มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 27 มกราคม 2560

 

“งันเฮือนดี”

ต้นแบบมหรสพ

ในงานศพของไทย

 

          มหรสพสนุกสนานเฮฮาในงานศพของไทยทุกวันนี้ มีเหตุจากความเชื่อในศาสนาผีหลายพันปีมาแล้วของคนทุกเผ่าพันธุ์ในอุษาคเนย์ว่าคนตาย ขวัญไม่ตาย แต่ขวัญหายออกจากร่าง แล้วหลงทางกลับไม่ได้

          ถ้าเรียกขวัญกลับคืนร่างเหมือนเดิม คนก็ฟื้นเป็นปกติ

          ดังนั้นเมื่อมีคนตาย เครือญาติพี่น้องทั้งชุมชนจึงตีเกราะเคาะไม้ประโคมฆ้องกลองร้องรำทำเพลงเต้นฟ้อนสนุกสนานเฮฮา ส่งเสียงดังกึกก้องให้ขวัญได้ยิน ขวัญจะได้กลับถูกทางตามเสียงนั้น แล้วคืนร่าง

          พบหลักฐานเป็นลายสลักบนขวานสำริด 2 ชิ้น วัฒนธรรมดองซอน อายุราว 2,500 ปีมาแล้ว ฝังรวมกับสิ่งของอื่นๆ ในหลุมศพที่เวียดนาม

          ลายสลักเป็นรูปหมอขวัญกับหมอแคนขับลำทำท่าฟ้อน กางแขน ย่อเข่า ก้าวขา เป็นสัญลักษณ์พิธีเรียกขวัญคนตายคืนร่างที่ฝังอยู่นั้น (Victor Goloubew : L’ Age du Bronze au Tonkin et dans le Nord-Annam ใน BEFEO : Tom XXIX 1929) คล้ายกับภาชนะเขียนสีรูปขวัญ วัฒนธรรมบ้านเชียง พบในหลุมศพที่บ้านเชียง จ. อุดรธานี

          ทางอีสานเรียกกิจกรรมความเชื่ออย่างนี้ว่า งันเฮือนดี เป็นต้นแบบหรือต้นทางของมหรสพในงานศพของไทย (ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ภาคกลาง) พบในวรรณกรรมต่างๆ ว่า มีปี่พาทย์, โขนละคร, หนังใหญ่, ลิเก, เสภา ฯลฯ

“งันเฮือนดี” พิธีเรียกขวัญคืนร่างคนตายยุคดึกดำบรรพ์ ราว 2,500 ปีมาแล้ว มีหมอขวัญกับหมอแคนขับลำคำคล้องจองทำนองง่ายๆ เป่าแคนคลอ แล้วฟ้อนประกอบ
[ลายสลักบนเครื่องมือสำริด 2 ชิ้น (บน-ล่าง) ขุดพบในหลุมศพที่เวียดนาม]

งันเฮือนดี อีสาน

          งันเฮือนดี หมายถึงมีการละเล่นรื่นเริงบนเรือนมีคนตาย (ขวัญไม่ตาย) มีหมอลำหมอแคนเล่นขับลำคลอแคน, มีอ่านหนังสือกาพย์กลอนวรรณกรรม เช่น สินไซ, การะเกด ฯลฯ แล้วมีเล่นต่างๆ เช่น เสือตกถัง ฯลฯ

          เฉพาะอีสาน มีคำอธิบายของพระโพธิวงศาจารย์ (ติสโส อ้วน) จะคัดมาโดยปรับย่อหน้าใหม่ให้อ่านง่าย ดังนี้

          “ที่บ้านของผู้ตายนั้นตั้งแต่วันที่ตายไป ตอนกลางคืนมีผู้คนที่รู้จักรักใคร่แลวงศาคณาญาติ พร้อมทั้งเพื่อนบ้านที่ใกล้เคียงมางันกันเรียกว่างันเรือนดี (คือคนมาประชุมช่วยพร้อมกัน) ——-

          หญิงสาวชายหนุ่มก็มาพูดหยอกเย้ากันในงารนี้ ผู้ที่เป่าแคนเปนก็เอาแคนมาเป่าเล่นหมอลำ พวกที่อ่านหนังสือเปนก็หาหนังสือเรื่องคำกลอนโบราณมาอ่าน เช่นเรื่องสังข์ศิลป์ไชย เรื่องการะเกษ เหล่านี้เปนต้น

          แลมีการเล่นอีกหลายอย่าง เช่นหมากหาบ (หมากแยก) เสือกินหมู (เสือกินวัว) หมากเกิ้งตะเวน (เสือตกถัง) หมากแก้งขี้ช้าง (ทอดไม้) พวกของเล่นเหล่านี้มีชอบเล่นอยู่ในพวกหญิงสาวชายหนุ่ม ถ้าใครแพ้ชนะกันมักมีทุบตีหยอกเย้ากันในหมู่คณะหญิงสาวชายหนุ่ม ถ้าคนที่มีอายุแล้วหันไปฟังหนังสือที่เขาอ่าน

          การงันเรือนดีชนิดนี้นับตั้งแต่วันที่ตายไป บางทีมีจนถึงวันนำศพไปเผาหรือฝัง ถ้าเปนผู้ที่ตระกูลเชื้อวงศ์มีบันดาศักดิ์ อย่างมากงันกันตั้งเดือนอย่างน้อยก็ 3 วัน 5 วัน 7 วัน ตามฐานานุรูปของคนพื้นเมือง เมื่อนำศพไปเผาหรือฝังเสร็จแล้ว กลับมาต้องทำบุญเรือน สวดมนต์เย็น 3 วัน รุ่งขึ้นฉันเช้า

          ในระหว่าง 3 วัน ที่สวดมนต์นั้น มีงันเรือนดีเหมือนกัน”

          [ลัทธิธรรมเนียมต่างๆ ภาคที่ 18 ตอนที่ 3 ว่าด้วยประเพณีของชนชาวมณฑลอีสาน โดย พระโพธิวงศาจารย์ (ติสโส อ้วน) เรียบเรียง พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2469]

 

งานศพผู้ไท

          งานศพมีการละเล่นสนุกเฮฮา เป็นประเพณีดั้งเดิมของกลุ่มชนในภูมิภาคอุษาคเนย์

          พระโพธิวงศาจารย์ (ติสโส อ้วน) อธิบายวิธีจัดการศพผู้ไท (หรือไทดำ, ลาวโซ่ง) จะคัดมาโดยปรับย่อหน้าใหม่ให้อ่านง่าย ดังนี้

          “ถ้าผู้ตายมีบุตร์เขย ในเวลากลางคืนต้องมีการกระทบสาก วิธีนี้จะเว้นเสียมิได้ คือมีสาก 7 คู่ จับกระทบกันแล้ว ลูกเขยทุกคนเต้นไปตามระหว่างสาก ถ้าเต้นไม่ดีสากถูกขา ถ้าเต้นไม่เปนต้องจ้างคนเต้นแทน ต้องเต้นทุกๆ คืนจนกว่าจะนำศพออกจากบ้าน นอกจากนี้ก็มีหมอลำหมอแคน เล่นกันสนุกสนานครึกครื้นเฮฮา

          การนำศพไปเผาหรือฝัง ถ้าเปนผู้มีตระกูลหรือมีทรัพย์สมบัติ มักมีพระสงฆ์นำหน้าศพ และมีสวดอภิธรรมไปตามทาง นอกจากนี้ก็มีหมอลำหมอแคนเล่นกันเฮฮาไปตามทาง”

          [ลัทธิธรรมเนียมต่างๆ ภาคที่ 18 ตอนที่ 1 ว่าด้วยชนชาติภูไทย และชาติญ่อ โดยพระโพธิวงศาจารย์ (ติสโต อ้วน) เรียบเรียง พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2469]

 

มหรสพในงานศพของไทย

          งันเฮือนดีในอีสานและในกลุ่มผู้ไท เป็นพิธีกรรมสืบเนื่องจากชุมชนดึกดำบรรพ์หลายพันปีมาแล้ว จากนั้นส่งทอดไม่ขาดสายสู่ชุมชนบ้านเมืองปัจจุบัน

          นับเป็นต้นทางงานศพของไทยซึ่งพบทั่วไป แต่ที่สำคัญมีในวรรณกรรมราชสำนักกรุงรัตนโกสินทร์ เช่น อิเหนา, ขุนช้างขุนแผน ดังนี้

 

อิเหนา

          อิเหนา บทละครพระราชนิพนธ์ ร.2 พรรณนาการละเล่นสนุกสนามเฮฮางานพระเมรุที่เมืองหมันหยา ดังนี้

          ๏ บัดนั้น                                                   พนักงานการเล่นทุกภาษา

          ทั้งหุ่นโขนโรงใหญ่ช่องระทา                     มานอนโรงคอยท่าแด่ราตรี

          ครั้นพระศพชักมาถึงหน้าเมรุ                    ก็โห่ฉาวราวเขนขึ้นอึ่งมี่

          ต่างเล่นเต้นรำทำท่วงที                          เสียงฆ้องกลองตีทุกโรงงาน

 

ขุนช้างขุนแผน ตอนงานศพนางวันทอง

          ขุนช้างขุนแผน แต่งหลัง ร.2 พระพันวษาสั่งประหารชีวิตนางวันทอง แล้วมีงานศพ มีการละเล่นมหรสพหลายอย่าง คนดูทุกชนชั้นสนุกโลดโผนเฮฮา มีกลอนเสภาพรรณนา ดังนี้

          ๏ ครั้นแสงสุริยันตะวันเย็น                      พนักงานการเล่นทุกภาษา

          มาโหมโรงแต่ค่ำย่ำสนธยา                      สาละพาเฮโลโห่เกรียวไป

          ครั้นรุ่งแสงสุริฉานประมาณโมง                 ก็ลงโรงเล่นประชันอยู่หวั่นไหว

          โขนละครมอญรำฉ่ำชูใจ                         ร้องรับกรับไม้นั้นพร้อมเพรียง

          พวกหุ่นเชิดชักยักย้ายท่า                       คนเจรจาสองข้างต่างถุ้งเถียง

          จำอวดเอาอ้ายค่อมเข้าด้อมเมือง               พูดจาฮาเสียงสนั่นโรง

          พวกงิ้วถือล้วนแต่ทวนง้าว                       หน้าขาวหน้าแดงแต่งโอ่โถง

          บ้างรบรุกคลุกคลีตีตุ้มโมง                       บ้างเข้าโรงบ้างออกกลอกหน้าตา

          นายแจ้งก็มาเล่นเต้นปรบไก่                    ยกไหล่ใส่ทำนองร้องฉ่าฉ่า

          รำแต้แก้ไขกับยายมา                              เฮฮาครื้นครั่นสนั่นไป

          เครื่องเล่นพร้อมพรักเป็นหนักหนา            ชาวประชามาดูเดินออกไขว่

          ทั้งผู้ดีขี้ข้าและเข็ญใจ                               หลีกหลบกระทบไหล่กันไปมา

          พอเพลาพลบค่ำลงรำไร                          จึงให้จุดดอกไม้ด้วยหรรษา

          ไฟพะเนียงเสียงพลุช่องระทา                  พวกหนังเรียกหามาตั้งจอ}