มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 28 เมษายน 2560

 

งานศพ (2)

 

ขวัญของคน

มองไม่เห็น จับต้องไม่ได้

 

          คนพื้นเมืองอุษาคเนย์นับถือศาสนาผี และทุกชาติพันธุ์มีความเชื่อคล้ายคลึงกันเกี่ยวกับขวัญตั้งแต่หลายพันปีมาแล้ว สืบจนทุกวันนี้

          เชื่อว่าคนตายเพราะขวัญหายจากร่างของคน แล้วหาทางกลับร่างไม่ถูก ถ้าเรียกขวัญคืนร่างได้คนก็ฟื้นคืนเป็นปกติ จึงมีพิธีเรียกขวัญต่อเนื่องหลายวันหลายคืน ขอให้ขวัญกลับเข้าร่าง (แต่ไม่สำเร็จ)

          หลังรับศาสนาพุทธจากอินเดียและลังกา มีความเชื่อเปลี่ยนไปเป็นเรื่องวิญญาณ แต่พิธีศพแบบพุทธก็ถูกปรับเป็นแบบศาสนาผี มีพิธีกรรมใช้เวลานานมาก อาจนานที่สุดในโลกก็ได้

          ความเชื่อตามศาสนาพุทธมีวิญญาณ หมายถึงสิ่งที่เชื่อกันว่ามีอยู่ในร่างกายของทุกคน เมื่อคนตายวิญญาณจะล่องลอยออกไปหาที่เกิดใหม่ เรียกเวียนว่ายตายเกิด

          วิญญาณในภาษาไทย ใช้ลักษณนามว่า ดวง คือ ดวงวิญญาณ คล้ายจะบอกว่ามีสัณฐานกลม และมีแสงสว่าง แต่ยังไม่เคยพบหลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดีว่ามีรูปดั้งเดิมแท้จริงอย่างไร? (ขวัญ มีรูปร่างตามความเชื่อดึกดำบรรพ์ ดังจะพบต่อไปข้างหน้า)

 

มองไม่เห็น จับต้องไม่ได้

          ขวัญ คือส่วนที่ไม่เป็นตัวตนของคน จึงเป็นสิ่งมองไม่เห็น จับต้องไม่ได้ ลักษณะเป็นหน่วยๆ เคลื่อนไหวได้ และมีหลายหน่วย แต่ละหน่วยสิงสู่อยู่กระจายไปตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย และมีความสำคัญมากเท่าๆ กับส่วนที่เป็นร่างกาย

          [คนมีส่วนประกอบสำคัญอยู่ 2 ส่วน ได้แก่ 1. ส่วนที่เป็นตัวตนคือร่างกาย กับ 2. ส่วนที่ไม่เป็นตัวตนคือขวัญ]

          ขวัญแต่ละคนมีจำนวนเท่าไร ขึ้นอยู่กับความเชื่อของกลุ่มชนนั้นๆ เช่น ไทดำในเวียดนามเชื่อว่า “มีราว 80 ขวัญ อยู่ข้างหน้า 30 อยู่ข้างหลัง 50 ขวัญ” และ “ขวัญเป็นองค์ประกอบสำคัญอันจะขาดไม่ได้ของชีวิต มีขวัญจึงมีชีวิต” [ชาติพันธุ์นิพนธ์การตาย โดย ฆัสรา ขมะวรรณ มุกดาวิจิตร ในหนังสือ ทฤษฎีบ้านเมืองฯ สำนักพิมพ์สร้างสรรค์ พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2553 หน้า 150]

          ขวัญบนหัวตรงกลางกระหม่อม เรียกจอมขวัญ (หรือขวัญกก) นอกนั้นเรียกตามชื่ออวัยวะ เช่น ขวัญหู, ขวัญตา, ขวัญใจ, ขวัญมือ, ขวัญแขน, ขวัญขา ฯลฯ

 

ขวัญเอ๋ยขวัญมา

          ไม่ง่ายที่จะเข้าใจและเข้าถึงความเป็นขวัญของคนทุกชาติพันธุ์ในอุษาคเนย์ ผมเองก็อยู่ห่างไกลมาก จึงขอพึ่งพาคำอธิบายของ อ. ยุกติ มุกดาวิจิตร (ในเอกสารยังไม่พิมพ์เป็นเล่ม) “จากเรื่องรักโรแมนติคสู่การต่อสู้ทางชนชั้น อ่านวรรณกรรม ‘ส่งชู้สอนสาว’ ของชาวไตดำในเวียดนาม” โดยสรุป ดังนี้

          สังคมไตไม่ได้นับถือศาสนาสากล แต่คนไตเชื่อในศาสนาแถน-ผี-ขวัญ แบบของไตเอง

          เกิ่ม จ่อง อธิบายว่า “ขวัญก็คือผีชนิดหนึ่ง มันจึงแสดงความเป็นเอกเทศของมันในสภาวะความเป็นจริงของเราเอง เช่น เป็นไปได้ที่ขวัญของใครคนหนึ่งจะตกใจง่าย แม้ว่าตัวเขาเองจะเป็นคนจิตใจเข้มแข็ง”

          ความเป็นเอกเทศดังกล่าวทำให้ขวัญต้องได้รับการดูแลแตกต่างจากร่างกายคน คนไตเชื่อว่าคนแต่ละคนมี 80 ขวัญ แบ่งเป็น 30 อยู่ข้างหน้า 50 อยู่ด้านหลัง อวัยวะบางอวัยวะมีขวัญของตนเอง

          ขวัญมีลักษณะพิเศษคือมันมีชีวิตของมันเอง แต่มันก็อยู่เป็นส่วนหนึ่งของคนแต่ละคน ด้วยความเป็นตัวของตัวเองในระดับหนึ่ง ขวัญจึงอาจหนีไปจากคนได้ทุกเมื่อ หรือบางครั้งขวัญอาจจะหลงทาง หลงเพลินกับอะไรกลางทาง หลงหลับนอนกลางทาง ไม่มาอยู่กับเนื้อกับตัวเรา

          นั่นเป็นสาเหตุหนึ่งของความเจ็บป่วย หากเป็นเช่นนั้นก็จะต้องจัดพิธีเรียกขวัญ สู่ขวัญ ขวัญจึงต้องการการบำรุงเสมอ คนไตจึงมีพิธี “ป่าวขวัญ” เป็นการสวดบำรุงขวัญด้วยการพาขวัญไปเที่ยวแล้วพากลับอย่างเป็นระบบ แทนที่จะให้มันไปเที่ยวกันเองแล้วหลงเพลินไม่กลับมา

          นอกจากนั้น ในการเดินทางไปส่งผีที่เมืองฟ้า บางครั้งก็ต้องระวังว่าขวัญของคนเป็นที่ไปส่งผีขวัญคนตายจะหลงตามไปอยู่เมืองฟ้ากับผีขวัญคนตาย จึงต้องรีบนำทางขวัญคนเป็นกลับมา “เมืองลุ่ม” หรือเมืองมนุษย์นั่นเอง

          ขวัญที่อยู่รอบตัวเราไม่ได้มีเฉพาะขวัญของเราเอง แต่ยังอาจมีขวัญของคนที่ผูกพันใกล้ชิดกับเรามากอยู่ด้วย เช่น ขวัญหญิง รู้สึกว่าตนเองมีขวัญของขวัญชายอยู่เคียงข้างเสมอ

          นอกจากขวัญ ซึ่งเป็นแนวคิดที่คนไทยส่วนใหญ่ก็ค่อนข้างคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว สำหรับชาวไต คนเรายังมีสภาพเหนือธรรมชาติข้างเคียงอื่นๆ อีก นั่นคือ “มิ่ง” “แนน” และ “หิง” มิ่งและแนนมีความหมายที่สัมพันธ์กันใกล้ชิด

          ในภาษาไทย ลำพังคำว่ามิ่งอาจจะฟังดูเป็นเพียงคำคล้องจองคู่กับคำว่าขวัญ เช่น มิ่งขวัญ แต่ในความเข้าใจของคนไต มิ่งและขวัญมีความสัมพันธ์ที่ค่อนข้างชัดเจนเป็นระบบ

          สำหรับคนไต คำว่ามิ่งจะคู่กับแนน อย่างไรก็ดี ทั้งขวัญ มิ่ง แนน ต่างก็มีความสัมพันธ์กันอย่างเป็นระบบ

          เกิ่ม จ่อง อธิบายมโนทัศน์มิ่งและแนน ว่า “มิ่งและแนนเป็นแนวคิดนามธรรมที่มีลักษณะรูปธรรมดั่งจุดสมดุลของขวัญ หรือกล่าวได้ว่ามันเป็นรากฐานของชีวิต หากมิ่ง-แนนยังอยู่ ก็หมายความว่ายังมีชีวิตอยู่ ตรงกันข้าม หากมิ่ง-แนนพังทลายไป ชีวิตก็หาไม่ หรือหมายความว่าขวัญจะแยกตัวจากร่างกาย กลายเป็นผีชนิดอื่นไปตลอดกาล”

          เกิ่ม จ่อง อธิบายเพิ่มว่ามิ่งกับแนนให้เห็นภาพได้ด้วยอักษร T กลับหัว เส้นนอน _ คือแนน เป็นรากฐาน ส่วนเส้นตั้ง | คือมิ่ง ขวัญจะนั่งหรือยืนบนแนนแล้วพิงหรืออิงอยู่กับมิ่ง หรือกล่าวกันเป็นคำคล้องของภาษาไตว่า “นั่งใส่มิ่ง อิงใส่แนน” เรือนคนไตเมื่อก่อนจึงปลูกต้นกล้วยและต้นอ้อยไว้แทนสัญลักษณ์ของมิ่งและแนน เพื่อให้ขวัญของคนเป็นในเรือนมีที่นั่งที่ยืนที่อิงและพิงนั่นเอง

          แนนกับมิ่งมีความสำคัญต่อการมีชีวิตอย่างลึกซึ้ง ไม่ใช่มีเพียงระดับปัจเจกชน แต่ในความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและชีวิตของสังคมขนาดใหญ่อย่างบ้านและเมือง ก็มีมิ่งกับแนนด้วยเช่นกัน

          สำหรับการเป็นคู่ครองกัน หากจะให้เป็นคู่ครองที่มั่นยืน ก็จะมีการตรวจสอบว่าแนนของทั้งสองคนนั้นเข้ากัน เหมาะกัน หรือ “แฝงแนน” กันหรือไม่ หากไม่แฝงแนนกัน ก็จะมีการทำพิธีให้แนนของทั้งสองแฝงกันก็ได้

          ในระดับสังคมขนาดใหญ่นั้น นอกจากมีขวัญของเมืองแล้ว แต่ละเมืองยังมักมี “ปอมมิ่งเมือง” หมายถึงภูเขาลูกหนึ่งของเมืองที่จะเป็นที่ฝังกระดูกที่เผาแล้วของเจ้าเมืองไว้ เขาลูกนั้นนอกจากมีชื่อของภูเขาแล้ว ยังเรียกว่าเป็นภูเขาที่เป็นมิ่งของเมือง หรือเป็นที่อิงของขวัญเมืองนั้นเอง

          ส่วน “หิง” เป็นมโนทัศน์ที่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักกันสำหรับคนไทยมากนัก [เกิ่ม จ่อง (2477-2550) เป็นนักปราชญ์ชาวไทดำ (เวียดนาม) ที่นักวิชาการไทยรู้จักทั่วไปอีกชื่อหนึ่งว่า “ศาสตราจารย์คำจอง” ได้รับยกย่องเป็นเสาหลักทางวิชาความรู้เกี่ยวกับไต-ไท ในเวียดนาม ต่อมานักวิชาการไทยกลุ่มหนึ่งร่วมกันพิมพ์หนังสือที่ระลึก (หลังเกิ่ม จ่อง ถึงแก่กรรม) เพื่อถ่ายทอดและแสดงคุณูปการ ชื่อ ทฤษฎีบ้านเมือง ศาสตราจารย์คำจอง กับการศึกษาชนชาติไท ฉัตรทิพย์ นาถสุภา, พิเชฐ สายพันธ์ บรรณาธิการ สำนักพิมพ์สร้างสรรค์ พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2553]