มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 12 พฤษภาคม 2560

 

งานศพ (4)

 

ขวัญ มีรูปร่าง

เป็นลวดลายศักดิ์สิทธิ์

 

          ขวัญเป็นอำนาจกำหนดและกำกับการมีชีวิตของมนุษย์ว่าเป็นคนหรือผี หากขวัญสิงสู่อยู่ตามอวัยวะในร่างกายครบถ้วน ผู้นั้นเป็นคน หากขวัญแยกตัวหนีออกไป ผู้นั้นเป็นผี เรียกผีคน ขวัญที่แยกตัวหนีไป เป็นผีขวัญ

          [จากบทความเรื่อง “ผลงานชิ้นเอกของอาจารย์คำจอง” โดย พิเชฐ สายพันธ์ ในหนังสือ ทฤษฎีบ้านเมืองฯ สำนักพิมพ์สร้างสรรค์ พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2553 หน้า 31]

          ด้วยเหตุนี้เอง ผีกับคนเกี่ยวข้องกันเสมอ โดยมีกิจกรรมเซ่นผีเลี้ยงผี แล้วไปมาหาสู่ระหว่างผีกับคนไม่ขาด ดังมีข้อความตอนเริ่มต้นนิทานลุ่มน้ำโขง เรื่องกำเนิดมนุษย์จากน้ำเต้าปุง กล่าวถึงกำเนิดจักรวาลมีดินหญ้าฟ้าแถน โดยผีกับคนไปมาหาสู่กันสม่ำเสมอ ว่า “ก่อเป็นดินเป็นหญ้าเป็นฟ้าเป็นแถน ผีแลคนเที่ยวไปมาหากันบ่ขาด”

          ผีแถนและผีอื่นๆ มีลักษณะทุกอย่างเหมือนในเมืองมนุษย์ ผู้คนที่ตายไปแล้วกลายเป็นผีก็ทำมาหากิน มีชีวิตเหมือนอยู่บนโลกมนุษย์ แต่อยู่ในอีกมิติหนึ่ง ซึ่งใช้ชีวิตทำนาปลูกข้าวหุงหาอาหารเช่นกัน

          [สรุปจากหนังสือ ประวัติศาสตร์สิบสองจุไท ของ ภัททิยา ยิมเรวัต สำนักพิมพ์สร้างสรรค์ พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2544 หน้า 218]

          มีผู้รู้ระบบความเชื่อนี้อธิบายว่า เพราะผี (ทั้งผีคนกับผีขวัญ) จะขึ้นบนฟ้า ไปรวมพลังกับผีบรรพชนที่สิงสถิตอยู่ที่นั่นก่อนแล้ว (โดยไม่เกิดอีก) เพื่อเป็นพลังปกป้องคุ้มครองชุมชนกับคนเครือญาติยังมีชีวิตในโลกมนุษย์

          [อินเดียยุคพระเวท เชื่อว่าคนตายไปอยู่ในโลกของบรรพชน (ปิตฤโลก) แล้วกลับมาเกิดอีก (มีในบทความเรื่อง “ล้วงลึกเรื่อง ‘กาม’ และความรักในศาสนาพราหมณ์” โดย คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง ใน มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 17-23 กุมภาพันธ์ 2560 หน้า 81)]

ปุ่มนูน มีรัศมีเป็นแฉกอยู่กึ่งกลางหน้ากลองทอง (มโหระทึก) คือรูปขวัญ ใช้ตีประโคมเรียกขวัญในงานศพ ราว 2,500 ปีมาแล้ว
[ภาพกลองทอง (มโหระทึก) พบที่ม่อนวัดเกษมจิตตาราม อ. เมืองฯ จ. อุตรดิตถ์]

รูปร่างขวัญ

          ขวัญ สำคัญอย่างยิ่งต่อความมีชีวิตของคนทั้งหลาย คนจึงวาดหรือสลักจำลองรูปร่างขวัญ ราว 2,500 ปีมาแล้ว บนกลองทองมโหระทึก, บนภาชนะดินเผา ฯลฯ

          หน้ากลองมโหระทึกมีลวดลายเป็นวงกลมมีแฉก นักโบราณคดีนานาชาติและไทย อธิบายมานานมากแล้วว่าเป็นรูปดาว

          แต่น่าจะอธิบายได้อีกทางหนึ่งว่าเป็นรูปขวัญ เช่น ขวัญบนหัวของคน ทำขึ้นเป็นสัญลักษณ์ในพิธีเรียกขวัญคนตายในงานศพ แล้วใช้ในพิธีเรียกขวัญงานอื่นๆ ด้วย

ตั่งหิน ราว 2,500 ปีมาแล้ว สลักลวดลายเป็นรูปขวัญอย่างเดียวกับลายหม้อบ้านเชียง และลายหน้ากลองทอง (มโหระทึก)
นักโบราณคดีลาวเชื่อว่าตั่งหินเป็นต้นแบบกลองมโหระทึก พบในแขวงหลวงพระบาง บริเวณภูเขาลีบ บ้านหัวสะดิง เมืองปากแซง ฯลฯ ที่ขอบมีลายรูปตัว S บนตั่งหิน อย่างเดียวกับลายหม้อบ้านเชียง
[จากประวัติศาสตร์ลาว (ดึกดำบรรพ์-ปัจจุบัน) ฉบับกระทรวงแถลงข่าวและวัฒนธรรมของลาว พิมพ์เผยแพร่ (แปลเป็นภาษาไทย โดย ผศ. ดร. ทรงคุณ จันทจร) สถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรมอีสาน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2551 หน้า 8-10]

          ดาว กลองมโหระทึกทรงกลม หล่อด้วยโลหะทองสำริด ใช้ตีประโคมในงานศพ ราว 2,500 ปีมาแล้ว หน้ากลองมโหระทึกเป็นแผ่นกลม ตรงกลางสลักเป็นรูปดาว มีรัศมีเป็นแฉก

          [สมัยก่อนประวัติศาสตร์ในประเทศไทย ของ ชิน อยู่ดี กรมศิลปากร พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2510 หน้า 60-71]

          ตะวัน รูปดาว มีรัศมีเป็นแฉก บางคนเห็นว่าเป็นตะวัน มีเส้นวงแหวนล้อมระยะห่างเท่ากัน

          ตะวันบนกลองมโหระทึกของกะเหรี่ยงส่วนใหญ่มี 8 แฉก, 10 แฉก, 12 แฉก, 14 แฉก, 16 แฉก

          [การเปรียบเทียบรูปแบบกลองมโหระทึกในประเทศไทย ประเทศจีน และประเทศเวียดนาม โดย พรพล ปั่นเจริญ วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (สาขาวิชาโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์) มหาวิทยาลัยศิลปากร พ.ศ. 2542 หน้า 40]

          ขวัญ บนหน้ากลองมโหระทึก บางใบมีปุ่มนูนกลมอยู่ตรงศูนย์กลาง มีรัศมีเป็นแฉก แล้วมีวงแหวนหลายชั้นแผ่ล้อมรอบรัศมีปุ่มนูนอีกทีหนึ่ง ควรเป็นขวัญมากกว่าดาวและตะวัน

(ซ้าย) ลายขวัญบนหม้อบ้านเชียง ราว 2,500 ปีมาแล้ว เป็นรูปวงกลม มีแฉก ลักษณะเดียวกับหน้ากลองมโหระทึกและตั่งหินในลาว แสดงว่าหน้ากลองมโหระทึกเป็นลายขวัญเหมือนลายหม้อบ้านเชียง (แถวล่าง) ลายหม้อบ้านเชียงแบบตัว s อย่างเดียวกับลายตั่งหินในลาว (ลายเส้นจากหนังสือวัฒนธรรมบ้านเชียง โดย ชิน อยู่ดี กรมศิลปากร พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2515)

 

          ขวัญมีอยู่ในร่างกายของทุกคน แต่ที่สำคัญคือ จอมขวัญซึ่งอยู่บนกลางกระหม่อมที่มีส่วนนูน กับมีรากผมจัดเรียงเป็นวงคล้ายก้นหอย เช่นเดียวกับลายเขียนสีหม้อบ้านเชียง

          ขวัญ บนหม้อบ้านเชียง ภาชนะเขียนสี ที่บ้านเชียง (อ. หนองหาน จ. อุดรธานี) อายุราว 2,500 ปีมาแล้ว มีลวดลายต่างๆ กัน แต่ที่พบมากจนเป็นลักษณะเฉพาะ แล้วเป็นที่รู้จักทั่วไปเรียกลายก้นหอย (แบบลายนิ้วมือ)

          นั่นคือลายดวงขวัญ ที่คนยุคนั้นทำขึ้นเพื่อทำขวัญ เรียกขวัญ สู่ขวัญคนตาย เสมือนมีขวัญของคนตายอยู่ในหม้อใบนั้น

          รูปร่างขวัญเป็นเส้นวงๆ วนเวียนซ้อนกันหลายชั้นตามต้องการ โดยช่างเขียนเคยเห็นลักษณะที่เชื่อว่านั่นคือขวัญ จากบริเวณโคนเส้นผมบนกลางกระหม่อมของทุกคน แล้วยังเห็นตามโคนเส้นขนที่เป็นขวัญบนตัวสัตว์ เช่น ควาย, วัว

ตาเหลว (เฉลว) เป็นวิธีขัดแตะแรกสุด เพื่อจะให้ขึ้นรูปเป็นภาชนะต่างๆ ตามต้องการอันมีที่มาจากขวัญของคน ต่อมายกย่องเป็นลายศักดิ์สิทธิ์ใช้คุ้มครองป้องกันเหตุร้ายทั้งปวง จึงทำตาเหลวปักไว้บริเวณสำคัญๆ เช่น ทางเข้าชุมชนหมู่บ้าน (ภาพจาก ศูนย์ข้อมูลกลางทางวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม http://www.m-culture.in.th.)

 

          ขวัญบนลายจักสาน ภาชนะจักสาน เริ่มที่ส่วนก้นใช้ตอกสานขัดกันเป็นรูปขวัญ แล้วใช้เป็น ตาเหลว หรือ เฉลว ลายศักดิ์สิทธิ์ ปกป้องคุ้มครองผู้คนในชุมชน