มติชนรายวัน พฤหัสบดีที่ 13 เมษายน 2560

 

สถานีรถไฟของมวลชน

 

          ผู้บริหารกรมศิลปากรและผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม ล้วนถูกหล่อหลอมกล่อมเกลาด้วยพงศาวดาร ไม่ใช่ประวัติศาสตร์ตามมาตรฐานสากล [เพราะระบบการศึกษาไทยหลงทาง ยกพงศาวดารเป็นประวัติศาสตร์ไทย แล้วยึดตายตัวเปลี่ยนแปลงมิได้ตราบจนทุกวันนี้]

          จึงมีแนวคิดอนุรักษ์หัวปักหัวปำแบบพงศาวดาร เพื่อมุ่งสงวนรักษาโบราณศิลปวัตถุสถานของวัดกับวัง โดยไม่มีบ้านเรือนและอาคารสาธารณะ

          กรณีตัวอย่างสำคัญสดๆ ร้อนๆ คือ กทม. ไล่รื้อชุมชนป้อมมหากาฬในกรุงเทพฯ แต่ไม่มีเสียงคัดค้านจากนักประวัติศาสตร์ นักโบราณคดี ของกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม เพราะกรุงศรีอยุธยา กรุงสุโขทัย ฯลฯ และกรุงไหนๆ ในสยาม ทางการไม่เคยอนุรักษ์ชุมชนตลาดบ้านเรือนของกรุงนั้นๆ

          ด้วยโครงสร้างอำนาจนิยมที่สั่งสมมานานมาก ผู้บริหารของกรมศิลปากรและกระทรวงวัฒนธรรม จะไม่ฟังความเห็นอันมีค่าของสังคม ไม่ว่าระดับชุมชนหรือท้องถิ่น เพราะสำคัญตนผิดคิดว่าเป็นผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญพวกเดียวในไทยแลนด์

          รถไฟ เป็นการขนส่งมวลชนระบบรางที่สะท้อนวิถีของความเสมอภาคในระบอบประชาธิปไตย เพราะเดินทางเคลื่อนที่ไปพร้อมกันของคนจำนวนมาก

          สถานีรถไฟจึงเป็นความทรงจำอย่างเสมอภาคของคนจำนวนมาก ซึ่งความทรงจำแบบนี้ไม่มีในหมู่อภิสิทธิ์ชนที่ยกพงศาวดารเป็นประวัติศาสตร์ด้วยความหลงผิด

          ดังนั้น จะให้พวกขาดสำนึกประวัติศาสตร์สังคม มีความทรงจำเรื่องราวของชุมชนย่อมเป็นไปได้ยากมากๆ หรือเป็นไปไม่ได้ เพราะไม่เคยมีประจักษ์พยานในงานผ่านมาของกรมและกระทรวงนี้

          ถ้าต้องการร่วมผลักดันไทยแลนด์ 4.0 ผู้บริหารกรมศิลปากรและกระทรวงวัฒนธรรม ต้องกระฉับกระเฉงเร่งรัดพัฒนาแนวคิดการอนุรักษ์ให้พ้นจากพงศาวดาร เข้าสู่โหมดประวัติศาสตร์แนวทางสากล เพื่ออดีตรับใช้อนาคต ไม่ใช่อนาคตรับใช้อดีต

          สำหรับสังคมโดยรวม “ประวัติศาสตร์โบราณคดีสำคัญมาก จนไม่ควรปล่อยให้เป็นเรื่องของนักประวัติศาสตร์โบราณคดี” และ

          “ประวัติศาสตร์โบราณคดีไม่ใช่วิชาที่มีคำตอบถูกต้องตายตัวเพียงหนึ่งเดียว จึงไม่ควรทิ้งให้อยู่แต่ในมือของผู้เชี่ยวชาญและผู้บริหาร เพราะผู้เชี่ยวชาญและผู้บริหารคือคนที่ไม่ต้องการเรียนรู้อะไรใหม่”

          [ข้อความ 2 ย่อหน้า ในเครื่องหมาย (“ ”) เลียนแบบดัดแปลงจาก ฮาจุน ชาง (สอนเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ อังกฤษ) ที่ผมรู้จากข้อเขียนของ ผาสุก พงษ์ไพจิตร (สอนเศรษฐศาสตร์อยู่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ไทย) ผมเคยเขียนเล่าไว้ก่อนแล้วเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 6 เมษายน 2560]