มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 4 สิงหาคม 2560

 

งานศพ (16)

 

เครื่องประโคมงานศพ

ปี่, ฆ้อง, กลอง

ต้นแบบปี่พาทย์

 

          คนตาย เพราะขวัญหายไปหนไหนไม่รู้? ต้องทำพิธีเรียกขวัญคืนร่าง คนจะได้ฟื้นคืนปกติ โดยประโคมตีเครื่องมือ (เครื่องดนตรี) เท่าที่มีขณะนั้น แล้วร้องรำทำเพลงอึกทึกดังที่สุดให้ขวัญได้ยิน จะได้กลับถูกทาง

          ดนตรีประโคมงานศพเก่าสุดในอุษาคเนย์ราว 3,000 ปีมาแล้ว มีเครื่องมือหลัก ได้แก่ เครื่องตี (เช่น กลองไม้), เครื่องเป่า (เช่น ปี่)

          ต่อมา 2,500 ปีมาแล้ว ค้นพบโลหะ ก็มีเครื่องมือโลหะเพิ่มขึ้น ได้แก่ เครื่องตี (เช่น

          ต่อมา 2,500 ปีมาแล้ว ค้นพบโลหะ ก็มีเครื่องมือโลหะเพิ่มขึ้น ได้แก่ เครื่องตี (เช่น กลองทองมโหระทึก, ฆ้อง), เครื่องเป่า (เช่น แคน)

เครื่องประโคมงานศพต้นแบบราว 2,500 ปีมาแล้ว มีคนแบกหามเครื่องมือชนิดเหลี่ยมและกลมคล้ายกลองทองมโหระทึกกับกลองไม้ (ลายเส้นคัดลอกของกรมศิลปากรจากภาพเขียนในถ้ำตาด้วง บ้านวังกุลา ต. ช่องสะเดา อ. เมืองฯ จ. กาญจนบุรี)

 

          กลองทองมโหระทึกเป็นต้นทางวัฒนธรรมฆ้อง ที่ได้รับยกย่องเป็นเครื่องมือสำคัญที่สุดสืบจนทุกวันนี้ ดังพบในประเพณีวงปี่พาทย์ไทย ถือว่าฆ้องวงเป็นประธาน หรือครูใหญ่

          [หลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดีและมานุษยวิทยา เกี่ยวกับดนตรีและนาฏศิลป์ยุคดึกดำบรรพ์หลายพันปีมาแล้ว ผมเคยรวบรวมไว้ในหนังสือ 2 เล่ม คือ ร้องรำทำเพลง (สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2532) และ ดนตรีไทย มาจากไหน? (วิทยาลัย       ดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2553) นอกจากนั้นยังมีข้อมูลเพิ่มเติมอีกในหนังสือ ดนตรีอุษาคเนย์ โดย เจนจิรา เบญจพงศ์ วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2555]

ชนชาติจ้วง (พูดตระกูลภาษาไต-ไท) มณฑลกวางสีในจีน มีประเพณีประโคมตีกลองทองมโหระทึก และมีกลองไม้ขึงหนังตอกหมุดหน้าเดียว (เหมือนกับกลองทัดปัจจุบัน) เป็นประธาน
เสียงกังวานโลหะ เมื่อราว 2,500 ปีมาแล้ว นับเป็นเสียงใหม่ ยิ่งใหญ่ เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และมหัศจรรย์ที่สุดของยุคนั้น เครื่องดนตรีโลหะจึงมีฐานะสูงมากตราบถึงทุกวันนี้ เช่น ฆ้องวง ถือเป็น “ครูใหญ่” ของวงปี่พาทย์ ทั้งในไทยและอุษาคเนย์
[ภาพจากหนังสือ คนไทยอยู่ที่นี่ ที่อุษาคเนย์ ของ สุจิตต์ วงษ์เทศ มหาวิทยาลัยศิลปากร พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2537 หน้า 138-175]

ปี่พาทย์ฆ้องวง

          ครั้นเติบโตขึ้นเป็นบ้านเป็นเมือง แล้วเป็นรัฐตั้งแต่ก่อน พ.ศ. 1000 ดนตรีประโคมงานศพ ได้แก่ ปี่, ฆ้อง, กลอง, ฯลฯ เรียกในเอกสารยุคอยุธยาว่า ปี่พาทย์ฆ้องวง ใช้งานพิธีกรรมทั่วไปด้วย เช่น แก้บน, ละคร, หนังใหญ่, ฯลฯ

          แต่ในวัฒนธรรมเขมร เรียก วงตุ้มโมง (ตุ้ม คือ เสียงกลอง, โมง คือ เสียงฆ้อง) ยังมีใช้สืบมาจนทุกวันนี้อยู่ทาง จ. สุรินทร์, จ. บุรีรัมย์, จ. ศรีสะเกษ (คล้ายกับภาพสลักที่ปราสาทนครวัด ในกัมพูชา)

ปี่พาทย์ฆ้องวง หรือ ตุ้มโมง มีพัฒนาการสืบมาจนปัจจุบันเป็นปี่พาทย์ (บางทีเรียก พิณพาทย์) มีระนาดเพิ่มฆ้องวง แล้วมีเครื่องมืออื่นๆ อีก ถ้าใช้ในพิธีกรรมเรียกปี่พาทย์พิธี
วงตุ้มโมง ของชุมชนตระกูลมอญ-เขมร แถบลุ่มน้ำมูล ทิวเขาพนมดงเร็ก มี ปี่, ฆ้อง, กลอง เป็นปี่พาทย์ฆ้องวงยุคแรกๆ (ภาพจาก สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคอีสาน เล่ม 5 โดย มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ พิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2542)

วัฒนธรรมฆ้องในอุษาคเนย์ปัจจุบัน (ซ้าย) ฆ้องวงมอญ (ขวา) ฆ้องวงกัมพูชา, ลาว, ไทย