยุธยาในช่วงต่อมาเริ่มมีส่วนรัดเกล้าในทรงสูงมากขึ้นจนเห็นได้ชัดซึ่งจะคล้ายกับมงกุฎที่รู้จักกันในปัจจุบัน (พระพุทธรูปประธานวัดหน้าพระเมรุ อยุธยาราวปลายพุทธศตวรรษที่ 22)

(ซ้าย) ขุนนางสยาม ลายเส้นจากหนังสือจดหมายเหตุลา ลูแบร์ (ขวา) ออกญาโกษาธิบดี (ปาน) ราชทูตสยามจากราชสำนักอยุธยา ไปเจริญทางพระราชไมตรีกับฝรั่งเศส เมื่อ พ.ศ. 2229 วาดโดย ชอง ไฮน์เซลมาน (Jean Hainzelman) จิตรกรชาวเยอรมัน ผู้มาพำนักในประเทศฝรั่งเศส (ภาพต้นฉบับเป็นสมบัติของหอสมุดแห่งชาติฝรั่งเศส)

(ซ้าย) ตัวนางสวมมงกุฎ (ขวา) ตัวพระสวมชฎา