มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 24 มีนาคม 2560

 

เทศน์มหาชาติ มาจากไหน? (5)

 

ห้ามตลกคะนอง

เทศน์มหาชาติ ทำนองหลวง

 

          เทศน์มหาชาติแรกเริ่มยุคอยุธยา ไม่มีหลักฐานว่าทำนองอย่างไร? แต่สมัยหลังๆ ต่อๆ มา มีทั้งทำนองหลวงและทำนองราษฎร์ เป็นสำเนียงลาวอย่างภาคเหนือและภาคอีสาน ที่ถูกปรับให้เป็นภาคกลาง

 

ทำนองหลวง สำเนียงภาคกลาง

          เทศน์มหาชาติในวัฒนธรรมหลวง ที่ตกทอดถึงปัจจุบัน มีตั้งแต่ปลายแผ่นดิน ร.1 กรุงรัตนโกสินทร์ (พ.ศ. 2348 และ พ.ศ. 2350)

          แล้วแต่งซ่อมมหาชาติกลอนเทศน์ให้ครบ 13 กัณฑ์ และปรับปรุงวิธีเทศน์เป็นทำนองให้เรียบร้อย หลังจากนั้นก็มีพัฒนาการเป็นเทศน์มหาชาติ ทำนองหลวง สืบมาจนทุกวันนี้

          ทำนองหลวงของเทศน์มหาชาติสมัยก่อนเป็นอย่างไร? ไม่มีเสียง และไม่พบเอกสารบันทึกไว้ตรงๆ

          จะรู้ได้ก็โดยอาศัยเทียบเคียงบรรยากาศปัจจุบัน ระหว่างเทศน์มหาชาติทำนองหลวงที่สุภาพเรียบร้อย กับบทพรรณนาในกลอนเสภาขุนช้างขุนแผน ตอนเณรแก้ว (พลายแก้ว) เทศน์กัณฑ์มัทรี บนธรรมาสน์ศาลาวัดป่าเลไลยก์ (เมืองสุพรรณ) ไม่มีแหล่โลดโผน เพราะอ่านเหมือนทำนองเสนาะตามบทจุณณีย์ [หมายถึง กล่าวบทบาลี (ร้อยแก้ว) ขึ้นนำเล็กน้อย ก่อนกล่าวเนื้อความต่อไปด้วยลีลาสุภาพราบเรียบ] จะคัดกลอนเสภามาดังนี้

                  ——————                    ขึ้นธรรมาสน์จับจบคัมภีร์จ้อง

          มือจับหนังสือถือประคอง               อ่านต้องตามบทจุณณีย์

          จนถึงแทบทางพระนางคลา            พบพญาพยัคฆราชสีห์

          นางชะอ้อนวอนขอจรลี                  จนราตรีแจ่มแจ้งด้วยแสงจันทร์

          ถึงอาศรมอารมณ์ให้เยือกเย็น       ด้วยไม่เห็นพระลูกผู้จอมขวัญ

          ทรงกันแสงโศกาจาบัลย์                เสด็จดั้นด้นตามพระลูกยา

 

ร.1 ห้ามเทศน์มหาชาติ ตลกคะนอง

          เทศน์มหาชาติในวัฒนธรรมราษฎร์ แบบบ้านๆ หนักไปทาง “แหล่” ขับลำเป็นทำนองต่างๆ อย่างโหยหวนและเล่นลูกคอคึกคะนองสนองญาติโยมคนฟัง ควรแพร่หลายเป็นที่นิยมยกย่องอย่างยิ่ง ตั้งแต่หลังเสียกรุงครั้งแรก (พ.ศ. 2112) สืบจนเสียกรุงครั้งหลัง (พ.ศ. 2310)

          พระสงฆ์ตั้งแต่ยุคปลายอยุธยาสืบจนยุคธนบุรี มีเทศน์มหาชาติอย่างโลดโผน แต่ผู้ดีมองว่าคึกคะนองจนเลยเถิดละเมิดจารีตประเพณี “สำแดงถ้อยคำตลกคะนองหยาบช้า” ร.1 จึงทรงตรา “กฎพระสงฆ์” ในปีแรกสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ พ.ศ. 2325 (เมื่อเสวยราชย์เพียง 5 เดือน) ว่า

          “ห้ามอย่าให้เทศนาและฟังเทศนาเป็นกาพย์กลอน แลกล่าวถ้อยคำตลกคะนองเป็นการเล่นหัวร่อชื่นชมด้วยกันประมาทให้ผิดจากพระวินัยเป็นอันขาดทีเดียว”

          [จากหนังสือ เรื่องพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงฟื้นฟูวัฒนธรรม พระนิพนธ์ พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2500 หน้า 16-19]

          ลักษณะเลยเถิดของพระสงฆ์หลังกรุงแตก ยังมีบอกเพิ่มเติมในกฎพระสงฆ์ (ลำดับ 10) เป็นตัวอย่างว่าเมื่อไปมนัสการพระพุทธบาท สระบุรี ก็คุมกันเป็นกลุ่มเป็นพวก “กลางวันเข้าถ้ำร้องละครร้องลำนำหยอกสีกา…………..” “กลางคืนก็คลุมศีรษะตามกันตีวงร้องปรบไก่ดุจฆราวาส ลางจำพวกเป็นนักสวด สัปปุรุษทายกนิมนต์สวดพระมาลัย ไม่สวดต้องตามเนื้อความพระบาลี ร้องเป็นลำนำ แขก จีน ญวน มอญ ฝรั่ง…………..” ฯลฯ

เทศน์มหาชาติ วันกรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส เมื่อธันวาคม 2556 ที่วัดพระเชตุพนฯ กรุงเทพฯ (ภาพจาก http://www.watpho.com)

 

ต้นกล้วย ต้นอ้อย ผลหมากผลไม้ บรรยากาศเทศน์มหาชาติ ให้คล้ายบรรณศาลาของพระเวสสันดร(ภาพจาก http://www.govesite.com/khaotal/information.php?iid=20150518173645xSOcYTw)