มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 21 กรกฎาคม 2560

 

งานศพ (14)

 

ศพในโกศ

เปิดโกศดูศพ

 

คนทั่วไปเข้าใจว่าโกศที่วางตั้งมีฝาปิดในงานศพคนชั้นสูง มีร่างคนตายทั้งตัว ถ้าเปิดฝาโกศก็เห็นหน้าคนตาย โดยส่วนหัวอยู่ข้างบน ส่วนขาอยู่ข้างล่าง

เหล่านี้เป็นความทรงจำสืบเนื่องจากยุคก่อนประวัติศาสตร์หลายพันปีมาแล้ว เรื่องเอาคนตายไปฝังโดยใส่ภาชนะดินเผา

มีพรรณนาไว้ในนิทานกลอนเรื่อง ลักษณวงศ์ (ที่เชื่อว่าเป็นงานของสุนทรภู่ แต่ไม่ทั้งหมด) ตอนพระลักษณวงศ์คร่ำครวญถึงนางทิพเกสรซึ่งเป็นศพในโกศ ดังนี้

 

ศพในโกศ

นางทิพเกสรตั้งท้องกับพระลักษณวงศ์ แล้วมีเหตุให้ต้องพลัดพรากจากกัน โดยพระลักษณวงศ์ไม่รู้ว่านางทิพเกสรตั้งท้องกับตน

ต่อมานางทิพเกสรปลอมตัวเป็นชาย ชื่อ พราหมณ์เกสร ไปตามหาพระลักษณวงศ์ซึ่งหลงหญิงอีกคนหนึ่งเป็นชายา แล้วใส่ร้ายจนพระลักษณวงศ์สั่งฆ่าพราหมณ์เกสร

ก่อนถูกประหาร พราหมณ์เกสรกลายร่างเป็นนางทิพเกสรตามเดิม แล้วคลอดลูกเป็นชาย ทำให้พระลักษณวงศ์รู้ความจริงทั้งหมดก็เศร้าโศก

จึงให้มีงานออกพระเมรุ เอาศพนางทิพเกสรเข้าโกศ แล้วเปิดโกศรำพึงรำพันกับหน้าศพ มีกลอนพรรณนาว่า

๏ ส่วนพระจอมหลักโลกยิ่งโศกเศร้า   เสด็จเข้าเคียงโกศไม่วายหวัง

ชักวิสูตรรูดรายพระฉายบัง                      พิลาปหลั่งชลเนตรลงเนื่องนอง ฯ

เปิดพระโกศมิ่งมิตรพิศพักตร์     โศกสลักทรวงในฤๅทัยหมอง

สะอื้นอ้อนกรกอดพระโกศทอง                 ชลเนตรตกต้องพระปรางนาง

เอาผ้าทรงลงซับชลเนตร                         ภูวเรศมิได้คิดอางขนาง

ละห้อยโหยโรยแรงกรรแสงพลาง                โอ้ว่าปรางแม่ยังอุ่นละมุนมือ

พระน้องนิ่งอยู่ไยในพระโกศ                    ยังคุมโทษโกรธเกรี้ยวอยู่เจียวหรือ

แม่อย่าให้ชาวเมืองเขาเลื่องลือ                  ประจานชื่อพี่ชั่วไปทั่วทิศ

เชิญพระน้องไปบรรทมปัจถรณ์                 พี่จะนอนอิงแอบแนบสนิท

เสียแรงพี่อ้อนวอนสมรมิตร                      แม่ดวงจิตรมิได้ลืมพระเนตรแล

เสียดายนางช่างงามเมื่อยามรัก                 พิศพักตร์ผ่องเพียงจะเคียงแข

วันนี้เศร้าศรีสวัสดิ์วิบัติแปร                      พระพักตร์แพ้จันทร์เพ็งไม่เปล่งนวล

น้ำพระทัยนุชนาฏสวาทพี่                       แต่แรกรุ่นดรุณีศรีสงวน

พี่เข้าเคียงงามชื่นทุกคืนชวน          เจ้าหยิกข่วนพี่ไม่บอกพระอัยกา

อีกตอนหนึ่ง แสดงความอาลัยอาวรณ์ด้วยการกอดโกศ เสมือนกอดนางทิพเกสรเมื่อมีชีวิต มีกลอนพรรณนา ดังนี้

๏ ครั้นเสร็จสรรพ์การศพนั้นครบสิ้น   พระนรินทร์ตรึกตรองยิ่งหมองหมาง

พรุ่งนี้แล้วแก้วพี่จะจากปรางค์                  นับวันแต่จะว่างวิเวกวัง

จึงตรัสสั่งเสนาบรรดาเฝ้า                        ให้เร่งเอารูปสัตว์ออกจัดตั้ง

ทั้งยานุมาศรถราชบัลลังก์                       พระตรัสสั่งแล้วเสด็จเข้าปรางค์ทอง

จึงสั่งพวกดนตรีให้ตีถวาย                       สุรางค์รายขับขานประสานสนอง

แต่พลบค่ำจนแจ้งรุ่งแสงทอง           ให้พระน้องเจ้าฟังให้อิ่มใจ

ราตรีเดียวกลอยสวาทจะคลาดแคล้ว ประโคมแก้วใครอย่าเห็นแก่หลับใหล

เป็นวันสุดนิ่มนุชจะจากไป                     กำนัลในช่วยกันส่งเสด็จนาง

พระสั่งพลางกางกรเข้ากอดโกศ                สะอื้นโอดองค์เอียงลงเคียงข้าง

กรรแสงโศกร่ำไห้พิไรพลาง                      โอ้จะร้างปรางค์แก้วไปจากกัน

พรุ่งนี้พอรุ่งสร่างสว่างภพ                         จะเชิญศพจำไกลมไหศวรรย์

จงสดับดุริยางค์ต่างๆ กัน                       ฟังเสียวันเดียวเถิดพระยุพิน

 

ยกศพออกจากโกศ

ความเข้าใจของคนทั่วไปเกี่ยวกับศพในโกศ ยังมีในปาจิตกุมารกลอนอ่าน (แต่ง พ.ศ. 2316 แผ่นดินกรุงธนบุรี)

นางอมร ธิดาเจ้าเมืองจัมปาก ถูกงูเห่ากัดตาย เอาศพใส่โกศ

นางอรพิมแปลงเป็นชาย ชื่อ พระไพรจิต (เพื่อตามหาท้าวปาจิต) อาสารักษาถอนพิษงูเห่า แต่ต้องเอาศพออกจากโกศ มีกลอนพรรณนา ดังนี้

เอาเข้าใส่ไว้ในม่านที่กั้นไว้      โกศอย่าใส่ให้เอาไว้แต่ร่างผี

เจ้าเมืองจัมปากทำตามนั้น โดยสั่งให้ยกศพออกจากโกศ ว่า “จงเปิดโกศยกเอาร่างนางออกไว้”

ปาจิตกุมารกลอนอ่าน เป็นต้นแบบให้สุนทรภู่สร้างสรรค์สัมผัสเป็นกลอนสุภาพที่เรียกกันสมัยหลังว่า กลอนสุนทรภู่

ความเชื่อว่าเอาศพใส่โกศเหมือนที่พบในนิทานกลอนเรื่องพระลักษณวงศ์ ยังพบในลายเส้นจำลองลักษณะของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ พระศพงอเข่าอยู่ในพระบรมโกศทองใหญ่ หลังเสด็จสวรรคต พ.ศ. 2409 (ค.ศ. 1866)
[สรุปจากคำอธิบายและภาพของ ไกรฤกษ์ นานา ภาพจากหนังสือเดินทางรอบโลก (VOYAGE AUTOUR DU MONDE) ของเคาน์โบวัว (LE COMTE DE BEAUVOIR) ชาวฝรั่งเศส พิมพ์ที่ปารีส พ.ศ. 2411 (ค.ศ. 1868)