มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 29 กันยายน 2560

 

งานศพ (จบ)

 

งานศพ มีสนุก

การละเล่นอึกทึกครึกโครม

 

         งานศพ มีสนุก ด้วยการละเล่นอึกทึกครึกโครม ตั้งแต่ยุคแรกเริ่มของอุษาคเนย์ ราว 3,000 ปีมาแล้ว

         ตกทอดถึงสมัยหลังๆ บริเวณลุ่มน้ำโขงเรียกงานศพว่า “งันเฮือนดี” (งัน หมายถึง งานฉลองมีการละเล่นสนุกสนาน)

         วรรณกรรมหลายเล่มยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ มีเล่าถึงการละเล่นงานศพสนุกสนาน เช่น อิเหนา, รามเกียรติ์ ฯลฯ แต่ยังน้อยกว่าที่พรรณนาไว้ในวรรณกรรมกรุงธนบุรี เรื่อง ปาจิตกุมารกลอนอ่าน (แต่งเมื่อ พ.ศ. 2316) พรรณนาการละเล่นในงานศพท้าวพรหมทัตอย่างวิจิตรพิสดาร และอึกทึกครึกโครม เช่น

         เพลงปรบไก่, ละครชาตรี, หุ่นมอญ, โขน, รำเขมร, รำมอญ, งิ้ว, โขนเขมร, ลาวเซิ้งบั้งไฟ, ระบำ, โมงครุ่ม, ระเบ็ง, กายกรรมรำอาวุธ (เช่น หกคะเมนปลายไม้, ไต่ลวด, ลอดบ่วง ฯลฯ), มวย ฯลฯ

 

เพลงปรบไก่ เล่นเรื่องขุนแผน

         เพลงปรบไก่มีบอกในปาจิตกุมารกลอนอ่าน ว่าเล่นเรื่องขุนแผนนางพิม เป็นพยานอย่างดีว่ายุคกรุงธนบุรียังไม่มีตีกรับขับเสภา หรือถ้าเริ่มมีก็ไม่นิยม (เพราะตีกรับขับเสภาจะเป็นที่นิยมยุคต่อไปราวต้นกรุงรัตนโกสินทร์) มีกลอนบอก ดังนี้

         หมู่นักเลงเพลงเล่นเต้นปรบไก่                   หมู่ผู้ชายเดินเรียงสำรวลสรวล

         เป็นทำนองร้องเกริ่นแล้วเชิญชวน             ทำกระบวนร่ำว่าเป็นท่าทาง

         ———-                                                     ———-

         ยังโรงหนึ่งครื้นเครงเล่นเพลงเรื่อง              เมื่อขุนแผนแค้นเคืองนางงามขำ

         ว่านางพิมแสนกลคนระยำ                          คุกคำรามด่าว่าด่ากันนุง

         [ผมเคยเขียนบอกหลายครั้งแล้ว ว่าตีกรับขับเสภามียุคต้นกรุงเทพฯ (ต้นทางเพลงเถา) ไม่มีในยุคอยุธยา เพราะยุคอยุธยาเล่นเรื่องขุนช้างขุนแผนตามประเพณีขับลำแบบลุ่มน้ำโขง แล้วพัฒนาเป็นเพลงโต้ตอบ เช่น ปรบไก่ แต่หลายคนไม่เห็นด้วย จึงขอให้ดูหลักฐานนี้]

 

งิ้ว, เซิ้งบั้งไฟ

         จีนเล่นงิ้ว “ภาษาจีนหมายเกณฑ์ให้เล่นงิ้ว ยืนชูนิ้วใส่เสื้อจนปกขา” และลาวเล่นเซิ้งบั้งไฟในงานศพ “พวกลาวหลามแห่หามบั้งไฟเซิ้ง ระรื่นเริงคลุกคลีเหมือนผีสิง บ้างถือปืนด้อมมองจะจ้องยิง บ้างโผนวิ่งทำเหมือนเสือแลเนื้อกวาง”

 

มอญ, เขมร

         การละเล่นของหลวงโดยกลุ่มมอญกับเขมร มีโมงครุ่มกับระเบ็ง (บาทีเรียก อีหลัดถัดทา) ว่า “มีหมู่มอญกับเขมรเล่นโมงครุ่ม” และ “ยังพวกเหล่าจ้าวเขมรเล่นระเบ็ง

 

โลดโผน หวาดเสียว

         การละเล่นประเภทกายกรรมออกแนวโลดโผน หวาดเสียว เช่น ไต่ลวด, ลอดบ่วง, หกคะเมนบนปลายไม้ ฯลฯ มีกลอนพรรณนาดังนี้

         ยังพวกหนึ่งขึงนั่งขึ้นไต่ลวด                                         ดูยิ่งยวดสูงสุดพ้นวิสัย

         ทั้งลอดบ่วงหน่วงดหนียวตัวขึ้นไป                       ยกมือไว้จับหางมยุรา

         ———-

         “ยังพวกเล่นหกคะเมนบนปลายไม้   น่าเสียวไส้ขนพองสยองขวัญ” “ยังพวกหนึ่งนอนหงายบนปลายหอก แลบลิ้นหลอกพวกมีตีโหม่งเหม่ง” “ยังพวกเล่นหกคะเมนบนคมดาบ อันขาวปลาบคมวาวเป็นเงาใส” “บ้างยกร้านขึ้นให้สูงแล้วพุ่งหอก ช่างรับได้หลบหลอกไวหนักหนา” “บ้างเล่นโลนโยนดาบให้กันรับ พอโยนปรับรับได้ไวขยัน”

 

มวย

         มากที่สุดในงานศพคราวนี้ คือ มวย มีพรรณนา 11 คู่ อย่างตื่นเต้น เร้าใจ และยาวหลายหน้ากระดาษ

         ครั้งเบี่ยงบ่ายชายแสงพระสุริย์ฉาน                    ภูมิบาลสั่งสารดำรัสไข

         ให้เปรียบมวยขึงนั่งสนามใน                               ลั่นฆ้องใหญ่เรียกหาบรรดามวย

         เข้ามาเทียบเปรียบได้ไทยกับเขก                        เป็นคู่แรกรูปร่างนั้นสะสวย

         ให้ซ้อมมือแคล่วคล่องทั้งสองรวย                       สิบเอ็ดคู่เปรียบได้มวยตามบัญชา

งานพระศพทศกัณฐ์ มีการละเล่นหลายอย่างในภาพจิตรกรรมฝาผนังรอบระเบียงโบสถ์วัดพระแก้ว (ปกเอกสารประกอบกิจกรรมพิพิธภัณฑ์เสวนาของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เมื่อวันเสาร์ที่ 2 กันยายน 2560)