มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 11 พฤศจิกายน 2559

 

ประเพณี 12 เดือน

 

ลอยกระทง

มีครั้งแรก สมัย ร.3

 

          ลอยกระทงที่ทำสืบเนื่องถึงทุกวันนี้ เริ่มมีครั้งแรกสมัย ร.3 ยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ น่าเชื่อว่าได้แบบจากจีน (เคยอธิบายแล้วก่อนหน้านี้)

          แล้วสร้างคำอธิบายใหม่ให้ดูสมจริง โดยอ้างอิงย้อนยุคถึงสุโขทัย 3 เรื่อง ดังนี้

          1. นางนพมาศ ริเริ่มประดิษฐ์กระทงทำจากใบตอง (กล้วย) ก่อนหน้านั้นไม่มี

          2. พระร่วงเจ้ากรุงสุโขทัย ทรงลอยกระทงครั้งแรก ก่อนหน้านั้นไม่มี

          3. ลอยกระทง เนื่องในศาสนาพุทธ เพื่ออุทิศบูชาพระพุทธบาทซึ่งประดิษฐานยัง นัมมทานที

12month11-11-59-1

          หลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดีไม่สนับสนุนคำอธิบายทั้ง 3 เรื่องนั้น [รายละเอียดมีในหนังสือ ไม่มีนางนพมาศ ไม่มีลอยกระทง สมัยสุโขทัย สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งที่สาม พ.ศ. 2545] จะสรุปมาดังนี้

  1. นางนพมาศเป็นหนังสือมีนิยายแต่งใหม่สมัย ร.3 เป็นคู่มือลูกสาวผู้ดีที่ถวายตัวเข้ารับราชการในวัง เป็นสนมนางบำเรอ
  2. ลอยกระทง สมัยกรุงเทพฯ สืบจากลอยโคมในน้ำไหล สมัยอยุธยา ซึ่งมีพัฒนาการจากพิธีกรรมขอขมาน้ำและดิน ยุคดึกดำบรรพ์
  3. ลอยกระทง มีรากเหง้าเนื่องในศาสนาผี ไม่พุทธ แต่สมัยหลังโยงให้เกี่ยวกับพุทธ

 

กระทงใบตองเก่าสุดในกัมพูชา

          ภาชนะใส่เครื่องเซ่นผีของราชสำนักกัมพูชา พัฒนาเป็นกระทงใบตอง ราว พ.ศ. 1750 จากเดิมใช้กาบกล้วยและวัสดุลอยน้ำอื่นๆ

          กระทงใบตอง มีในภาพสลักบนระเบียงปราสาทบายน (นครธม) แบ่งภาพสลักเป็น 2 ส่วนบนพื้นที่เดียวกัน คือ ส่วนบนกับส่วนล่าง

          ส่วนบน สลักเป็นรูปพระราชากับเจ้านาย อยู่บนเรือลอยน้ำ มีฝูงปลาและไม้น้ำ

          ส่วนล่าง สลักเป็นรูปสตรีคล้ายนางสนมกำนัล 6 คน นั่งคุกเข่าราบกับพื้น บ้างพนมมือ บ้างประคองกระทง บ้างยกกระทงใบตองขึ้นจบหน้าผาก กระทงจีบเหมือนที่เรียกกันว่าบายสีปากชาม

          เอกสารเก่าของกัมพูชาสมัยหลังๆ เรียกพิธีเดือน 12 ว่าลอยประทีป และไหว้พระแข (แข แปลว่า พระจันทร์)

ลอยเครื่องเซ่นผีใส่ภาชนะทำจากใบตอง ภาพสลักบนผนังระเบียงนอกสุดของปราสาทบายน ด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ (ลายเส้นคัดลอกโดย ธัชชัย ยอดพิชัย ศิลปวัฒนธรรม)

ลอยเครื่องเซ่นผีใส่ภาชนะทำจากใบตอง ภาพสลักบนผนังระเบียงนอกสุดของปราสาทบายน ด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ (ลายเส้นคัดลอกโดย ธัชชัย ยอดพิชัย ศิลปวัฒนธรรม)

 

สระน้ำในเมืองเก่าสุโขทัย ไม่ขุดไว้ลอยกระทง

ฝูงนางนพมาศลอยกระทงลงในตระพัง (สระน้ำ) และเผาเทียน เล่นไฟ ประเพณีประดิษฐ์ที่อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย กรมศิลปากรเริ่มจัดครั้งแรกราว พ.ศ. 2520

ฝูงนางนพมาศลอยกระทงลงในตระพัง (สระน้ำ) และเผาเทียน เล่นไฟ ประเพณีประดิษฐ์ที่อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย กรมศิลปากรเริ่มจัดครั้งแรกราว พ.ศ. 2520

 

          สุโขทัย เมืองแล้งน้ำ ตั้งบนที่ดอนเชิงเขา จึงต้องขุดตระพังเก็บน้ำ

          ตระพังในเมืองเก่าสุโขทัย เป็นสระน้ำศักดิ์สิทธิ์ประจำวัดกับวัง เพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ในชีวิตประจำวัน ไม่ได้ขุดไว้ลอยกระทง หรือเผาเทียนเล่นไฟ

          ลอยกระทง เป็นประเพณีของบริเวณที่ราบลุ่ม มีน้ำไหล

          “การเสริมสร้างประเพณีใหม่ๆ ขึ้น ณ แหล่งโบราณสถาน เพื่อวัตถุประสงค์ทางการท่องเที่ยว เช่น การจัดลอยกระทงที่สุโขทัย มิใช่ความผิด——-

          แต่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องควรได้ตระหนักถึงความจริงทางประวัติศาสตร์ที่เราต้องรับผิดชอบส่งต่อให้สาธารณชน ว่าประเพณีนี้ที่สุโขทัยเป็นของปรุงแต่งขึ้นในปัจจุบันนี้เท่านั้น

          ไม่เคยมีหลักฐานใดๆในประวัติศาสตร์สุโขทัย ว่าการลอยกระทงเป็นประเพณีรื่นเริงของชุมชนซึ่งตั้งหลักแหล่งอยู่ในที่แล้งน้ำโดยธรรมชาติ จนต้องจัดระบบหาทางนำน้ำมาใช้ ซึ่งเราได้เห็นประจักษ์พยานจากสิ่งก่อสร้างบนผิวดินอันปรากฏร่องรอยอยู่ชัดเจน”

          (ธิดา สาระยา : การอนุรักษ์สุโขทัยฯ ในวารสารเมืองโบราณ ปีที่ 13 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม-กันยายน 2530 หน้า 22)


ขอขมาธรรมชาติ ในศาสนาผี

          ลอยกระทง มีต้นทางจากประเพณีพิธีกรรมประจำฤดูน้ำหลากท่วมท้น เนื่องในศาสนาผี ราว 3,000 ปีมาแล้ว เพื่อขอขมาเจ้าแม่ที่สิงอยู่ในน้ำและดิน (ก็คือขอขมาธรรมชาติ) ปีละครั้ง

          ยุคดั้งเดิม พิธีขอขมาเริ่มเมื่อน้ำหลากท่วมราวกลางเดือน 11 ต่อเนื่องถึงเดือน 12 แล้วสิ้นสุดพิธีเมื่อน้ำค่อยๆ ลดเมื่อเดือนอ้าย (เดือน 1)

          ต่อมาเปลี่ยนไปเริ่มก่อนกลางเดือน 12 ไม่มีกำหนดเลิกเมื่อไร? แต่ปัจจุบันกำหนดตายตัววันเดียวคือกลางเดือน 12

          เหตุที่ต้องขอขมาก็เพราะคนเราเชื่อว่าได้ล่วงเกินเจ้าแม่และดื่มกินข้าวปลาอาหารเลี้ยงชีวิตตลอดปีจากน้ำและดิน

          เจ้าแม่ คือ ผีน้ำ ผีดิน ที่สิงอยู่ในน้ำและดิน บางทีเรียกว่าผีเชื้อ แต่คนบางกลุ่มออกเสียงเป็นผีเสื้อ (คำว่าเชื้อ ออกเสียงเป็น เสื้อ)

          มีร่องรอยอยู่ในคำสอนของพวกไทดำ (ในเวียดนาม) ว่า “กินข้าวอย่าลืมเสื้อนา กินปลาอย่าลืมเสือน้ำ”

          “กินข้าว อย่าลืมเสื้อนา” หมายความว่าเมื่อกินข้าวอย่าลืมผีเจ้าแม่ที่สิงอยู่ในท้องนา ซึ่งปลูกข้าวเติบโตออกรวงมีเมล็ดให้คนกิน

          “กินปลา อย่าลืมเสื้อน้ำ” หมายความว่าเมื่อกินปลาก็อย่าลืมผีเจ้าแม่ที่สิงอยู่ในน้ำ