มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 14 เมษายน 2560

 

เทศน์มหาชาติ มาจากไหน? (8)

 

สร้างสรรค์ สู่ร่วมสมัย

ศาสนาไทยไม่ห้ามขับร้องและประโคมดนตรี

 

          เทศน์มหาชาติทำนองต่างๆ ด้วยเสียงเอื้อนโหยหวนและเล่นลูกคอ เป็นพิธีกรรมทางความเชื่อในศาสนาไทย ไม่กำหนดตายตัวว่าต้องมีเมื่อไร? จึงมีได้ทั้งในพรรษาและนอกพรรษา ทั้งหน้าร้อนมาก และหน้าร้อนมากกว่า

          ที่สำคัญ คือ อยู่นอกคำสอนอุโบสถศีล ข้อ 7 ของศาสนาพุทธ เพราะไม่มีในศาสนาไทย

          คนไทยส่วนมากนับถือศาสนาไทย ซึ่งมีศาสนาผีเป็นรากฐานอันแข็งแกร่ง (แต่มักหลงว่านับถือศาสนาพุทธ)

          แล้วประดับประดาศาสนาผีด้วยสิ่งละอันพันละน้อย ที่รับบริจาคศาสนาพราหมณ์กับศาสนาพุทธ โดยเลือกเอาส่วนที่ไม่ขัดกับหลักผี เพื่อให้ดูดี มีสง่าราศี ทันสมัย น่าเลื่อมใสศรัทธากว่าเก่าเท่านั้น

          ศาสนาพุทธ รักษากฎเกณฑ์ทางจิตวิญญาณของบุุคคล ส่วนศาสนาผี รักษากฎเกณฑ์ทางสังคม และไม่ห้ามขับร้องประโคมเพลงดนตรี

          ผี เป็นศาสนา เพราะเป็นความเชื่ออย่างหนึ่งของมนุษย์ โดยมีพิธีกรรมรองรับความเชื่อนั้น เช่น เลี้ยงผี, เลี้ยงขวัญ ฯลฯ จึงยกย่องศาสนาผีเป็นศาสนาเก่าสุดในโลก หลายพันปีก่อนมีศาสนาพราหมณ์กับศาสนาพุทธ

 

ข้อห้ามในศาสนาพุทธ

          อุโบสถศีล ข้อ 7 ว่า “เว้นจากฟ้อนรำ ขับร้อง ประโคมดนตรี และดูการเล่นอันเป็นข้าศึกแก่กุศล”

          เมื่อพิจารณาตามพยัญชนะแล้วเป็นข้อห้าม แต่มีนักปราชญ์หลายยุคหลายสมัยพยายามอธิบายต่างๆ นานา เพื่อให้หลุดพ้นหรือผ่อนคลาย [มีรายละเอียดมากอยู่ในหนังสือ ดนตรีในพระธรรมวินัย ของ ธนิต อยู่โพธิ์ พิมพ์เป็นที่ระลึกเนื่องในอภิลักขิตสมัยคล้ายวันเกิด ครบ 4 รอบ 20 ตุลาคม 2498]

          กระทั่งล่าสุด ส. ศิวรักษ์ บอกว่าพระสงฆ์ธรรมยุต เข้าใจผิด ศีลข้อที่ 7 เพราะ “ร่ายรำ ขับร้อง ถ้าบันเทิงกามกิเลสเป็นโทษต่อผู้ทรงพรหมจรรย์ แต่ถ้าร่ายรำ ขับร้อง เป็นไปในทางธรรมะ เป็นหัวใจของพระศาสนา”

          การสังคายนาทุกครั้งท่านใช้คำว่าสังคีติ คือร้องเพลง แล้วพระไตรปิฎกทั้งหมดนั้นปรับพระพุทธวจนะมาเป็นคาถา เป็นบทเพลงทั้งนั้น

          “เทศน์มหาชาติ มีคาถาหนึ่งพัน เป็นโศลก 1,000 คาถา เล่าเรื่องพระเวสสันดร เป็นพระชาติสุดท้ายของพระพุทธเจ้า และเวลาเทศน์เวสสันดรจะต้องมีพิณพาทย์บรรเลงรับทุกกัณฑ์ และพระที่แหล่เทศน์ร้องเพลงเป็นนาฏศิลปะอันไพเราะเพราะพริ้งยิ่ง”

          “ตอนนี้ศาสนาไม่สนุก เพราะเราไปเชื่อว่าร้องเพลงผิด ร่ายรำผิด นี่เป็นอันตรายอย่างมาก”

          [ถอดเทปคำพูดคุยของ ส. ศิวรักษ์ ในรายการ คุยกับปราชญ์สยาม “บทเพลงแห่งชีวิต” เนื่องในโอกาสครบรอบวันสถาปนาวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ ณ ห้องแสดงดนตรี วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล วันพุธที่ 21 กันยายน 2559 พิมพ์ในวารสาร MUSIC JOURNAL (เพลงดนตรี) Vol. 22 No. 2, October 2016 หน้า 15]

 

สร้างสรรค์ สู่ร่วมสมัย

          มหาเวสสันดรชาดก แต่งเป็นร่ายยาว (หรือกลอนเทศน์) เพื่อเทศน์เป็นทำนองต่างๆ โดยพระสงฆ์ที่เป็นนักเทศน์ผู้ชำนาญ ซึ่งต้องผ่านการฝึกหัดแล้วฝึกฝนจนชำนาญอย่างยิ่ง ตกทอดตั้งแต่ยุคอยุธยาจนปัจจุบันเกือบพันปี

          ร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดก เป็นวรรณกรรมเพื่อฟัง ไม่ใช่วรรณกรรมเพื่ออ่าน (ซึ่งเพิ่งมีขึ้นจากรับแบบแผนตะวันตกเมื่อหลังปฏิวัติอุตสาหกรรม แล้วมีแท่นพิมพ์หนังสือแพร่หลายยุคกรุงรัตนโกสินทร์)

          ปัจจุบันจึงไม่ควรอ้างอิงประเพณีพ้นสมัยเป็นคอกเก็บกักความล้าหลัง แต่ควรเปิดกว้างผลักดันพลังสร้างสรรค์สู่ร่วมสมัย

          การเรียนการสอนอย่างมีประสิทธิภาพและให้ได้ผล ต้องเข้าไปอยู่ในพิธีกรรม หรือฟังและดูบันทึกความเคลื่อนไหวพิธีกรรมเทศน์มหาชาติ (จากดิจิทัลก็ได้) ไม่ใช่อ่านในห้องเรียนอย่างเดียว แล้วบังคับท่องจำเป็นบทอาขยาน หรืออ่านทำนองเสนาะ ซึ่งเป็นทุกขเวทนาสาหัสอย่างยิ่ง เป็นผลเสียมหาศาลของการศึกษาไทย

          [ผมโดนบังคับ เมื่อ พ.ศ. 2505-06 เป็นนักเรียนชั้นมัธยมปลาย ม.ศ.5 รุ่นแรก ท่องจำอาขยานอ่านทำนองเสานะร่ายยาวมหาเวสสันดร กัณฑ์มัทรีว่า “โส โพธิสัตโต ปางนั้นสมเด็จพระบรมโพธิสัตว์ ตรัสได้ทรงฟังคำพระลูกน้อยทูลละห้อยวันนั้น กลั้นพระโศกมิได้ก็ละอายพระทัยแก่เทพยาดา…”]

          ระบบการศึกษาไทยไม่ควรมีอีกแล้วท่องอาขยานและอ่านทำนองเสนาะ แต่ควรสนับสนุนให้ทักท้วงถกเถียงด้วยระบบเหตุผลในเนื้อหาสาระสำคัญของประเพณีเทศน์มหาชาติในศาสนาไทย

          ขณะเดียวกันก็กระตุ้นให้เกิดพลังสร้างสรรค์สู่ร่วมสมัยมากขึ้นกว่าที่เคยมีอย่างสุดยอดมาแล้ว (ได้แก่ พร ภิรมย์ กับ บุญยงค์ เกตุคง) ในทำนองร้องแหล่ (เทศน์มหาชาติ) และเพลง (ประจำกัณฑ์) ขณะนี้จึงไม่ควรสร้างกรอบครอบงำปิดกั้นความคิดสร้างสรรค์

          เทศน์มหาชาติโดยเนื้อแท้แล้วมีลักษณะเสรี ทั้งถ้อยคำและทำนอง ดังมีพัฒนาการ เพื่อเข้าถึงคนหมู่มากด้วยการเปลี่ยนแปลงเป็นระยะๆ จนทุกวันนี้

          เริ่มตั้งแต่ยุคพระเจ้าทรงธรรม (หลายร้อยปีมาแล้ว) ทำให้มวลชนเข้าถึงง่าย โดยเปลี่ยนจากสวดมหาชาติคำหลวง (ยุคพระบรมไตรโลกนาถ) เป็นเทศน์มหาชาติด้วยทำนองขับลำสนุกสนานจากลุ่มน้ำโขง เข้าถึงอารมณ์ทางศาสนา

          เทศน์มหาชาติสมัยหลังๆ ถูกครอบงำด้วยทำนองหลวงของพุทธศาสนาแห่งชาติ (สมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์) เลยหมดอารมณ์ทางศาสนา เพราะไม่มีเครื่องเล่น ไม่มีแหล่ ไม่สนุก

          “อารมณ์ทางศาสนา เป็นพิธีกรรมที่กระตุ้นเข้าไปที่ส่วนลึกสุดของคนในวัฒนธรรมนั้น” อ. นิธิ เอียวศรีวงศ์ บอกไว้ จะคัดมาแบ่งปัน จะได้เข้าใจตรงกันอย่างไม่แข็งทื่อเป็นไม้บรรทัด ดังต่อไปนี้

          การปฏิรูปพุทธศาสนาในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ อันทำให้เกิดพุทธศาสนาแห่งชาติสืบมานั้น ได้ลิดรอนอารมณ์ทางศาสนา ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งออกไปจากพุทธศาสนาที่เคยมีในเมืองไทยมาก่อน

          คนเราไม่ได้นับถือศาสนาด้วยเหตุผลและศรัทธาที่เกิดจากการไตร่ตรองด้วยสติปัญญาเท่านั้น แต่เพราะศาสนาทำให้คนมีความพอใจ ความสงบ ความกล้าหาญ ความปลาบปลื้ม ความเชื่อมั่นด้วย แต่มิติด้านอารมณ์ไม่ได้มาจากหลักธรรมคำสอนมากนัก ส่วนใหญ่มาจากพิธีกรรม, ชาดก, เทศน์มหาชาติ, จุลกฐิน, การปลุกเสก, หลวงตาและอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ของท่าน, รูปเคารพ ฯลฯ——-

          อารมณ์ทางศาสนา เป็นพิธีกรรมที่กระตุ้นเข้าไปที่ส่วนลึกสุดของคนในวัฒนธรรมนั้นๆ

          ศาสนาพุทธแห่งชาติที่เป็นทางการ ไม่มีมิติทางอารมณ์ เพราะอายฝรั่ง กลัวมันดูถูก เหลือแต่หลักธรรมคำสอนและหลักปฏิบัติที่ ‘ดูดี’ แก่ฝรั่งเท่านั้น

          [มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 17-23 มีนาคม 2560 หน้า 30]

บุญผะเหวด เป็นทำนองขับลำคำคล้องจองอย่างไพเราะเพราะพริ้งรื่นเริงสนุกสนาน วัดสำราญนิวาสบ้านแพง ม.11 ต. ดงสิงห์ อ. จังหาร จ. ร้อยเอ็ด (ภาพโดย อภิวัฒน์ ศรีอาภรณ์ 22 กุมภาพันธ์ 2558)