มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 5 พฤษภาคม 2560

 

งานศพ (3)

 

เชิญขวัญ

ตามประเพณีผี, พุทธ, พราหมณ์

 

          วิญญาณในศาสนาพุทธ กับพิธีกรรมในศาสนาพราหมณ์ นำเข้าจากอินเดีย มีบทบาทแทนที่ความเชื่อดั้งเดิมของภูมิภาคอุษาคเนย์เรื่องขวัญในศาสนาผี

          ส่งผลให้ความทรงจำพร่าเลือนเกี่ยวกับขวัญ แล้วอธิบายต่างจากเดิม ดังพบในหนังสือประชุมเชิญขวัญ (เมื่อ พ.ศ. 2461) มีข้อความคำนำของ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ จะคัดมาบันทึกสืบอายุไว้ ดังนี้

 

ขวัญเอ๋ยขวัญมา

 

คำนำ

          [ประชุมเชิญขวัญ คือ คำกลอนสำหรับว่าเวลาทำขวัญ ในงานต่างๆ ที่เปนประเพณีไทย ฉบับพิมพ์ครั้งแรก ปีมเมีย พ.ศ. 2461โรงพิมพ์ไทย ถนนรองเมือง]

          ประเพณีการทำขวัญ เห็นจะมีมาเก่าแก่แต่ดึกดำบรรพ์ เกิดแต่ความเชื่อว่าบรรดาคนแต่เกิดมา มีธรรมชาติอันหนึ่งเรียกว่า “ขวัญ” ประจำสำหรับพิทักษ์รักษาตัวทุกๆ คน ถ้าขวัญของใครอยู่กับตัวผู้นั้นก็มีความสุขสำราญอยู่เป็นปรกติ ถ้าขวัญของใครหลบลี้หนีทิ้งไปเสียจากตัวผู้นั้นก็มักมีอันเป็น เช่น เกิดไข้เจ็บเป็นต้น ขวัญทำนองเป็นพี่เลี้ยงที่รุ่นราวคราวเดียวกันกับตัวคนเจ้าของขวัญ เวลาตัวคนยังเป็นทารก ขวัญก็มักขี้ตื่นเต้นตกใจเหมือนทารก มีเหตุอะไรน่ากลัวสักหน่อย ก็อาจจะทิ้งเจ้าของหลบหนีกระเจิดกระเจิงไปอยู่ตามป่าตามดง จนหายตกใจจึงจะกลับมาสู่ร่างอย่างเดิม เมื่อตัวคนเติบใหญ่ขึ้น ขวัญก็ค่อยรู้จักหนักแน่นมีสติอารมณ์ยิ่งขึ้นตามตัวคนโดยลำดับ จนเป็นผู้หลักผู้ใหญ่พ่อเหย้าเจ้าเรือน ขวัญก็เป็นผู้ใหญ่ไปด้วยกัน

          คติของการทำขวัญนั้น พิเคราะห์ดูตามบทบาทคำเชิญขวัญของโบราณ ดูเหมือนเมื่อเหตุการณ์สำคัญอันใดเกิดขึ้นแก่ตัวบุคคลผู้ใด อันอาจจะให้เป็นคุณฤๅเป็นโทษแก่ตัวผู้นั้นแล้ว ผู้หลักผู้ใหญ่ในหมู่ญาติมิตร ก็บอกกล่าวให้ขวัญของผู้นั้นรู้เหตุ แล้วปลอบโยนวิงวอนให้ขวัญช่วยอภิบาลบำรุงผู้นั้นให้ได้บรรลุถึงคุณแลประโยชน์ตามมุ่งหมาย

          ลักษณะการทำขวัญนั้น ผู้หลักผู้ใหญ่จัดหาอาหารอันประณีต ตกแต่งใส่ในภาชนะที่งดงาม เรียกว่าบายศรี เป็นทำนองของเส้นขวัญ ยกมาตั้งตรงหน้าผู้ที่เป็นเจ้าของขวัญ แล้วพวกญาติมิตรที่มาประชุมกัน จึงสมมติให้ผู้ที่สูงอายุคน 1 เป็นผู้เชิญขวัญตักเตือนวิงวอนด้วยถ้อยคำอันอ่อนหวาน ขอให้ขวัญมาอยู่ประจำทำนุบำรุงผู้นั้น ครั้นเสร็จแล้วก็เอาเครื่องกระยาหารซึ่งตกแต่งมาในบายศรีมอบให้ผู้เจ้าของขวัญนั้นบริโภค เค้าของการทำขวัญดูมีเท่านี้เอง

          แต่การพิธีทำขวัญที่ทำกันในที่ต่างๆ เติมโน่นบ้างนี่บ้างตามความนิยมในประเทศนั้นๆ ทางเมืองลาวทั้งมณฑลภาคพายัพแลมณฑลอุดร ร้อยเอ็ด อุบล ยังคงทำใกล้กับอย่างที่ว่ามาแล้ว มีเพิ่มเติมขึ้นแต่จุดเทียนบูชาพระรัตนตรัยก่อนที่จะเชิญขวัญ แลเมื่อเชิญขวัญแล้ว ผู้หลักผู้ใหญ่ช่วยกันเอาด้ายผูกข้อมือให้ผู้เจ้าของขวัญเป็นสวัสดิมงคลด้วยอีกอย่าง 1 วิธีทำขวัญในหัวเมืองข้างใต้ลงมา จนในกรุงเทพฯ นี้ ยังถือเคล็ดเนื่องในเหตุต่อออกไป เป็นต้นว่าถ้าทารกไปหกล้มลงที่ตีนท่า กลับมาถึงเรือนเกิดอาการตัวร้อนรุมเป็นไข้ ผู้หลักผู้ใหญ่ก็มักไปตักขวัญ คือเอาขันเข้ามีผ้าคลุมถือไปกับทารพี จนถึงตรงที่หกล้ม ร้องเรียกขวัญ ซึ่งเข้าใจว่าได้ทิ้งร่างไปเสียแต่ในขณะตกใจเมื่อเด็กหกล้มนั้น แล้วเอาทารพีตักขวัญใส่ลงในขันพากลับมาเรือน แล้วจึงมาทำขวัญเด็กที่หกล้ม ส่วนการพิธีทำขวัญนั้น ทำกันเป็น 2 อย่าง คือทำในครัวเรือนอย่างเงียบๆ อย่าง 1 ทำต่อหน้าธารกำนัล มีการประชุมสมาคมอย่าง 1 ถ้าทำในครัวเรือนอย่างเงียบก็เพียงเอาเครื่องกระยาหารจัดใส่ชาม ตกแต่งเรียกว่าบายศรีปากชามมาตั้ง สมมติให้ผู้สูงอายุเชิญขวัญ แล้วผูกข้อมือให้เจ้าของขวัญทำนองเดียวกับที่ทำกันเมืองลาว ถ้าทำขวัญเป็นงานประชุมชนก็จัดการเป็นการใหญ่ครึกครื้น ทำเป็นบายศรีใบตองมีเครื่องประดับประดา (เอาเครื่องกระยาหารใส่โต๊ะถาดภาชนะเสียต่างหาก) มีแว่นเวียนเทียนตามวิธีพราหมณ์แลมีฆ้องสำหรับลั่นเอาชัย เมื่อผู้เจ้าของขวัญมานั่งในมณฑลพิธีตรงบายศรี ผู้เชิญขวัญจุดเทียนบูชาพระรัตนตรัยแลว่าเชิญขวัญลาหนึ่งแล้ว ให้ลั่นฆ้องโห่เอาชัยครั้ง 1 จนครบทั้ง 3 ลา แล้วให้พราหมณ์เวียนเทียนตามวิธีของพราหมณ์ต่อไป แลมีปี่พาทย์ประโคมในเวลาเวียนเทียนกึกก้องจนเสร็จเวียนเทียนก็เป็นเสร็จพิธีทำขวัญ แต่การทำขวัญที่เป็นงานหลวง ถ้าเป็นการสมโภชเจ้านาย ทำพิธีพราหมณ์อย่างเดียวไม่มีว่าเชิญขวัญ ต่อมิใช่สมโภชเจ้า คือดังเช่นทำขวัญโกนจุก ฤๅบวชนาคมหาดเล็ก จึงมีว่าเชิญขวัญอย่างทำกันเป็นประเพณีเชลยศักดิ์

          คำเชิญขวัญนั้น แต่เดิมก็คงเป็นถ้อยคำแล้วแต่ผู้ที่ว่าจะนึกเห็นว่าเป็นการสมควร บางคนก็ว่าเป็นอย่างสามัญ บางคนที่มีปฏิภาณก็อาจว่าให้ไพเราะถูกใจผู้ฟัง จึงเกิดความนิยมแลเลือกหาผู้ที่จะว่าเชิญขวัญให้ไพเราะ แลจึงมีกวีคิดแต่งคำเชิญขวัญขึ้นสำหรับท่องจำไปว่า ด้วยเหตุนี้คำกลอนเชิญขวัญจึงมีขึ้น แต่มีมาช้านานนับด้วยร้อยปี มีทั้งในเมืองลาวข้างเหนือแลในเมืองไทยข้างใต้ มีหลายอย่างทั้งคำสำหรับเชิญขวัญมนุษย์ขวัญปศุสัตว์ แลขวัญสิ่งของบางอย่างมีเข้ากล้าเป็นต้น ทำให้เห็นว่า คนแต่ก่อนเชื่อว่าในบรรดาสิ่งซึ่งมีวิญญาณย่อมมีขวัญ มิใช่แต่มนุษย์เท่านั้น ส่วนสิ่งของ เช่นเสาเรือนแลข้าวกล้า ถึงไม่มีวิญญาณก็มีเทพารักษ์เจ้าป่าเจ้าทุ่งบำรุงรักษา การทำขวัญสิ่งของก็คือบวงบนขอพรเทพารักษ์นั้นเอง แต่เมื่อว่าที่แท้ ทำขวัญมนุษย์กับทำสัตว์แลสิ่งของผิดกันในข้อสำคัญ เพราะทำขวัญมนุษย์มุ่งหมายให้สวัสดิมงคลแก่ผู้อื่น กล่าวคือให้แก่ผู้ที่เป็นเจ้าของขวัญ แต่ทำขวัญสัตว์แลสิ่งของเป็นการมุ่งสวัสดิมงคลหมายให้แก่ตนผู้เป็นเจ้าของสัตว์แลสิ่งของนั้น ด้วยเหตุนี้จึงเห็นว่าประเพณีเดิมจะมีแต่ทำขวัญมนุษย์ ส่วนทำขวัญสัตว์แลสิ่งของจะเป็นของเกิดขึ้นโดยอนุโลมต่อในชั้นหลัง ที่กล่าวมาทั้งปวงนี้เป็นความสันนิษฐานตามอัตโนมัติของข้าพเจ้า จะผิดถูกอย่างไร แล้วแต่ท่านทั้งหลายจะวินิจฉัย

          หนังสือคำเชิญขวัญของเก่ามีอยู่ในหอพระสมุดวชิรญาณหลายอย่างหลายสำนวนเป็นอักษรไทยก็มี อักษรลาวก็มี ที่พิมพ์แล้วก็มี ที่ยังไม่ได้พิมพ์ก็มาก ยังไม่ได้ปรารภว่าจะรวมพิมพ์มาแต่ก่อน ครั้นเมื่อในเดือนพฤษภาคมที่ล่วงมาแล้ว นายอยู่เสภาชาวอ่างทองลงมากรุงเทพฯ แวะมาหาข้าพเจ้า ถามได้ความว่าเขาหาให้ลงมาว่าทำขวัญนาค ดูก็ประหลาดใจที่ต้องขึ้นไปหาคนว่าเชิญขวัญถึงอ่างทอง เห็นจะเป็นด้วยเดี๋ยวนี้ไม่ใคร่จะมีใครหัดว่าเหมือนแต่ก่อน ได้ลองให้นายอยู่ว่าให้ฟัง ว่าเป็นสำนวนของท่านวัดถนน (วัดนั้นอยู่ริมลำน้ำสีกุกต่อพรมแดนกรุงเก่ากับอ่างทอง) ที่แต่งเทศน์กัณฑ์ทานกัณฑ์ สังเกตดูถ้อยความก็แต่งดี แต่นายอยู่หลงลืมว่าวิปลาศเสียหลายแห่งนัก จึงนึกปรารภขึ้นว่า คำเชิญขวัญของเก่าที่แต่งเพราะๆ จะสูญไปเสีย ด้วยเหตุนี้ข้าพเจ้าจึงวานหลวงธรรมาภิมณฑ์ ถึก จิตรกถึก ซึ่งเป็นผู้เคยแต่งคำเชิญขวัญทูลเกล้าฯ ถวายเมื่อในรัชกาลที่ 5 ครั้ง 1 ให้ช่วยรวบรวมคำเชิญขวัญบรรดามีที่ในหอพระสมุดมาเลือกคัดแต่ที่สำนวนดีในอย่างหนึ่งๆ รวมกันไว้สำหรับจะพิมพ์เป็นเรื่องประชุมเชิญขวัญในเวลานี้โอกาส พอนายแหเจ้าของโรงพิมพ์ไทยทราบ รับจะพิมพ์ จึงได้อนุญาตให้นายแหพิมพ์ฉบับนี้เป็นครั้งแรก

          ลักษณะกลอนที่แต่งคำเชิญขวัญ เป็นกลอนอย่างเดียวกับเทศน์มหาชาติ ทำนองที่ว่า ก็ใช้ทำนองมหาชาติทั้งทำนองเดินแลทำนองขึ้น ตอนเชิญขวัญว่าเป็นทำนองกัณฑ์กุมาร ตอนบายศรีว่าเป็นทำนองบายศรีในกัณฑ์มหาราช ความที่เพราะเจาะก็เป็นอย่างเดียวกัน เพราะกวีที่แต่งก็จำพวกเดียวกัน มีท่านวัดถนนแลกรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรสเป็นต้น แต่งดีทั้งถ้อยคำแลความที่กล่าวเป็นโอวาท บางแห่งถึงอาจจะจับใจผู้ฟังได้ มีที่แต่งเป็นกาพย์ 28 อยู่บ้าง เช่นทำขวัญนาของพระยาไชยวิชิต เผือกแต่ง ก็แต่งดีนักหนา เสียดายที่ไม่ทราบชื่อกวีผู้แต่งเสียหลายสำนวน คำเชิญขวัญช้างที่พิมพ์ในเล่มนี้เป็นสำนวนกวีในเชียงใหม่ คัดมาจากฉบับอักษรลาว เพราะไม่มีฉบับอื่น นอกจากนี้ แต่ที่เรียกว่า ทำขวัญบ่าวสาวนั้น ที่จริงเป็นคำสำหรับว่าเมื่อขันหมากมาถึง ลาหนึ่งว่าสำหรับการอย่างหนึ่งดังแจ้งไว้ที่ตัวบทนั้น

          คำเชิญขวัญยังมีอีกจำพวก 1 ซึ่งสำหรับพิธีพิเศษ เช่นคำเจ้านายมณฑลภาคพายัพเชิญพระขวัญเมื่อสมโภชพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในรัชกาลที่ 5 เสด็จกลับจากยุโรปครั้งแรก แลคำเชิญพระขวัญเมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในรัชกาลปัจจุบันนี้ เสด็จมณฑลภาคพายัพนั้นเป็นต้น ถ้ากะไรจะรวมพิมพ์ต่อไปต่างหาก ในเล่มนี้พิมพ์เฉพาะแต่คำเชิญขวัญที่มีที่ใช้ประจำการไปเล่ม 1 ก่อน ข้าพเจ้าเชื่อว่าหนังสือประชุมเชิญขวัญซึ่งหอพระสมุดให้รวมพิมพ์เล่มนี้ ท่านทั้งหลายที่ได้ไปอ่านคงจะชอบใจกันโดยมาก.

 

[หอพระสมุดวชิรญาณ วันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2461]

 

ขบวนแห่บายสีสมโภช สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ คราวเสด็จตรวจราชการเมืองหนองคาย พ.ศ. 2449 (ภาพเก่าจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติ)