มติชนรายวัน อังคารที่ 16 มกราคม 2561

 

ขอความรู้จากชาวบ้าน

มาเขียนขายชาวเมือง

 

         “ค่ายอาสา” เป็นกิจกรรมยอดนิยมของนักศึกษามหาวิทยาลัย ยุคเผด็จการทหาร “สฤษดิ์-ถนอม-ประภาส” ราวหลัง พ.ศ. 2500

         เริ่มต้นยังไง? มาจากไหน? ไม่รู้ เพราะไม่เคยมีประสบการณ์ จึงเรียกชื่อกิจกรรมไม่ค่อยถูกต้องตรงนัก ขอโทษด้วย

         แต่เริ่มได้ยินหลังผมเป็นน้องใหม่ มหาวิทยาลัยศิลปากร 2507 เพราะเพื่อนมิตรจากธรรมศาสตร์, จุฬาฯ, เกษตร เมื่อเสพสุรายาดองใกล้โรงพิมพ์ย่านบางลำพู ทำหนังสือรับน้องใหม่ มักถามกันว่า “ออกค่ายที่ไหนปีนี้” แล้วก็คุยเรื่องค่ายกันโขมงโฉงเฉง

         เล่ากันว่าก่อนปิดเทอมทุกปีจะประชุมหารือแล้วนัดหมายกันหลายสิบคนในชมรมฯ ออกตั้งค่ายหมู่บ้านแห่งใดแห่งหนึ่งในชนบทยากจนข้นแค้นแสนกันดาร เพื่อพัฒนาชาวบ้านมีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น

         ขรรค์ชัย บุนปาน กับผม ไม่คุ้นประเพณีออกค่ายทำค่ายเหมือนเพื่อนมิตรมหาวิทยาลัยอื่นๆ จึงไม่มีข้อสนทนาเรื่องค่ายๆ อย่างพวกเขา

         “ปีนี้มึงไปค่ายจังหวัดไหน?” เพื่อนถามขรรค์ชัยและถามผมด้วย

         “ไปค่ายอะไร” ผมสงสัยในครั้งแรกที่ได้ยิน เพราะไม่เคยรู้มาก่อน

         “ค่ายอาสาพัฒนาชนบท แนะนำคนในหมู่บ้านพัฒนาอาชีพและอื่นๆ” เพื่อนต่างมหาวิทยาลัยพยายามอธิบาย “สร้างโรงเรียน ซ่อมห้องเรียน สอนหนังสือเด็กๆ ในหมู่บ้านให้อ่านออกเขียนได้ อะไรทำนองนี้”

         “กูไปต่างจังหวัดเรื่อยๆ ไปหมู่บ้านบ่อยๆ บางทีเดือนเว้นเดือน” บอกกับเพื่อนต่างมหาวิทยาลัยว่าผมกับขรรค์ชัยออกต่างจังหวัดสม่ำเสมอ เพราะหนีเรียนขี้เกียจเข้าห้องเรียน แต่ที่ไปอย่างเป็นงานเป็นการกับครูบาอาจารย์ คือสำรวจและขุดค้นทางประวัติศาสตร์โบราณคดีปีละครั้ง ต้องอาศัยกินนอนตามศาลาวัดบ้าง ในหมู่บ้านบ้าง อยู่กับชาวบ้าน แต่ละครั้งนานหลายวันถึงครึ่งเดือนก็มี บางทีขรรค์ชัยกับผมเสร็จงานกับอาจารย์แล้วยังไปต่ออีกก็ไม่น้อย

         “มึงไปพัฒนาที่ไหน จังหวัดอะไร” เพื่อนถาม

         “พัฒนงพัฒนาอะไร ไม่มี ไม่พัฒนาชนบท ไม่พัฒนาชาวบ้าน” ขรรค์ชัยตอบห้วนๆ อย่างห้าวๆ “แต่ไปขอชาวบ้านให้พัฒนาตัวกูเอง กูไปขอความรู้จากชาวบ้าน ขอความรู้ประวัติศาสตร์โบราณคดีของที่นั่นจากชาวบ้าน ให้ชาวบ้านสอน กูจะได้ไม่โง่”

         ทุกวันนี้เท่าที่สังขารทรงอยู่ได้ไม่เหนื่อยมากนัก ขรรค์ชัย บุนปาน ก็ยังตระเวนต่างจังหวัดขอความรู้จากชาวบ้านเป็นครั้งคราว

         ถ้าไปเองไม่ได้ ขรรค์ชัยก็จัดรถตู้เกาหลีฮุนไดให้ผมตระเวนคนเดียวข้ามทุ่งลงท่า ทั้งทุ่งกุลาทั้งขึ้นเขาลงห้วยเพื่อขอความรู้ชาวบ้านมา “ทำความจริงให้ปรากฏ” ทางประวัติศาสตร์โบราณคดีเพื่ออนาคต

         ดังนี้ที่ยังมีข้อมูลข่าวสารเขียนหนังสือทื่อๆ ทิ่มๆ เพราะอยู่ค่าย “แบ่งปันความรู้ เชิดชูศาสนา พัฒนาแหล่งน้ำ” ของขรรค์ชัย ไม่ใช่เพราะตัวตนของผมที่ยอมจำนนตื่นกลัวคนหมู่มาก