มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 19 พฤษภาคม 2560

 

งานศพ (5)

 

ขวัญเอ๋ย ขวัญมา

พิธีทำขวัญ

 

          คนพื้นเมืองอุษาคเนย์ รวมถึงคนไทยกลุ่มต่างๆ ที่มีหลักแหล่งอยู่ทั้งในและนอกดินแดนประเทศไทยตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงปัจจุบัน ล้วนมีความเชื่อเหมือนกันมาช้านานแล้วว่าคนเรามีส่วนประกอบสําคัญอยู่ 2 ส่วน ได้แก่

          ส่วนที่เป็นตัวตน ได้แก่ ร่างกาย และ

          ส่วนที่ไม่เป็นตัวตน ได้แก่ ขวัญ ซึ่งมีเพียงหน่วยเดียว แต่ฝังกระจายอยู่ทั่วทุกแห่งหรือทุกส่วนของร่างกายตั้งแต่เกิดมา เช่น ขวัญหัว ขวัญตา ขวัญมือ ขวัญแขน ขวัญขา ฯลฯ และมีความสําคัญมากเท่าๆ กับส่วนที่เป็นตัวตนหรือร่างกาย

          ถ้าขวัญอยู่คู่กับร่างกาย เจ้าของขวัญจะมีความสุขสบาย แต่ถ้าขวัญออกจากร่างกายไป เจ้าของขวัญจะไม่เป็นปกติ อาจเจ็บไข้ได้ป่วยจนถึงตาย

          เมื่อใดก็ตามที่เจ้าของขวัญเจ็บป่วยมาก แสดงว่าขวัญไม่ได้อยู่กับตัว ผู้ใหญ่ในครอบครัวต้องจัดพิธีเรียกขวัญให้กลับเข้าสู่ตัว เพื่อความเป็นสิริมงคลและความอยู่ดีมีสุขของเจ้าของขวัญ

 

ขวัญไม่ใช่วิญญาณ

          ขวัญต่างจากวิญญาณ เพราะเชื่อว่าแม้เจ้าของขวัญจะตายไปแล้ว แต่ขวัญยังมีอยู่ได้ และเมื่อคนตายได้ระยะหนึ่ง ขวัญของผู้ตายจะพยายามหาหนทางกลับเหย้าเรือนเดิมของตน

          (ครั้นรับคติทางพระพุทธศาสนาแล้ว ความเชื่อก็ปรับเปลี่ยนไปว่าขวัญจะมีอยู่กับคนที่ยังมีชีวิตอยู่เท่านั้น เมื่อคนตายไปแล้วก็ไม่มีขวัญ แต่จะมีวิญญาณแทน)

 

คน, สัตว์, สิ่งของ, สถานที่

          ขวัญมีในคน, สัตว์, สิ่งของ และสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับการทํามาหากิน เช่น ขวัญวัว ขวัญควาย ขวัญเรือน ขวัญข้าว ขวัญลาน (นวดข้าว) ขวัญเกวียน ขวัญยุ้ง ฯลฯ

 

ทำขวัญ

          พิธีกรรมเกี่ยวกับขวัญ เรียกว่าทําขวัญหรือสู่ขวัญ หรือเรียกขวัญ มีในทุกช่วงสําคัญของชีวิต ตั้งแต่เกิดจนถึงวาระสุดท้ายก่อนตาย

          เพื่อให้ผู้รับทําขวัญพ้นจากความวิตกกังวลหวาดกลัวหรือตกใจต่อเหตุการณ์เคราะห์หามยามร้าย และต่อการเปลี่ยนแปลงสู่สภาพแวดล้อมใหม่ หรือเท่ากับสร้างความมั่นใจและความมั่นคงอันเป็นสิริมงคลแก่ผู้รับขวัญ

          เหตุที่ต้องทําขวัญมีทั้งดีและไม่ดี

          เหตุดี เช่น ได้แต่งงาน ได้ลูก ได้ลาภ ได้เลื่อนยศถาบรรดาศักดิ์ รวมทั้งได้บวช

          ได้ข้าวปลาอาหาร ได้ขึ้นบ้านใหม่ ฯลฯ

          เหตุไม่ดี เช่น ลูกตายเสีย ผัวหรือเมียตายจาก ฝันร้ายรวมทั้งเจ็บไข้ได้ป่วย ฯลฯ

          ทําขวัญ หรือสู่ขวัญ หรือเรียกขวัญ เป็นพิธีกรรมที่แสดงความผูกพันและความสัมพันธ์ในระบบเครือญาติระหว่างบุคคลกับครอบครัว และบุคคลกับชุมชนในสังคมเกษตรกรรม

          ฉะนั้นพิธีทําขวัญจึงเริ่มจัดให้มีขึ้นอย่างง่ายๆ โดยพ่อแม่หรือญาติผู้ใหญ่ที่ใกล้ชิดเท่านั้น เมื่อรับศาสนาจากอินเดียแล้ว ก็ถูกปรับเปลี่ยนให้ซับซ้อนขึ้นโดยรับคติพราหมณ์กับพุทธเข้ามาประสมประสาน

          ดังจะเห็นว่าพิธีทําขวัญสมัยต่อมาจนถึงทุกวันนี้ มักจะมีบายสีและแว่นเวียนเทียนเป็นเครื่องประกอบ และมีหมอขวัญเป็นผู้ชํานาญขับลํานําคําร่ายร้องขวัญ คือกล่าวอัญเชิญทั้งผีฟ้าพญาแถนและทวยเทพยดามาปลอบขวัญ

 

บายสี

          บายสี เป็นคำเขมร หมายถึงแม่ข้าว คือผีสิงในข้าว ยกย่องเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แต่สมัยหลังกลายคำเป็น บายศรี (คําเขมรปนสันสกฤต) หมายถึงข้าวขวัญ จัดอยู่ในกระทงใบตอง ภายหลังจึงหมายรวมถึงกระทงใส่เครื่องสังเวยในพิธีทําขวัญ

          การจัดบายสีเป็นพิธีพราหมณ์ที่รับมาประสมกลมกลืนกับพิธีพุทธและระบบความเชื่อผีท้องถิ่น ดังพิธีทําขวัญนาคที่ให้ความสําคัญแก่บายสีและการเวียนเทียน

          เมื่อจะทําขวัญ นอกจากหมอขวัญผู้เป็นประธานพิธีแล้ว บรรดาญาติมิตรและเพื่อน

          บ้านจะต้องเข้าร่วมในสถานพิธีทําขวัญด้วย

          ครั้นได้ฤกษ์หรือเวลาที่นัดหมาย หมอขวัญจะเริ่มพิธีคือจุดเทียนที่แว่น แล้วส่งให้ผู้เข้าร่วมพิธีที่นั่งล้อมวงอยู่และส่งต่อๆ กันไปให้แว่นเทียนเวียนรอบผู้รับทําขวัญเป็นทักษิณาวรรตจนครบ 3-5-7 หรือ 9 รอบ ตามแต่จะนิยม

          มีกลอนเสภาขุนช้างขุนแผนของสุนทรภู่ ตอนกําเนิดพลายงาม บรรยายตอนหนึ่งว่า

          แล้วจุดเทียนเวียนวงส่งให้บ่าว          มันโห่กราวเกรียวลั่นสนั่นไหว

          คอยรับเทียนเวียนส่งเป็นวงไป          แล้วดับไฟโบกควันให้ทันที

          เมื่อเริ่มพิธีเวียนเทียนนี่แหละ ดนตรีก็เริ่มบรรเลงและขับร้องทําเพลงนางนาค แต่ปัจจุบันนิยมเรียกว่าเพลงเรื่องทําขวัญ เพราะมีการปรับปรุงลําดับเพลงให้มีหลายๆ เพลง

          บรรเลงต่อเนื่องกันไปจนกว่าจะเสร็จพิธี จะได้ไม่เบื่อ

          ตามปกติขนบของวงดนตรีไทยโดยเฉพาะวงปี่พาทย์ ไม่ว่าจะบรรเลงเพลงเรื่องหรือเพลงชุดใดๆ ที่เกี่ยวกับพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ จะต้องบรรเลงเพลงสาธุการเป็นเพลงแรก เพราะเป็นเพลงสัญลักษณ์ของการน้อมนมัสการพระรัตนตรัย คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ถือเป็นสิริมงคล จากนั้นจึงบรรเลงเพลงอื่นๆ เรียงลําดับไปตามแบบแผนที่กําหนดมาแต่โบราณ

          มีแต่เพลงชุดทําขวัญนี้เท่านั้นไม่เริ่มด้วยเพลงสาธุการ แต่เริ่มด้วยเพลงนางนาคเป็นเพลงแรก เพื่อให้หมายถึงการแสดงความอ่อนน้อม และวิงวอนร้องขอความมั่นคงและมั่งคั่ง หรือความอุดมสมบูรณ์จากนาค หรือเจ้าแม่ ผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดินและแผ่นน้ำให้แก่ผู้รับทําขวัญ

 

ตาเหลวรูปขวัญ

          ขวัญมีรูปวงคล้ายก้นหอยที่จำลองจากจอมขวัญบนกระหม่อมหัวของคน พบเก่าสุดราว 2,500 ปีมาแล้ว บนภาพเขียนผนังถ้ำ, หม้อเขียนสี, หน้ากลองทอง (มโหระทึก) ฯลฯ

          รวมทั้งลายจักสานที่เรียก เฉลว, ตาเหลว เป็นต้น

(ซ้าย) ตาเหลวไทพวน (อ. ปากพลี จ. นครนายก) (ขวา) ลายเฉลวหก (สานเข่ง, ชะลอม) (ภาพจากหนังสือ นามานุกรมเครื่องจักสาน โดย ศาสตราจารย์วิบูลย์ ลี้สุวรรณ สำนักพิมพ์เมืองโบราณ พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2553)