มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 13 มีนาคม 2560

 

เทศน์มหาชาติ มาจากไหน? (4)

 

ทำนองเทศน์มหาชาติ

จากขับลำลุ่มน้ำโขง

 

      เสียงเอื้อนโหยหวนและเล่นลูกคอของเทศน์มหาชาติ ทำนองหลวง ได้จากขับลำทำนองของศาสนาผีลุ่มน้ำโขง

 

ขับลำลุ่มน้ำโขง

      ขับลำ คือ ขับ และ ลำ ของตระกูลภาษาไต-ไท มีความหมายเดียวกัน ได้แก่ เปล่งเสียงถ้อยคำคล้องจองเป็นทำนองอย่างเสรี มีความสั้นยาวไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับความต้องการหรือความพอใจของช่างขับกับหมอลำ

      แต่โดยเน้นถ้อยคำเป็นหลักนำเหนือทำนอง มักขับลำเล่าเรื่อง และ/หรือ เล่นโต้ตอบระหว่างหญิงชาย ประเพณีล้านนาเรียก ช่างขับ, อีสานเรียก หมอลำ

      ขับลำมีกำเนิดในพิธีกรรมทางศาสนาผี ราว 3,000 ปีมาแล้ว (ไม่ได้มีขึ้นมาเพื่อเป็นมหรสพสนุกสนาน)

      หมอมดหมอผีหัวหน้าเผ่าพันธุ์เป็นผู้หญิง ใช้ขับลำเล่าเรื่องความเป็นมาของเผ่าพันธุ์ กับวิงวอนร้องขออำนาจเหนือธรรมชาติ (คือ ผีบรรพชน) บันดาลฟ้าฝนตกต้องตามฤดูกาล เพื่อความอุดมสมบูรณ์ในพืชพันธุ์ธัญญาหาร

      พุทธรับผี ราวหลัง พ.ศ. 1000 เมื่อพุทธศาสนาแผ่ถึงสุวรรณภูมิในอุษาคเนย์ บริเวณที่ศาสนาผีมีอำนาจอยู่ก่อนนานแล้ว พุทธจึงปรับตัวรับประเพณีของผีเข้ามาประสมประสาน (เป็นต้นทางศาสนาไทย ประกอบด้วยการประสมประสานของผี พราหมณ์ พุทธ สืบจนทุกวันนี้)

      โดยใช้งานขับลำเป็นทำนอง (ของผี) เล่าชาดกเป็นภาษาไทยเรื่องพระเวสสันดร แล้วเรียกเทศน์มหาชาติ สืบจนทุกวันนี้ เทศน์มหาชาติเป็นทำนองขับลำ (ตามประเพณีพื้นเมือง) จึงไม่มีในอินเดียและลังกา

      การขับลำเกี่ยวข้องอื่นๆ อีก 2 อย่าง คือ ภาษาถ้อยคำ กับ ทำนอง

 

  1. ภาษาถ้อยคำ

      ขับลำใช้ถ้อยคำคล้องจองเป็นกลอนในภาษาตระกูลไต-ไท มีอย่างน้อย 3 กลุ่ม ได้แก่ กลอนร่าย, กลอนลำ, กลอนเพลง

      เทศน์มหาชาติทุกวันนี้เป็นร่ายยาว มีต้นตอจากกลอนร่าย ใช้ภาษาร่าย ซึ่งเป็นรากเหง้าเก่าสุดของร้อยกรอง มีลักษณะเสรี ไม่กำหนดตายตัว จำนวนคำจะมีเท่าไรก็ได้

      ภาษาร่าย ใช้สื่อสารกับอำนาจเหนือธรรมชาติ คือ ผี, เทวดา, สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพราะอยู่ก้ำกึ่งระหว่างภาษาพูด (ร้อยแก้ว) กับภาษาเพลง (ร้อยกรอง) แล้วได้รับยกย่องเป็นภาษาพิเศษ ใช้ในสถานการณ์พิเศษ

      [คำอธิบายอีกมากในหนังสือ 2 เล่ม (1.) โองการแช่งน้ำ ของ จิตร ภูมิศักดิ์ สำนักพิมพ์ดวงกมล พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2524, (2) ปากไก่และใบเรือ ของ นิธิ เอียวศรีวงศ์ พ.ศ. 2527]

      ภาษาร่ายใช้ในสถานการณ์พิเศษ มีใช้ในคำประณามพจน์ของวรรณกรรมเรื่องต่างๆ, บทเจรจาโขน, เซิ้งบั้งไฟ ฯลฯ (ภาษาและวรรณคดีในสยามประเทศ ของ สุจิตต์ วงษ์เทศ สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2546)

 

  1. ทำนอง

      ขับลำคือเล่าเรื่องเป็นทำนองอย่างเสรีโดยออกเสียงสูงต่ำและสั้นยาว ไม่มีโน้ตกำกับตายตัว แต่มีลักษณะพิเศษ คือ ทำเอื้อนโหยหวนและเล่นลูกคอ บางทีเรียกสวดลำ หรือลำสวด เช่น สวดคฤหัสถ์ในงานศพ ฯลฯ เป็นต้นแบบขับเสภา ทุกวันนี้ยังตกทอดในการแสดงหมอลำ, ลูกทุ่ง ฯลฯ

      ทำเอื้อนโหยหวน คือทำลีลาเสียงโอดพันสูงต่ำ เหมือนคร่ำครวญยืดยาวอย่างไพเราะและเสรี ไม่มีกำหนดสั้นยาวตายตัว

      เล่นลูกคอ คือเล่นลีลาเอื้อนเสียงทั้งสั้นยาวเป็นลูกคลื่นในลำคอ คล้ายอึกอักตะกุกตะกักอย่างคนติดอ่าง แต่ไม่ใช่ติดอ่าง เพราะทำต่อเนื่องยืดยาวก็ได้

      แต่งเสียงหัดเทศน์มหาชาติ พระสงฆ์ฝึกหัดเทศน์มหาชาติ ต้องฝึกแต่งเสียงทำเอื้อนโหยหวนและเล่นลูกคอ มีคำบอกเล่าของพระสงฆ์นักเทศน์สมัยก่อน ดังนี้

      เอารากไม้ไผ่รวกมาพอสมควร ไม่มีกำหนดว่าเท่าไร เอาย่างไฟให้แห้งเกรียม เอาผ้าขาวสะอาดไประเอาน้ำค้างตามใบข้าวหรือใบหญ้า เลือกฤดูน้ำค้างตกเดือน 11-12 บิดผ้าเอาน้ำค้างใส่ภาชนะจะเป็นถ้วยหรืออะไรก็ได้ แล้วเอารากไม้ไผ่รวกที่ย่างไฟนั้นลงแช่น้ำค้างไว้ใช้นัดทางจมูกเช้า-เย็น

      เอามะเขือขื่นลูกที่สุกเหลืองมาล้างน้ำให้สะอาด เอาทองคำเปลวปิดให้ทั่วลูกมะเขือ ใส่ปากดำน้ำเคี้ยว แล้วกลืนกินในน้ำนั้น แต่กลืนยากที่สุด ถ้าอ้าปากเคี้ยวหรือกลืน น้ำก็จะเข้าไปเต็มปากแล้วก็กลืนไม่ได้

      ยังมีอีกอย่างหนึ่งเป็นวิธีทำให้เสียงใหญ่ เสียงดัง วิธีนี้ลงไปดำน้ำ แล้วตะโกนให้สุดเสียงทำให้เสียงออกได้เฉพาะทางปากและจมูกเท่านั้น เพราะน้ำบังคับตามรูขุมขนไม่ให้เสียงออกได้ แต่เสียงที่ออกทางปากและจมูกก็จะเป็นเพียงฟองปุดๆ ขึ้นมาเท่านั้น

      ยังมีวิธีอีก คือทำให้รูคอขยายกว้าง วิธีนี้เวลาจะฉันข้าวตอนเช้า ให้ปั้นข้าวสุกก้อนโตพอกลืนได้ปั้นให้เป็นก้อนแน่นแล้วกลืนลงไป ทำก่อนจะลงมือฉันข้าวทุกๆ เช้า เวลาละ 3 ก้อน ทุกวันจนกว่าจะไม่อยากทำ

      อีกวิธีหนึ่ง ทำให้เสียงคล่อง ใช้น้ำมันหมูดิบ ก้อนโตพอกะว่าจะกลืนลงคอได้ แล้วเอาเชือกด้ายผูกให้แน่นหย่อนใส่ปากแล้วกลืนลงไป ดึงออกมา ทำหลายๆ หน

      [อัตชีวประวัติ นายสำเภา วงษ์เทศ (อดีตพระนักเทศน์กัณฑ์มหาราช สำนักวัดเทพธิดาราม ประตูผี กรุงเทพฯ เชื้อสายคนพวน อ. ศรีมโหสถ จ. ปราจีนบุรี) ในหนังสือที่ระลึกแจกงานปลงศพ นายสำเภา วงษ์เทศ ณ วัดชิโนรสาราม ริมคลองมอญ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ เมื่อวันเสาร์ที่ 1 พฤศจิกายน 2529 หน้า 47-80]

 

สังคมอยุธยาเปลี่ยนไป ด้วยพลังของภาษาและวัฒนธรรมไต-ไท

      วัฒนธรรมหลวง รัฐอยุธยา ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ทำไมจึงรับวัฒนธรรมราษฎร์จากลุ่มน้ำโขง?

      เหตุสำคัญแรกสุด น่าจะมาจากอำนาจของภาษาและวัฒนธรรมไต-ไทจากดินแดนภายใน มีพลังกลืนกลายคนไม่ไทยให้เป็นไทย (ตามคำอธิบายของ นิธิ เอียวศรีวงศ์ 2559) คนไม่ไทย ได้แก่ คนในตระกูลมอญ-เขมร ฯลฯ ที่อยู่มาก่อน

      ครั้นหลังเสียกรุงครั้งแรก (พ.ศ. 2112) โดยพิจารณาอย่างกว้างๆ โครงสร้างสังคมและเศรษฐกิจการเมืองของอยุธยาเปลี่ยนไป ดังนี้

  1. ประชากรกลุ่มใหญ่จากลุ่มน้ำยม-น่าน กับลุ่มน้ำอื่นๆ ในวัฒนธรรมไต-ไท ถูกเกณฑ์ให้อพยพโยกย้ายเป็นประชากรพระนครศรีอยุธยา แทนกลุ่มเดิมที่ถูกกวาดต้อนไปหงสาวดี
  2. ขุนนางท้องถิ่นมีพลังแข็งแรงมากกว่าแต่ก่อน เพราะการค้าทางทะเลต้องการทรัพยากรจากดินแดนภายในมากขึ้น โดยเฉพาะทางลุ่มน้ำโขง คนชั้นนำในอยุธยาต้องผ่อนปรนขุนนางท้องถิ่น ทำให้วัฒนธรรมราษฎร์เข้าไปเคล้าคละปะปนอยู่ในวัฒนธรรมหลวง

      ยังมีเงื่อนไขอื่นๆ อีกมาก ที่ผลักดันให้อำนาจของภาษาและวัฒนธรรมไต-ไท ที่ต่อมาภายหลังเรียกรวมๆ ว่าไทย มีพลังเหนือภาษาและวัฒนธรรมอื่นๆ ซึ่งมีมาก่อน ส่งผลให้ประเพณีสวดมหาชาติภาษาบาลี เปลี่ยนเป็นเทศน์มหาชาติด้วยทำนองขับลำของลุ่มน้ำโขง

      ขับลำจากลุ่มน้ำโขง เป็นรากเหง้าขับเสภา มีทั่วไปในชุมชนชาวบ้านยุคอยุธยา (หรือก่อนหน้านั้น) เรียกช่างขับพร้อมกรับไม้ไผ่ 2 อันตีกระทบกัน พบหลักฐานสมัยพระนารายณ์ฯ ในบันทึกของลาลูแบร์ ราชทูตฝรั่งเศส หลังจากนั้นจะเป็นรากเหง้าของขับเสภา ยุคกรุงรัตนโกสินทร์ เน้นเสียงโหยหวนและลูกคอ ต่อเนื่องถึงเพลงลูกทุ่งยุคปัจจุบัน

      [มีคำอธิบายอย่างละเอียดอยู่ในหนังสือ ขับเสภา มาจากไหน? ของ สุจิตต์ วงษ์เทศ วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2558]

ชาวลื้อเป็นช่างปี่กับช่างขับ กำลังขับคลอปี่ที่เมืองฮุน แขวงอุดมไซ ในลาว (ภาพจากหนังสือ ขับ ลำ เพลงลาว มาจากไหน? ของ “ไม้จัน” เขียนเป็นภาษาลาว (ทองแถม นาถจำนง ถ่ายคำ เป็นภาษาไทย) สำนักพิมพ์ทางอีศาน พ.ศ. 2557 หน้า 108)