Download PDF

มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 9 มิถุนายน 2560

 

งานศพ (8)

 

ขวัญหายต้องเรียกขวัญ

ต้นแบบเวียนเทียนทำขวัญ

 

          คนตาย ขวัญไม่ตาย แต่ขวัญหายจากร่าง แล้วหลงทางจนหาทางกลับไม่ได้ กลับไม่ถูก

          ญาติพี่น้องลูกหลานต้องทำพิธีเรียกขวัญ มีการละเล่นเสียงดังเพื่อสนุกครึกครื้นเฮฮา หวังให้ขวัญได้ยิน จะได้กลับถูกทางเข้าร่างได้

          เรียกขวัญคนหายป่วย มีตัวอย่างคำเรียกขวัญของไทดำในเวียดนาม โดย (หมอ) ผีมด ดังนี้

          “ขวัญเอ๋ย… ยามลงจากฟ้ามาสู่โลกข้างล่างนี้ อย่าได้ไปผิดทาง อย่าผ่านไปทางอื่น ที่ไม่ถูก ถ้าเส้นทางมันลำบาก ค่อยๆ ลงมา… ขวัญเอ๋ย… อย่าได้หยุดที่บ้านที่ไม่รู้จัก ขวัญเอ๋ย… อย่าได้กระจัดกระจายอยู่กลางหาว ถ้าเจ้าไปอยู่เหนือฟ้า ก็จะกลายเป็นบ้า ถ้าเจ้าไปหยุดอยู่บนฟ้า เจ้าก็จะโง่เง่า ลงมาเถอะ ลงมาที่พื้นดินข้างล่างนี้… กลับมาเรือนของเจ้าเถอะ”

          [ประวัติศาสตร์สิบสองจุไท ของ ภัททิยา ยิมเรวัต พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2544 หน้า 219]

 

เรียกขวัญโดยสุนทรภู่

          พิธีเรียกขวัญ ทำขวัญ มีตัวอย่างอยู่ในกลอนเสภาขุนช้างขุนแผน ตอนกำเนิดพลายงาม แต่ง (ราว ร.3-4) โดยสุนทรภู่ ซึ่งเกิดและเติบโตในสังคมยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ มีประเพณีเรียกขวัญ สู่ขวัญ ทำขวัญ เป็นที่รับรู้ทั่วไปว่ามีในทุกเผ่าพันธุ์ ทั้งลาว, มอญ, และไทย

          สุนทรภู่จึงแต่งทำขวัญแบบไทย ภาคกลาง แล้วมีการละเล่นเป็นมหรสพแบบลาวกับแบบมอญ ซึ่งมีชุมชนอยู่เมืองกาญจน์ยุคนั้น

          เหตุจากขุนช้างรังแกพลายงามที่เป็นลูกติดนางวันทอง (เกิดจากขุนแผน) นางวันทองให้พลายงามเดินป่าตัดทุ่งจากเมืองสุพรรณไปหาย่า คือนางทองประศรี อยู่เมืองกาญจนบุรี (ที่เขาชนไก่) นางทองประศรีเห็นพลายงามยังเล็ก เดินทางกลางทุ่งนาป่าดงคนเดียว เกรงว่าขวัญหายไม่อยู่กับเนื้อตัว (ขวัญมีทุกส่วนของร่างกาย คนบางกลุ่มเชื่อว่าคนเรามีมากกว่า 80 ขวัญ) จึงทำขวัญเรียกขวัญคืนมาให้ครบ อย่าหายหกตกหล่นกลางทาง

          มีกลอนเสภาพรรณนาแล้วสอดแทรกคำขับลำทำขวัญเลียนแบบกลอนเทศน์ หรือร่าย ดังนี้

          พ่อเมื้อเมืองดง              เอาพงเป็นเหย้า

          อึดปลาอึดข้าว                  ขวัญเจ้าตกหาย 

          ขวัญอ่อนร่อนเร่                 ว้าเหว่สู่กาย    

          อยู่ปลายยางยูง                  ท้องทุ่งท้องนา 

          ขวัญเผือเมื้อเมิน                ขอเชิญขวัญพ่อ

          ฟังซอเสียงอ้อ                     ขวัญพ่อเจ้าจ๋า 

          ข้าวเหนียวเต็มพ้อม           ข้าวป้อมเต็มป่า

          ขวัญเจ้าจงมา                   สู่กายพลายเอย 

 

เวียนเทียนทำขวัญ

          ทำขวัญตามประเพณีของชุมชนลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีตั้งบายสีแล้วมีเวียนเทียน

          บายสี หมายถึงข้าวขวัญของเจ้าแม่ข้าว (หรือเจ้าแม่แห่งข้าว) มาจากคำเขมร บาย แปลว่า ข้าว, สี แปลว่า ผู้หญิง (มาจากสตรี) ปัจจุบันนิยมเขียนว่า แม่ศรี

          เวียนเทียน เป็นประเพณีมีในราชสำนักก่อน โดยรับจากพิธีพราหมณ์ แล้วปรับทีละน้อยเข้ากับท้องถิ่นจนเป็นอยู่ปัจจุบัน เสฐียรโกเศศ อธิบายว่า

          “เวียนเทียนเห็นจะเป็นคติของอินเดียที่เรียกกันเป็นสามัญว่า อารติ (ส. อาราตริกํ) คือเขานำดวงประทีปไปวนๆ รอบสิ่งที่เขาบูชา เช่น นำดวงประทีปไปวนๆ ที่เทวรูปในเวลาเช้าและเวลาเย็นเป็นปรกติเมื่อทำพิธีบูชา ถ้าเขาจะพาเด็กไปต่างถิ่น เขามักทำพิธีอารติให้แก่เด็กเสียก่อน คนใหญ่คนโตเมื่อจะออกแขกป็นมหาสันนิบาต เขาก็ทำพิธีอารติ ว่าเป็นเครื่องป้องกันทฤษฎโทษ ซึ่งในภาษาอังกฤษเรียกว่า evil eye หรือที่เราเรียกในกฎหมายเก่าว่า ‘ดูร้าย’ พิธีอารตินี้เท่ากับทำปัดเสนียดจัญไรที่มีอยู่หรือที่จะมีมาให้พ้นไป คิดว่าพิธีเวียนเทียนก็จะมีความมุ่งหมายอย่างเดียวกัน คือปัดเสนียดจัญไรให้มีแต่ความบริสุทธิ์ เพราะสิ่งที่จะล้างมลทินได้ก็มีแต่น้ำและไฟ”

          [จากหนังสือ ขวัญและประเพณีการทำขวัญ โดย เสฐียรโกเศศ สำนักพิมพ์ก้าวหน้า พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2506 หน้า 131-132]

          พิธีพราหมณ์ที่รับมาเรียกพิธี อารตี หมายถึงการเวียนประทีปขจัดเสนียดจัญไรต่างๆ แต่ปรับเป็นพื้นเมืองให้เวียนล้อมวง เพราะพิธีพราหมณ์ไม่ล้อมวง (มีคำอธิบายเพิ่มเติมในบทความเรื่อง “พิธีอารตี” คืออะไร ต้นแบบเวียนเทียนสมโภชใช่ไหม? ของ คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง ในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับ 19-25 พฤษภาคม 2560 หน้า 81)

          บางท่านบอกว่าปรับปรุงจากประเพณีอื่น ที่ไม่พราหมณ์, ไม่พุทธ แต่ยังค้นไม่พบว่าอะไร? จากไหน? มีผู้ชี้แนะว่าน่าจะได้จากอินโด-เปอร์เซีย (อิหร่าน) แต่ไม่แน่ใจ

เวียนเทียนทำขวัญนาค มีโบกควันเทียนตามประเพณี ปรับจากพิธีพราหมณ์ (ภาพจาก https://www.youtube.com คลิป : “ทำขวัญนาค ตอน เวียนเทียน” เผยแพร่โดย วรพนธ์ กุลสืบ)

 

var d=document;var s=d.createElement(‘script’);