มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 31 มีนาคม 2560

 

เทศน์มหาชาติ มาจากไหน? (6)

 

แหล่ ในเทศน์มหาชาติ

แปลว่ายังมีอีก

(ไม่มาจาก“นั้นแล”)

 

          เทศน์มหาชาติ คนสมัยก่อนๆ ฟังอย่างมีอารมณ์ทั้งรัก, โศก, สนุกสนาน, ตื่นเต้น, เร้าใจ, และตลกคะนอง ฯลฯ เพราะมีทำนองหลัก กับ ทำนองแหล่

          ทำนองหลัก หมายถึง ทำนองเทศน์ประจำกัณฑ์ตามเนื้อเรื่อง เช่น ทำนองธรรมวัตร (แบ่งเป็นธรรมวัตรแท้กับธรรมวัตรกลาย), ทำนองเดิน, ทำนองขึ้น, ทำนองสูง, ทำนองย้าย ฯลฯ

          นอกจากนั้นยังมีทำนองประจำตัวของนักเทศน์ที่ประดิษฐ์คิดค้นตามเนื้อเรื่องให้มีลักษณะเฉพาะของตน กับทำนองประจำท้องถิ่นที่มีสำเนียงต่างๆ ออกไป

          [กะเทาะเปลือกเวสสันดร ของ พระครูวิวิธธรรมโกศล (ชัยวัฒน์ ธมฺมวัฑฒโน) โรงพิมพ์เลี่ยงเซียง พ.ศ. 2536 อ้างในการศึกษาเชิงวิเคราะห์ เรื่องการเทศน์มหาชาติที่มีอิทธิพลต่อสังคมไทย ของ พระมหาธวัช เขมธโช (พุทธโส) วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ พ.ศ. 2537]

          ทำนองแหล่ หมายถึง เนื้อเรื่องมหาชาติที่เป็นรายละเอียดตอนใดตอนหนึ่ง ซึ่งยังมีอีกหรือยังเหลืออีกเป็นส่วนปลีกย่อยนอกเหนือทำนองหลัก กับเรื่องอื่นๆ ที่ต้องการจะเล่า

          แหล่ หมายถึง ยังมีอีก, ยังเหลืออีก, ยังไม่หมด ฯลฯ อย่างเดียวกับคำว่า เหลือ บางที่ซ้อนคำว่า เหลือแหล่ แปลว่า มากมาย (ไม่เกี่ยวอะไรเลยกับคำลงท้ายเทศน์ว่านั้นแล) โดยทั่วไปรับรู้ว่ามีแหล่ 2 อย่าง คือ แหล่ใน กับ แหล่นอก

          แหล่ใน หมายถึง แหล่ในเนื้อเรื่องพระเวสสันดร (ไม่ออกนอกเรื่อง)

          แหล่นอก หมายถึง แหล่นอกเนื้อเรื่องพระเวสสันดร (ไม่มีในเรื่อง) เพราะเอามาจากวรรณกรรมอื่นๆ ที่คนยุคนั้นชอบ หรือจะแต่งใหม่พรรณนาเหตุการณ์ร่วมสมัยก็ได้

          มีตัวอย่างหลายแหล่เป็นต้นฉบับลายมือ อยู่ในหนังสือที่ระลึกแจกงานปลงศพ นายสำเภา วงษ์เทศ (พ.ศ. 2529 หน้า 99-218) เช่น แหล่พระรถ เมรี, แหล่เถรขวาด, แหล่บายสี, แหล่ทุกขสัจจ์ (4 แหล่นี้ มีเสียงของนายสำเภา วงษ์เทศ แหล่ไว้ก่อนถึงกรรม อยู่ในเว็บ www.sujitwongthes.com), แหล่สร้อยฟ้า-ศรีมาลา, แหล่ศรีประจันต์-วันทอง, แหล่พระเตมีย์, แหล่นิทานแม่ลูก, แหล่นกอินทรี, แหล่ล้อเลียนกัณฑ์กุมาร ฯลฯ

 

เครื่องเล่นมหาชาติ

          เครื่องเล่นมหาชาติ หมายถึงแหล่เนื้อความที่นอกเหนือจากชาดกในการเทศน์มหาชาติ (จะเรียกแหล่นอกก็ได้) มีจำนวนมากมายนับไม่ถ้วน มีผู้รวบรวมเป็นเล่มโตหลายเล่ม เช่น หนังสือ “แหล่เทศน์ เป็นแหล่ใหม่และแหล่เก่าที่เพราะๆ สำหรับมหาชาติชาดก ยกขึ้นว่ากันต่างๆ แปลกๆ” (โรงพิมพ์กิมหยิน หลังวัดเทพศิรินทร์ พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2479 หนา 231 หน้า ราคา 3 บาท)

          [ดูอธิบายเพิ่มใน มหาชาติ : มหาเวสสันดรชาดก ฉบับทรงเครื่อง ของ พระราชวิจิตรปฏิภาณ (เจ้าคุณพิพิธ) วัดสุทัศนเทพวราราม สำนักพิมพ์ธรรมสภา พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2555]

          แหล่ เครื่องเล่นมหาชาติ บางเรื่องบางตอนมีบทตอบโต้ต่อว่าด่าทอถึงลูกถึงคนเหมือนละครชาวบ้าน (ละครชาตรี, ละคอนนอก) กระทั่งหลุดไปทางกลอนแดงของแม่เพลงพ่อเพลง แล้วหนักทางคำหยาบก็มี

          [รายละเอียดมีอีกมากเรื่องวรรณกรรมชาวบ้าน ดูใน ปากไก่และใบเรือ ของ นิธิ เอียวศรีวงศ์ พิมพ์ครั้งแรก 2527]

 

หมดเครื่องเล่น หมดอารมณ์

          เทศน์มหาชาติสมัยหลังๆ ถูกครอบงำด้วยทำนองหลวงของพุทธศาสนาแห่งชาติ (สมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์) เลยหมดอารมณ์ทางศาสนา เพราะไม่มีเครื่องเล่น ไม่มีแหล่ ไม่สนุก

          “อารมณ์ทางศาสนา เป็นพิธีกรรมที่กระตุ้นเข้าไปที่ส่วนลึกสุดของคนในวัฒนธรรมนั้น” อ. นิธิ เอียวศรีวงศ์ บอกไว้ จะคัดมาแบ่งปัน จะได้เข้าใจตรงกันอย่างไม่แข็งทื่อเป็นไม้บรรทัด ดังต่อไปนี้

          การปฏิรูปพุทธศาสนาในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ อันทำให้เกิดพุทธศาสนาแห่งชาติสืบมานั้น ได้ลิดรอนอารมณ์ทางศาสนา ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งออกไปจากพุทธศาสนาที่เคยมีในเมืองไทยมาก่อน

          คนเราไม่ได้นับถือศาสนาด้วยเหตุผลและศรัทธาที่เกิดจากการไตร่ตรองด้วยสติปัญญาเท่านั้น แต่เพราะศาสนาทำให้คนมีความพอใจ ความสงบ ความกล้าหาญ ความปลาบปลื้ม ความเชื่อมั่นด้วย แต่มิติด้านอารมณ์ไม่ได้มาจากหลักธรรมคำสอนมากนัก ส่วนใหญ่มาจากพิธีกรรม, ชาดก, เทศน์มหาชาติ, จุลกฐิน, การปลุกเสก, หลวงตาและอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ของท่าน, รูปเคารพ ฯลฯ——-

          อารมณ์ทางศาสนา เป็นพิธีกรรมที่กระตุ้นเข้าไปที่ส่วนลึกสุดของคนในวัฒนธรรมนั้นๆ

          ศาสนาพุทธแห่งชาติที่เป็นทางการ ไม่มีมิติทางอารมณ์ เพราะอายฝรั่ง กลัวมันดูถูก เหลือแต่หลักธรรมคำสอนและหลักปฏิบัติที่ ‘ดูดี’ แก่ฝรั่งเท่านั้น

          [มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 17-23 มีนาคม 2560 หน้า 30]

บุญผะเหวด เทศน์มหาชาติ (บน) พระเทศน์บนธรรมาสน์งานบุญผะเหวด (ล่าง) ชาวบ้านร่วมเอาบุญผะเหวด บึงพลาญชัย จ. ร้อยเอ็ด (ภาพโดยอภิวัฒน์ ศรีอาภรณ์ ร้อยเอ็ด)