มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 30 มิถุนายน 2560

 

งานศพ (11)

เชิญอัฐิและขวัญไปทางน้ำ

อยู่รวมพลังผีขวัญบรรพชน

 

เรือศักดิ์สิทธิ์ส่งผีขวัญของคนตายขึ้นฟ้าทางน้ำ ลายสลักบนไหสำริดใส่กระดูกคนตาย อายุราว 2,500 ปีมาแล้ว (พบที่เวียดนาม)

 

          เมืองฟ้าไปทางน้ำ ต้องเชิญขวัญคนตายด้วยเรือศักดิ์สิทธิ์ จึงจะถึงเมืองฟ้าได้ เป็นความเชื่อดึกดำบรรพ์ราว 2,500 ปีมาแล้ว

โลงไม้ขุดแต่งคล้ายเรือ เป็นพาหนะศักดิ์สิทธิ์บรรจุกระดูกและขวัญ (ในพิธีศพครั้งที่ 2) ส่งไปทางน้ำเพื่ออยู่รวมพลังผีขวัญบรรพชนบนฟ้า (โลงไม้ ราว 2,500 ปีมาแล้ว ในถ้ำผีแมน อ. ปางมะผ้า จ. แม่ฮ่องสอน)

 

          ครั้นหลังรับพุทธกับพราหมณ์ ยังสืบเนื่องความเชื่อดั้งเดิมดังมีในงานพระบรมศพพระเจ้าแผ่นดินไปทางน้ำโดยเรือนาคอันศักดิ์สิทธิ์ ตั้งแต่ราวหลัง พ.ศ. 1000 กระทั่งหลัง พ.ศ. 2000 ยุคต้นอยุธยา (ก่อนมีพระเมรุมาศ)

          มีร่องรอยและหลักฐานอยู่ในเอกสารชาวยุโรปพรรณนางานถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระไชยราชาธิราช ยุคต้นอยุธยา (พ.ศ. 2077-2089 มีสนมเอกนามว่า ศรีสุดาจันทร์) เมื่อเผาพระศพแล้วเชิญพระอัฐิไปทางน้ำ ดังนี้

          “บรรดาพิธีซึ่งต้องทำในการนั้น อันเป็นขนบธรรมเนียมของประเทศนี้คือตั้งฟืนกองใหญ่อันมีไม้จันทน์ ไม้กฤษณา ไม้กระลำพัก และกำยาน แล้วนำพระศพของพระเจ้าแผ่นดินองค์ซึ่งสวรรคตนั้นขึ้นวางเหนือกองฟืนดังกล่าว จุดไฟเผาด้วยวิธีการอันแปลกประหลาด…

          แต่ในที่สุดพระศพก็กลายเป็นเถ้าถ่าน พวกเขาเก็บไว้ในพระโกศเงิน ซึ่งพวกเขาได้จัดลงเรือซึ่งตกแต่งสวยงามมาก ติดตามไปด้วยเรือ 40 ลำ มีพระสงฆ์นั่งเต็ม ซึ่งเป็นพระมีสมณศักดิ์สูงที่สุด… 

เรือพระราชพิธีสมัยสมเด็จพระนารายณ์ (ลายเส้นฝีมือชาวยุโรป พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2231)

 

          ต่อจากนั้นก็เป็นขบวนเรือเล็กๆ 100 ลำ บรรทุกรูปปั้นสัตว์ต่างๆ… 

          ในขบวนนี้ เรือเหล่านี้ทุกๆ ลำไปขึ้นบกที่วัด ชื่อวัด…พระอัฐิและพระอังคารของพระเจ้าแผ่นดิน ซึ่งบรรจุอยู่ในโกศเงิน ได้ถูกประดิษฐานไว้ที่นั่น… แล้วจุดไฟเผาบรรดารูปสัตว์จำนวนนับไม่ถ้วน ทั้งอยู่ในลักษณะยืนในเรือ

          และพร้อมกันนั้นก็มีเสียงน่ากลัวไม่หยุดหย่อน มีเสียงปืนใหญ่ ปืนครก กลอง ระฆัง แตร และเสียงหนวกหูประเภทอื่นๆ อีก ด้วยเหตุนี้จึงเป็นไปไม่ได้ที่ได้ยินแล้วจะไม่สั่น

          พิธีนี้สิ้นสุดลงในเวลาไม่ถึงชั่วโมง เพราะว่าพวกรูปเหล่านี้ทำด้วยวัตถุที่ไหม้ไฟได้ และเรือก็เต็มไปด้วยน้ำมันดินและยางสนหรือชัน น่ากลัวมาก… 

          ดังนั้น ในชั่วครู่นั้น บรรดาเรือนั้นๆ และสิ่งทั้งหมดซึ่งอยู่ในเรือเหล่านั้นก็ค่อยๆ หมดไป…”

          [จากบทแปลเรื่อง “การท่องเที่ยว การเดินทาง และการผจญภัย ของ เฟอร์ดินันด์ เมนเดซ ปินโต”. แปลโดย นางนันทา วรเนติวงศ์. จากต้นฉบับภาษาอังกฤษเรื่อง The Travels, Voyages and Adventures of Ferdinand Mendaz Pinto. พิมพ์อยู่ในหนังสือ รวมเรื่องแปลหนังสือและเอกสารทางประวัติศาสตร์ ชุดที่ 3 กรมศิลปากร พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2538] เฟอร์ดินันด์ เมนเดซ ปินโต ชาวโปรตุเกส เดินทางเข้ามาถึงพระนครศรีอยุธยาในรัชกาลนี้ กล่าวกันว่าเขารับอาสางานราชการทัพด้วย แล้วอยู่จนกระทั่งสมเด็จพระไชยราชาธิราชสวรรคต จึงเห็นงานถวายพระเพลิงพระบรมศพ  ยุคก่อนมีพระเมรุมาศ

 

ราชรถ มาจากเรือนาค

ราชรถ ทำกระหนกคล้ายเศียรนาค เป็นสัญลักษณ์เรือนาคศักดิ์สิทธิ์ (อยู่ในโรงราชรถ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร)

          ต่อมาเมื่อเกิดประเพณีออกพระเมรุมาศ ก็ไม่จำเป็นต้องไปทางเรืออีก เพราะจัดที่ลานสนามหน้าจักรวรรดิ (ด้านตะวันออกของวังหลวง อยุธยา) หรือที่กรุงเทพฯ เรียกสนามหลวง

          แต่พาหนะที่เชิญพระบรมศพหรือพระโกศก็ยังเป็นเรือนาค แม้จะสร้างเป็นราชรถ แต่ส่วนหัวและหางยังเป็นลวดลายสัญลักษณ์ของนาคเหมือนเดิม ยิ่งในกัมพูชา งานออกพระเมรุจะเชิญพระศพด้วยรถที่แต่งเป็นนาคชัดเจน

          ในท้องถิ่นอีสานทุกวันนี้ งานศพพระสงฆ์จะเชิญศพด้วยรถที่แต่งเป็นนาค แม้ตามวัดวาอารามปัจจุบันที่มีเมรุเผาศพ จะมีรถเชิญศพแต่งเป็นรูปนาคด้วย