มติชนรายวัน พฤหัสบดีที่ 20 กรกฎาคม 2560

 

อย่าปล่อยลอยนวล

บรรดานักประวัติศาสตร์โบราณคดี

 

          ประวัติศาสตร์โบราณคดีอยุธยาสำคัญมาก จนไม่ควรปล่อยให้เป็นเรื่องของนักประวัติศาสตร์โบราณคดีกำหนดเองพวกเดียว

          การท้าทายนักประวัติศาสตร์โบราณคดีอยุธยาและผู้เชี่ยวชาญสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์โบราณคดี เป็นรากฐานสำคัญของระบอบประชาธิปไตย

          หากไม่ต้องการให้ทุกสิ่งทุกอย่างในสังคมถูกควบคุมโดยผู้เชี่ยวชาญ (ที่ตั้งตนเอง) เราต้องเรียนรู้วิชาประวัติศาสตร์โบราณคดี และเริ่มท้าทายเหล่านักประวัติศาสตร์โบราณคดีพวกนั้นอย่างรู้เท่าทัน

          ทั้งหมดนั้น ดัดแปลงหรือทำเลียนอย่างข้อเขียนของนักเศรษฐศาสตร์ระดับโลก เป็นอาจารย์สอนอยู่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ (อังกฤษ) ที่อาจารย์ผาสุก พงษ์ไพจิตร (จุฬา) ยกมาเล่าให้อ่าน เมื่อหลายเดือนมาแล้ว

          [ผาสุก พงษ์ไพจิตร แนะนำหนังสือเศรษฐศาสตร์ (ฉบับทางเลือก) ของ ฮาจุน ชาง โดยยกข้อความมาแสดงในมติชน ฉบับวันศุกร์ 31 มีนาคม 2560 หน้า 16]

 

รำโทน สู่สากล

          รำวง มีรากเหง้าจากรำโทน เมื่อจอมพล ป. พิบูลสงคราม คืนความสุขให้ราษฎร โดยให้กรมศิลปากรพัฒนารำโทนขึ้นเป็นสิ่งที่เรียกต่อมาว่า รำวง เพราะรำอย่างทางการรวมหมู่เรียงเป็นวงกลม

          รำโทน เป็นสมบัติวัฒนธรรมของชาวบ้านแท้ๆ รำอย่างเสรีกับกลองโทน (ไม่มีท่ารำจำเพาะ จึงเข้ากันได้ทั้งโลก) ไม่มีแถว ไม่มีวงกลม ไม่ต้องแต่งชุดเฉพาะ (เช่น ชุดราชปะแตน หรือเสื้อคอกลมลายดอก ฯลฯ) แต่งตัวยังไงก็ได้ อยากรำคนเดียวก็ได้ รวมหมู่ก็ได้ไม่จำกัดจำนวน

          เข้ากันได้ดีกับชุมชนสากลโลกสมัยนี้ ควรที่สังคมไทยใช้รำโทนสร้างสรรค์การท่องเที่ยวอย่างมีรสนิยม

          โทนเป็นชื่อกลองอย่างหนึ่งพบทั่วไปในภูมิภาคอุษาคเนย์ โดยเฉพาะบริเวณภาคพื้นทวีปสุวรรณภูมิ มีก่อนยุคอยุธยา อาจมีของเดิมอยู่ก่อน แต่ยุคหลังๆ ทำขึ้นตามรูปแบบอินเดีย (มีคำเรียกเฉพาะว่าขึงหนังรอบตัว)

          กลองโทนเป็นกลองอย่างหนึ่งใช้ไม้ตี มีขนาดเล็ก ราวศอกหนึ่ง ทำจากไม้อ่อนเบา เอามาถากให้กลมยาวราวศอก แล้วคว้านขุดข้างในให้กลวง เปิดหน้า-หลัง เอาหนังแห้งปิดหน้า แต่เปิดท้ายให้เสียงสะเทือนดังโทนๆ จึงเรียกชื่อว่ากลองโทน (แต่บางคนว่าอาจเป็นคำกลายจากกลองอินเดียว่า โทล)

          คนทุกชุมชนมีกลองโทนทำขึ้นเองประจำหมู่บ้าน ใช้ตีให้จังหวะเล่นรำตรงลานบ้านตอนเย็นถึงกลางคืน ไม่ว่าเดือนมืดหรือเดือนหงาย เลยเรียกว่ารำโทน คือฟ้อนรำกับกลองโทน

          ยุคต้นอยุธยา พบในกฎมณเฑียรบาลระบุชื่อ โทน เป็นกลองเล็กตีคู่กับทับ (กลองคล้ายคลึงกัน) ในวงเครื่องสายและมโหรี ทั้งของเจ้านายขุนนางและของชาวบ้านทั่วไป

          จังหวะการตีกลองโทนเป็นที่รู้ทั่วกันตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันว่า “ป๊ะ โท่น โท่น” ทางภาคใต้เรียกจังหวะตะลุง (หรือหน้าทับตะลุง) ทั้งหมดเป็นลีลาเดียวกับจังหวะเขมร (หรือหน้าทับเขมร)

          เป็นพยานสำคัญอย่างหนึ่งว่ารัฐอยุธยา มีรากเหง้าทางเพลงดนตรี เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับเขมร อย่างแยกออกจากกันไม่ได้ (เหมือนเรื่องอื่นๆ เช่น ภาษา, อักษร เป็นต้น)