มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ 2560

 

ฝังศพงอเข่า

ต้นเค้าโกศ

 

          พิธีฝังศพแบบวางราบเหยียดยาวเก่าแก่สุดในไทยราว 10,000 ปีมาแล้ว เช่น พบที่กระบี่, แม่ฮ่องสอน, ฯลฯ (แต่บางท้องถิ่นในบางประเทศเพื่อนบ้านอาจเก่ากว่านี้)

          พิธีฝังศพหรือทำศพ เริ่มพิธีเมื่อมีคนตายจนถึงเอาศพไปฝังเป็นเสร็จพิธี

          สถานที่ทำศพทิ้งศพเรียกกันภายหลังว่าป่าเลว (หรือป่าเห้ว, เปลว) เลว หมายถึงไม่ดี บางท้องถิ่นออกเสียงเป็นเห้ว แต่บางพวกออกเสียงว่าเปลว

          ส่วนคนภาคกลางเรียกป่าช้า เป็นคำเดียวกับเลว (มักใช้ควบว่า เลวทรามต่ำช้า)

แหล่งพิธีกรรมทำศพหลายพันปีมาแล้วบนเพิงผาบ้านไร่ อ. ปางมะผ้า จ. แม่ฮ่องสอน (ภาพของ รัศมี ชูแสงทอง คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร)

หินตั้งเป็นวงกลม บริเวณศักดิ์สิทธิ์ใช้ฝังศพของชุมชนเมื่อราว 3,000 ปีมาแล้ว พบที่ อ. สูงเนิน จ. นครราชสีมา (ลายเส้นจากหนังสือสมัยก่อนประวัติศาสตร์ในประเทศไทย ของ ชิน อยู่ดี กรมศิลปากร พิมพ์เมื่อปี พ.ศ. 2510)

 

เริ่มฝังศพงอเข่า ต้นเค้าโกศ ราว 2,500 ปีมาแล้ว

          ฝังศพงอเข่าพบทั่วไปในอุษาคเนย์ โดยเฉพาะบริเวณผืนแผ่นดินใหญ่สุวรรณภูมิ ตั้งแต่ลุ่มน้ำโขงถึงลุ่มน้ำเจ้าพระยา คือ ไทย, ลาว, เขมร, เวียดนาม ต่อเนื่องถึงมณฑลกวางสีในจีน (ที่อาจเป็นแหล่งฝังศพงอเข่าแบบเก่าสุด)

ภาชนะดินเผาบรรจุกระดูกแบบต่างๆ ราว 2,500 ปีมาแล้ว เป็นต้นแบบของโกศ ขุดพบบนพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้
[ภาพลายเส้นจากบทความ 2 เรื่อง ของ สุกัญญา เบาเนิด (กรมศิลปากร) คือ 1. วัฒนธรรมทุ่งกุลาร้องไห้ กับ 2. คนตาย/ความเชื่อ/พิธีกรรม สมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย วัฒนธรรมทุ่งกุลาร้องไห้ จากหลักฐานโบราณคดี พิมพ์ในหนังสือ ทุ่งกุลา อาณาจักรเกลือ 2,500 ปีมาแล้ว จากยุคแรกเริ่มล้าหลัง ถึงยุคมั่งคั่งข้าวหอม สำนักพิมพ์มติชน, 2546 หน้า 207-299]

          คนยุคดึกดำบรรพ์เชื่อว่าคนที่นอนไม่พูดจาและไม่เคลื่อนไหว เพราะขวัญหายออกจากร่าง ต้องทำพิธีเรียกขวัญให้กลับคืนร่าง แล้วคนนั้นจะคืนสู่ปกติ

          พิธีเรียกขวัญมีมหรสพ ในอีสานวัฒนธรรมลาวเรียกงันเฮือนดี ได้แก่ ฟ้อนแคน, เป่าปี่ตีกลอง, ร้องรำทำเพลง (ต้นแบบมหรสพยุคหลังจนปัจจุบัน)

          ครั้นนานไปจนศพเน่าก็ยังไม่ฟื้นคืนเหมือนเดิม คนยุคดึกดำบรรพ์เชื่อว่าคนกลับคืนสู่บ้านเก่า คือท้องแม่ที่ต้องงอเข่าเข้าด้วยกัน

          ต่อมาคนดึกดำบรรพ์คิดทำภาชนะใส่ศพงอเข่าไปฝังดิน เช่น ไหดินเผา (หรือ “แค็ปซูล”), หม้อดินเผา, จนถึงไหหิน (ในลาว) ฯลฯ ล้วนเป็นต้นเค้าเก่าสุดของโกศทุกวันนี้

          ชุมชนบางแห่งของบางกลุ่มชาติพันธุ์ เชื่อว่าขวัญคนตายแล้วต้องกลับถิ่นเดิมทางน้ำ จึงเอาศพใส่ภาชนะคล้ายเรือไปไว้ในแหล่งศักดิ์สิทธิ์ เช่น ถ้ำ, เพิงผา, ฯลฯ บางพวกสลักรูปเรือไว้บนภาชนะสำริดใส่ศพก็มี

 

อินเดียไม่เอาศพใส่โกศ

          คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง (มหาวิทยาลัยศิลปากร ทับแก้ว) ผู้อยู่ในประเพณีพราหมณ์บอกว่าอินเดียไม่เอาศพใส่โกศ จะคัดโดยสรุปดังนี้

          โกศเป็นของพิธีศพในอุษาคเนย์ “ก่อนอินเดีย” พัฒนามาจากพิธีศพครั้งที่สอง คือเก็บศพจนเน่าเปื่อยแล้วจึงค่อยนำกระดูกไปบรรจุในภาชนะ เช่น ไห (ไม่ว่าจะหินหรือดินเผา) แล้วฝังไว้ จนพัฒนามาเป็นโกศในปัจจุบัน

          ต่อเมื่อรับศาสนาจากอินเดีย จึงเปลี่ยนจากฝังมาเป็นเผา แม้เผาแล้วก็ยังต้องเก็บอัฐิใส่โกศ เก็บไว้ที่บ้านหรือวัดแล้วนำมาทำบุญหรือสักการะตามโอกาส

          การเก็บอัฐิไว้นี้ของพราหมณ์ไม่ทำเลย เมื่อเผาศพเสร็จแล้วนำอัฐิใส่ไหดินเผา และจะนำไปโปรยที่แม่น้ำจนหมด

          แต่อาจมีผู้เถียงว่า ก็พระพุทธเจ้ายังถวายพระเพลิงแล้วเก็บพระสารีริกธาตุใส่โถไปบรรจุในเจติยสถานต่างๆ แสดงว่าอินเดียก็ต้องมีประเพณีเก็บกระดูกใส่โกศ

          ในสมัยก่อนประวัติศาสตร์อินเดียคงได้มีการฝังศพเหมือนกับบ้านเรา แล้วตั้งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ แต่ต่อมาเมื่อศาสนาฮินดูแพร่หลายแล้ว จึงมักเผาศพแทน

          กระนั้นก็มีบุคคลที่จะไม่ทำศพด้วยการเผา เช่น เด็กที่ยังไม่มีฟันแท้ หรือสตรีที่ไม่มีสามี เขามักถ่วงน้ำ และที่สำคัญคือ “นักบวช” หรือสันยาสี

          การตายของนักบวชนั้นถือว่าเป็นการเข้า “มหาสมาธิ” คือไม่ได้ตายในความหมายทั่วๆ ไป แต่เป็นการเข้าสู่สมาธิอันยิ่งใหญ่ อย่างสงบลึกล้ำ การทำศพนักบวชจะจัดให้อยู่ในท่านั่งสมาธิแล้วฝังไว้ใต้ดินโดยขุดลงไปลึกพอสมควร ฝังแล้วทำเนินดินหรือแท่นศิลาไว้ด้านบนเพื่อเป็นอนุสรณ์สถาน —–

          พุทธองค์และหมู่สงฆ์คงต้องการให้ถวายพระเพลิงพระศพแทนการฝังอย่างนักบวชนอกพุทธศาสนา คงด้วยเพราะการเผาเป็นการทำศพของคนธรรมดาๆ เสร็จแล้วก็โปรยทิ้งไป

          แต่สุดท้ายบรรดากษัตริย์ในชมพูทวีปนั้นคงเคยชินกับการตั้งเจติยสถานอันเป็นที่บรรจุศพของนักบวชตามประเพณีเดิมของตน จึงขอแบ่งพระสารีริกธาตุไปบรรจุยังเจติยสถานในแว่นแคว้นทั้งหลาย

          การบรรจุศพหรืออัฐิในโกศจึงเป็นของอุษาคเนย์ ที่สำคัญอินเดียไม่มีประเพณีดองศพไว้นานๆ แล้วค่อยทำการปลงทีหลัง คือไม่มีพิธีการตายสองครั้ง

          [จากบทความเรื่อง “พิธีเกี่ยวกับความตายในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู” โดย คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง (มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันที่ 21-27 ตุลาคม 2559 หน้า 81)]