มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 15 ธันวาคม 2560

 

ไม่ยกย่อง

สิบสองภาษา

 

          ภาษาอังกฤษของคนไทยส่วนมากใช้การไม่ได้ ไม่แข็งแรง จึงพูดไม่ได้ อ่านไม่ออกมีผู้บอกว่าต้นเหตุสำคัญมาจากชนชั้นทางสังคมระหว่าง นาย-บ่าว, ผู้ใหญ่-ผู้น้อย ฯลฯ

          ระบบการศึกษาของไทยแบบอาณานิคม (มากกว่า 100 ปีมาแล้ว ยังตกค้างถึงปัจจุบัน) ทำลายความมั่นใจตนเอง ไม่เคารพตนเอง ไม่เคารพผู้อื่น จนคิดด้วยตัวเองไม่ได้ เท่ากับเหยียดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ทั้งของตนเองและของคนอื่นพร้อมๆ กัน จึงสนับสนุนชนชั้นทางสังคม ภาษาอังกฤษยิ่งถูกทำให้สูงส่งและศักดิ์สิทธิ์ เพราะ

          (1) เป็นภาษาเจ้าอาณานิคมผู้สูงส่ง และ (2) เป็นภาษาคนชั้นนำสยามผู้ศักดิ์สิทธิ์

          ดังนั้น สามัญชนพลเมืองและไพร่บ้าน ย่อมไม่ฉลาดในสติปัญญาพอจะรู้ภาษาอังกฤษถึงขั้นเรียนจนรู้แล้วคิดได้แบบคนอังกฤษหรือคนชั้นนำสยาม

          แต่อาจเรียนได้ตามควรแก่ฐานะ (ทางสังคม) เท่านั้น เพื่อรับจ้างทำงานรับใช้เป็นเสมียนและล่าม เพราะไม่มีสติปัญญามากพอจะเรียนรู้เกินกว่านี้

          ที่เขียนมาตั้งแต่ต้นไม่ได้คิดเองทั้งดุ้น แต่พยายามสรุปทบทวนสาระสำคัญที่ผมเคยปรึกษาหารือเมื่อหลายสิบปีมาแล้วในวงข้าววงเหล้า กับคุณไมเคิล ไรท์ (ชาวอังกฤษที่ถึงแก่กรรมไปนานแล้ว)

          ไม่แค่ภาษาอังกฤษ แม้ภาษาเพื่อนบ้านก็เช่นกันที่รู้จักมักคุ้นอย่างดีเรียก “สิบสองภาษา” การศึกษาไทยแบบอาณานิคมไม่ยกย่อง แล้วเหยียดอยู่ในสำนึก ทั้งๆ ภาษาเหล่านั้นสำคัญอย่างยิ่งต่อไทยในการศึกษาวิจัยประวัติศาสตร์, โบราณคดี, วรรณคดี, เพลงดนตรี ฯลฯ โดยเฉพาะภาษาเขมรเป็นภาษาราชาศัพท์สืบมาแต่
ยุคอยุธยา

          อะไรคือสิบสองภาษา?

 

สิบสองภาษานานาชาติ

          สิบสองภาษา หมายถึง นานาประเทศ, นานาชาติ หรือประเทศ (ชาติ) ต่างๆ จำนวนมาก มีใช้ทั่วไปในภาษาพูดตั้งแต่ยุคต้นอยุธยาหรือก่อนหน้านั้น

          แต่พบเป็นลายลักษณ์อักษรเก่าสุดในเพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยาว่า “ทุกประเทศสิบสองภาษา” (แต่งราวเรือน พ.ศ. 2200 ในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์)

          ยุคแรกมีขอบเขตจำเพาะบ้านเมืองรอบๆ เช่น ลาว, เขมร, มอญ, พม่า, เวียดนาม, ชวา, มลายู ฯลฯ ยุคหลังขยายถึงโลกตะวันตก เช่น ยุโรป, อเมริกา

          สิบสอง หมายถึงจำนวนมาก ซึ่งมีมากกว่าสิบสอง ไม่แค่สิบสองจริงๆ จะมากกว่าเท่าไรก็ได้ ไม่จำกัด แต่ยกคำว่าสิบสองเป็นจำนวนได้จากปีนักษัตร (ชวด, ฉลู, ขาล ฯลฯ) มี 12 นักษัตร ถือเป็นจำนวนศักดิ์สิทธิ์ จึงใช้เรียกจำนวนของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และมีความหมายทางดี เช่น สิบสองท้องพระคลัง, สิบสองสนมนางกำนัล, นางสิบสอง (ในนิทานเรื่องพระรถ เมรี เป็นนิทานบรรพชน ถือเป็นเรื่องศักดิ์สิทธิ์)

          ภาษา หมายถึง ภาษาพูดเป็นสำเนียงต่างๆ ถ้าพูดสำเนียงเดียวกันนับเป็นพวกเดียวกัน ถ้าสำเนียงต่างกันก็ไม่เป็นพวกเดียวกัน มีชาติกำเนิดต่างถิ่นกัน ถือเป็นคนละชาติภาษา เช่น คนพูดสำเนียงลาวลื้อเป็นชาติภาษาหนึ่ง คนพูดสำเนียงลาวเงี้ยวก็เป็นชาติภาษาหนึ่ง คนพูดสำเนียงลาวทรงดำก็เป็นอีกชาติภาษาหนึ่ง (มีในเรื่องนางนพมาศ แต่งสมัย ร.3 กรุงรัตนโกสินทร์)

 

การละเล่น

          เมื่อคุ้นเคยชาติภาษาต่างๆ นานเข้าก็สร้างสรรค์เป็นการละเล่น เช่น สวดคฤหัสถ์ ออกภาษา ฯลฯ

          สวดคฤหัสถ์ หมายถึง การละเล่นของชาวบ้านในงานศพ ล้อเลียนพระสงฆ์สวดอภิธรรม

          งานศพยุคดั้งเดิมมีที่บ้านคนตาย แล้วนิมนต์พระสงฆ์ไปสวดอภิธรรมตอนกลางคืนที่บ้านศพ เมื่อสวดเสร็จพระสงฆ์ก็กลับวัด จากนั้นชาวบ้านที่ตั้งตนเป็นนักสวดคฤหัสถ์ 4 คน เข้านั่งประจำที่ของพระสงฆ์ แล้วสวดเป็นถ้อยคำพื้นบ้านพื้นเมืองตลกคะนอง ด้วยทำนองท้องถิ่นที่เคยทำตกทอดในพิธีต่างๆ โดยมีกินเหล้าเมายาจนสว่าง

          นักสวดคฤหัสถ์มี 4 คน เรียกชื่อต่างๆ ได้แก่ (1) ตัวตุ๊ย (2) คอหนึ่ง (3) คอสอง (4) ตัวภาษา

          ทั้งหมดร่วมกันขับลำทำเพลงเป็นทำนองล้อเลียนสำเนียงต่างๆ ตามต้องการ
อย่างตลกคะนอง และอย่างดูถูกดูแคลน

          ออกภาษา หมายถึง การละเล่นเพลงสำเนียงภาษาต่างๆ อย่างเบ็ดเตล็ดเล็กๆ น้อยๆ เรียกเพลงลูกบท (ไม่เป็นแม่บท หรือต้นแบบหลัก) แรกมีในประเพณีสวดคฤหัสถ์ในงานศพชาวบ้าน

          บางทีเรียกเพลงลูกบทเหล่านี้ว่าสิบสองภาษา ดังนั้น ออกภาษากับสิบสองภาษาใช้แทนกันได้

          สมัย ร.5 ละครพันทางนิยมเล่นออกภาษาต่างๆ แล้วแต่งการเลียนแบบกลุ่มคนชาติเหล่านั้น เพราะคนดูชอบมาก เช่น พงศาวดารจีน, พงศาวดารมอญ, ขยายไปพม่า, เขมร, ลาว, แขก, ฝรั่ง ฯลฯ

 

ปี่พาทย์ออกภาษา 

          ครั้นสวดคฤหัสถ์นานไป พวกชาวปี่พาทย์ประโคมศพอยู่ในบ้านงานเดียวกัน เลยทำเพลงรับแต่ละภาษาเข้าผสมโรงด้วย

          ในที่สุดเป็นเพลงออกภาษา หรือเพลงสิบสองภาษาอย่างที่รู้จักคุ้นเคยทุกวันนี้ น่าจะมีขึ้นเก่าสุดราว ร.4 (ไม่เก่าถึงยุคอยุธยา ตามที่ครูดนตรีไทยเคยอธิบายไว้นานแล้ว) ตามลักษณะการเมืองและเศรษฐกิจการค้าที่เปลี่ยนจากเดิม ขณะเดียวกันก็เกิดสำนึกเหยียดชาติพันธุ์เพื่อนบ้านหนักข้อกว่ายุคก่อนๆ

 

ชื่อเพลงขึ้นต้นด้วยชื่อชาติพันธุ์

          ชื่อเพลงดนตรีไทยขึ้นต้นด้วยชื่อชาติพันธุ์ เริ่มนิยมอย่างแพร่หลายตั้งแต่ราว ร.4 หลัง พ.ศ. 2400 ตามความนิยมการละเล่นออกภาษายกตนข่มท่านเพื่อแสดงความเป็นอื่นที่ด้อยกว่า และอวดความเป็นไทยที่เหนือกว่า

          [มีคำอธิบายละเอียดและตัวอย่างอื่นอยู่ในหนังสือคนแปลกหน้านานาชาติของกรุงสยาม โดย ทวีศักดิ์ เผือกสม สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2546 หน้า 73-103]

          แต่อีกด้านหนึ่งก็แสดงให้เห็นลักษณะความสัมพันธ์แบบเครือญาติของไทยกับเพื่อนบ้านโดยรอบตามที่ระบุชื่อชาติพันธุ์ เช่น เขมรพายเรือ, พม่าแทงกบ, มอญดูดาว, ลาวกระทบไม้, ญวนทอดแห, จีนขิมเล็ก, แขกต่อยหม้อ ฯลฯ

          ความเป็นอื่นที่ด้อยกว่า กับความเป็นสยามที่เหนือกว่า ไม่จำเป็นต้องมีจริงในโลก เช่น ฝรั่งไม่ด้อยกว่าสยาม และสยามไม่เหนือกว่าฝรั่ง แต่ในโลกลวงๆ ของสยามแล้ว ความเป็นอื่นต้องด้อยกว่าทั้งนั้น ไม่ว่าในโลกจริงจะเป็นอย่างไร

          มีตัวอย่างสำคัญอยู่ในโคลงภาพคนต่างภาษา สมัย ร.3 ในวัดพระเชตุพน (วัดโพธิ์ ท่าเตียน) แต่งโคลงพรรณนาวัฒนธรรมคนต่างภาษาจำนวนหนึ่งที่มีจริงในโลก และคนชั้นนำยุคนั้นรู้จักดี

          แต่โคลงพรรณนาชาติภาษาต่างๆ สร้างให้ดูต่ำต้อย, ตลกคะนอง, ถึงหยาบช้าก็มี สอดคล้องกับการละเล่นเป็นที่นิยมของชาวสยามในยุคนั้น เช่น จำอวดคฤหัสถ์ในงาน ศพ, เพลงออกภาษา, สิบสองภาษา, เป็นต้น

          ชื่อเพลงยุคกรุงเก่าเอาชื่อเดิมของชาติพันธุ์นั้นๆ เรียกอย่าง “ทับศัพท์” หรือยกคำของชาติพันธุ์นั้นตั้งชื่อเพลงแล้วเพี้ยนเสียงบ้างไม่เพี้ยนบ้างสืบต่อๆ มา เช่น เนียรปาตี, อรุ่ม, ปะตงพัน, สระบุหร่ง, กะระนะ, ยิกินใหญ่, ยิกินหน้าศพ, บ้าระบุ่น, เนระคันโยค,  มุล่ง, มุใน ฯลฯ

          ที่เอาชื่อชาติพันธุ์มานำหน้าชื่อเพลงมีบ้าง แต่มีน้อย (ไม่แน่ใจว่าเป็นชื่อจริงมาแต่ดั้งเดิมยุคกรุงเก่า หรือเพิ่งเรียกชื่อนี้ตอนคัดลอกยุคหลัง) ในเพลงมโหรีกรุงเก่าที่จดไว้ 197 เพลง มีชื่อชาติพันธุ์นำหน้าแค่ 11 เพลง (เท่านั้น) เช่น มอญแปลง, มอญเล็ก, ขอมแปลง, มลายูหวน, มะละกาเสียเมือง, แขกสวด, แขกกินข้าว, ฝรั่งถอนสมอ, ญี่ปุ่น, จีนหลวง, จีนเก็บดอกไม้

เรือแพนาวา จาก “ทุกประเทศสิบสองภาษา” ขนส่งสินค้าซื้อขายวายล่องอยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยา ยุคต้นรัตนโกสินทร์ (ลายเส้นจากรูปถ่าย โดย เอ. โบกรูต์ ในหนังสือ บันทึกการเดินทางของ อ็องรี มูโอต์ ในสยาม กัมพูชา ลาว และอินโดจีนตอนกลางส่วนอื่นๆ สำนักพิมพ์มติชน พิมพครั้งแรก พ.ศ. 2558 หน้า 13)