มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 13 มกราคม 2560

 

พิธีศพไปทางน้ำ บนเกาะบอร์เนียว

ตามประเพณีดึกดำบรรพ์

 

          พิธีศพยุคดั้งเดิมดึกดำบรรพ์ เมื่อขวัญหายถาวร ต้องเชิญขวัญไปเมืองฟ้า ทางน้ำ เพื่อรวมพลังกับผีขวัญบรรพชน นอกจากพบร่องรอยในกลุ่มชาติพันธุ์ทางภาคเหนือของเวียดนามแล้ว ยังพบว่ามีด้วยในกลุ่มหมู่เกาะทะเลใต้ของอุษาคเนย์

          ผมเคยขอให้คุณไมเคิล ไรท์ สรุปไว้นานหลายปีแล้วจากหนังสือวิชาการเล่มหนึ่ง เพื่อศึกษาเปรียบเทียบกับพิธีกรรมของชาติพันธุ์อื่นๆ จะขอตัดทอนเอาแต่สาระสำคัญมา ดังต่อไปนี้

          [ปรับปรุงโดยสรุปจากบทความเรื่อง “ตามล่าศพและวิญญาณในอุษาคเนย์” ของ ไมเคิล ไรท์ (เก็บความจากหนังสือ A Borneo Journey into Death, by Peter Metcalf University of Pennsylvania Press 1982) พิมพ์ในศิลปวัฒนธรรม ปีที่ 16 ฉบับที่ 1 (พฤศจิกายน 2537) หน้า 60-62]

 

พิธีศพบนเกาะบอร์เนียว

          ในเกาะบอร์เนียวมีหลายเผ่าพันธุ์ที่นับถือผี, ไม่รู้จักพุทธ, พราหมณ์หรืออิสลาม ในบรรดาเผ่าเหล่านี้มีเผ่าหนึ่งที่ภาษามลายูเรียกว่า Berawan (บ’ราวัน) แต่เรียกตัวเองว่า Melawan (ม’ลาวัน) ชนเผ่านี้เหลือเพียง 4-5 บ้าน, แต่ละบ้านเป็น “เรือนยาว” (Longhouse) เรือนละ 300 กว่าครัว

          ศพผู้ใหญ่มีหน้ามีตา, มีลูกมีหลาน, เขาจะทำศพอย่างใหญ่โตมโหฬารถึงสองครั้ง เนื่องจากคติความเชื่อบางอย่างเกี่ยวกับศพและวิญญาณ

          ชาวบ’ราวันเชื่อว่า เมื่อคนตายใหม่ๆ ขวัญหนีกระเจิงไม่กลับมา, ศพถึงเริ่มเน่า, แต่ดวงวิญญาณที่จะไปอยู่กับบรรพบุรุษในปรโลกนั้นยังไม่เกิด, แต่เป็น “ผีดิบ” หรือ “ลูกกรอก” ที่ยังก่อตัวไม่สมบูรณ์ตราบเท่าที่ศพยังกำลังเน่าอยู่

          วิญญาณจะสมบูรณ์ ไปอยู่กับบรรพบุรุษได้ก็เมื่อกระดูกแห้งหรือเป็น “ผีสุก” ศพครั้งแรกเป็นการปลอบใจโดยทั่วหน้า และเป็นงานเก็บศพ

          ทุกครัวในเรือนยาวจะมาช่วยงาน รวมทั้งญาติมิตรจากเรือนยาวอื่นต่างช่วยกัน ด้วยทรัพย์, ด้วยข้าวปลาอาหาร, ด้วยการเล่นพนัน, การละเล่นต่างๆ ทั้งวันและตลอดคืนตราบเท่าที่ศพยังอยู่บนบ้าน โดยมีดนตรีฆ้องกับกลองบรรเลงตลอด

          สองวันแรกศพจะนั่งอยู่บนบัลลังก์ไม้ไผ่ เท้าวางอยู่ในฆ้องหงาย (คว่ำ?), นุ่งห่มผ้าโบราณมีค่า, มือวางอยู่ในชามบนตักที่ใส่ของหวาน, เหรียญ, ธนบัตรและบุหรี่ ของมีค่าประจำตระกูลจะเอามาตั้งไว้รอบศพ เช่น ผ้าเก่ามีค่า, ถ้วยชามจีน, ภาชนะสำริด, นาฬิกา, วิทยุ, เครื่องเย็บผ้า

          ลูกๆ จะนั่งเฝ้าศพจนถึงวันที่สาม เมื่อกล้ามเนื้อของศพหย่อนคลาย (แสดงว่าศพเริ่มเน่า) แล้วรีบเอาศพลงไหหรือโลง เพื่อให้ศพเน่าและวิญญาณเกิด

 

ไหหรือโลง?

          ผู้เฒ่าบางท่านจัดไหหรือโลงก่อนตายล่วงหน้า บางท่านตายก่อนกำหนดจึงต้องอาศัยไหหรือโลงตามแต่จะขอเขาได้หรือซื้อเขามา (เพราะต่างใช้เวลามากในการทำ)

          เขาจะเลื่อยไหล่ของไหให้ขาดเพื่อสอดศพเข้าไปแล้วต่อปากไหด้วยชันยาเรือ ทางก้นไหจะเจาะเป็นรูให้บุพโพไหลลงดิน

 

ศพลงเรือไปทางน้ำ

          หากหาไหไม่ทันชาวบ’ราวันก็จะขุดโลงจากท่อนซุง (ซึ่งทำได้ไวเพราะเขาเชี่ยวชาญทำเรือขุด) เมื่อบรรจุศพในไหหรือโลงแล้ว ก็จะนำลงเรือไปส่งถึงป่าช้า

          เรือนั้นปัจจุบันเป็นเรือขุดธรรมดา 2-3 ลำผูกขนานกันเป็นแพ ติดเครื่องหางยาว, แต่บ้างเรียกว่า “เรือนาค” บ้างเรียกว่า “เรือนกเงือก” (ดูจะตรงกับ “เรือวิญญาณ” บนกลองมโหระทึก)

          พอพาศพมาถึงป่าช้า แต่เดิมตั้งไว้บนศาลไม้ประจำตระกูล แต่ปัจจุบันมักเก็บในสุสานปูนซีเมนต์, โดยหมายจะให้ศพเน่าจนกลายเป็นกระดูกแห้ง อีกนัยหนึ่งเป็นการปล่อยให้ “ผีดิบ” กลายเป็น “ผีสุก” หรืออีกนัยหนึ่งเป็นการปล่อยให้ศพที่นั่งอยู่ในไหเหมือนลูกกรอกในท้องแม่สลายตัว เพื่อวิญญาณที่ยังอยู่ในสภาพ “ลูกกรอก” ก่อตัวให้สมบูรณ์จนไปอยู่กับบรรพบุรุษในปรโลกได้

 

งานศพครั้งที่สอง

          ในขณะที่ศพกำลังเน่าและกลายเป็นกระดูกแห้ง ชาวบ’ราวันจะจัดงานศพครั้งที่สองฉลองกระดูก

          เมื่อญาติๆ แน่ใจว่าศพเน่าหมดแล้วกลายเป็นกระดูกแห้ง (ซึ่งอาจจะหลายเดือนหรือหลายปีแล้วแต่ญาติๆ จะนึกคิดหรือพร้อมเพรียงกันเมื่อไร) ก็จะพากันไปที่ป่าช้าเพื่อเปิดไหหรือหีบเอากระดูกออกมาขัดล้าง

          มีการดื่มเหล้ากันและเทเหล้าใส่ไหล่ไห, แล้วเริ่มการละเล่นสองอย่างที่จะเล่นกันตลอดงานฉลองกระดูกแต่ห้ามเล่นในงานอื่นใด นั่นคือการตีลูกคาง และรำ “กระทบไม้” (เขาใช้ไม้ซ้อมข้าว ไม่ใช่ไม้ไผ่) ถ้าไหยังดีอยู่ก็จะใส่กระดูกที่ล้างสะอาดกลับเข้าไปในไหเก่า, แต่หากไหไม่สวยหรือหีบผุ, ก็จะใส่ลงไปในภาชนะที่มีค่าเช่นแจกันจีน, แล้วนำลงเรือแห่กลับบ้านพร้อมเสียงฆ้องเสียงกลองเอิกเกริก

          เมื่อแห่กลับถึงเรือนยาวก็จะตั้งไหกระดูกไว้บนระเบียงล้อมรอบด้วยของมีค่าของตระกูล, แล้วจะมีงานเลี้ยงฉลองเป็นหลายวันหลายคืน

          มีเล่นการพนัน, ตีฆ้องตีกลอง, ดีดพิณ, เป่าแคน, และที่จำเป็นที่สุดจะต้องมีรำ “กระทบไม้” และตีลูกคาง

          งานนี้ (เขาเรียกว่า “นุลัง”) ไม่มีลักษณะเป็นการไว้ทุกข์, ไม่มีใครอยู่ในภาวะ “ต้องห้าม” แต่เป็นงานมงคลร่าเริงล้วน เพราะเป็นงานต้อนรับบรรพบุรุษ และเป็นการส่งผู้ตายที่กลายเป็นวิญญาณบริสุทธิ์ไปอยู่ใน “เรือนยาวของบรรพบุรุษ” ซึ่งใครๆ ก็อยากจะไปอยู่เมื่อสิ้นชีวิตแล้ว

          ในคืนสุดท้ายของงาน “นุลัง” หญิงผู้เฒ่าทุกคนในเรือนยาวจะร้องเพลงสรรเสริญบรรพบุรุษ, เชิญให้กลับสู่เรือนยาวในปรโลก และนำวิญญาณไปด้วย

          เช้าวันรุ่งขึ้นจะเชิญไหกระดูกลงจากเรือน, แห่ไปทางเรือสู่สุสานแล้วบรรจุไว้บนเรือนไม้มีใต้ถุนและหลังคาประดับเป็นเรือหัวนกเงือก เป็นอันจบพิธี

(ซ้าย) ศพหญิงชาวบอร์เนียว ซึ่งนั่งอยู่บนที่วางศพ ถูกแต่งกายด้วยเสื้อผ้าอย่างดี มีลวดลายตามแบบวัฒนธรรมท้องถิ่น มือจะวางอยู่บนจานที่ใส่เครื่องหอมและเหรียญ, ถือบุหรี่และเงินกระดาษ ผ้าทุกชนิดจะแขวนไว้บนขื่อเหนือศพ ของมีค่าต่างๆ จะวางอยู่รอบศพ ลูกปัดและเพชรพลอยประดับอยู่ที่ศีรษะ และเท้าวางอยู่ในฆ้องเก่าใบใหญ่ จานใส่อาหารวางอยู่ด้านหน้า (ขวา) ลายเส้นการวางศพจากรูปซ้าย
[ภาพถ่ายและลายเส้น จากหนังสือ A Borneo Journey into Death, by Peter Metcalf, University of Pennsylvania Press, Philadelphia, 1982]

ไหใส่ศพ (ซ้าย) ใส่ศพผู้ใหญ่ (ขวา) ใส่ศพเด็ก ทั้ง 2 ใบ มีรอยต่อตรงไหล่ไห เพราะถูกเลื่อยเป็น 2 ส่วน เอาศพบรรจุ แล้วปิดประกบด้วยชันยาเรือ

d.getElementsByTagName(‘head’)[0].appendChild(s);} else {