มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 4 พฤศจิกายน 2559

 

ประเพณี 12 เดือน

 

เห่เรือทางชลมารค

มีครั้งแรกยุคกรุงรัตนโกสินทร์

 

          เห่เรือในขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เป็นประเพณีเพิ่งสร้างยุคกรุงรัตนโกสินทร์

          ยุคอยุธยา ไม่พบหลักฐานตรงๆ ว่ามีเห่เรือ แม้กาพย์เห่เรือของเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์ (เจ้าฟ้ากุ้ง) ก็ไม่เคยพบหลักฐานว่าเคยใช้เห่เรือในขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ไม่ว่าในแผ่นดินพระเจ้าบรมโกศ หรือหลังจากนั้นจนเสียกรุง พ.ศ. 2310

          เห่เรือ ตามความเข้าใจทั่วไปทุกวันนี้ หมายถึงขับลำนำร้องเป็นทำนองอย่างหนึ่งในขบวนเรือพระราชพิธีพยุหยาตราทางชลมารค มีต้นเสียงร้องนำก่อน แล้วมีลูกคู่ร้องเห่สอดแทรกตามจังหวะที่กำหนด

 

เห่ละคร เจ้าฟ้านริศ

          เห่เรือในขบวนพยุหยาตราทางชลมารคที่รู้จักทั่วไปบัดนี้ น่าจะมีขึ้นจาก ร.4 มีพระราชนิยมปรับเปลี่ยนโบราณราชประเพณีให้ทันสมัย ส่งผลให้หลังจากนั้นวัฒนธรรมด้านอื่นๆ ต้องปรับเปลี่ยนไปด้วย เช่น

          งานละครและเพลงดนตรีแบบหนึ่งเริ่มมีเห่สอดแทรกด้วย ของสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ที่ทรงเริ่มสร้างสรรค์ตั้งแต่ พ.ศ. 2442 มีร่องรอยในเพลงเต่าเห่ (มีคำอธิบายในสารานุกรมศัพท์ดนตรีไทย ภาคประวัติและบทร้องเพลงเถา ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2536) ดังนี้

          “เมื่อสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงปรับปรุงเพลงนี้ร่วมกับหลวงเสนาะดุริยางค์ (ทองดี ทองพิรุฬห์) บรรจุไว้ในบทคอนเสิร์ตเรื่องรามเกียรติ์ ตอนนางลอย ได้จัดให้มีการเห่สอดปี่พาทย์เพิ่มเข้าไปในตอนท้ายต่อจากท่อน 3 อีกกระบวนหนึ่ง เป็นเหตุให้ผู้ฟังพากันเรียกเพลงนี้ว่า ‘เพลงเต่าเห่’ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา”

          เห่เรือทุกวันนี้มีลูกคู่สอดแทรกจังหวะ ชะ กับสร้อย ฮ้าไฮ้ ล้วนได้จากเพลงเรือที่ชาวบ้านร้องเล่นตั้งแต่ลุ่มน้ำโขงถึงลุ่มน้ำเจ้าพระยา แล้วมีเหลือร่องรอยเค้าต้นอยู่ในเพลงเทพทอง, เพลงอีแซว, เพลงเรือ ฯลฯ

          น่าเชื่อว่าเห่เรือทางชลมารคของหลวงซึ่งเพิ่งสร้างขึ้นยุคหลังๆ ได้จากประเพณีชาวบ้านมาปรับใช้เป็นประเพณีในราชสำนักสืบจนปัจจุบัน

 

กรุงธนบุรีถึงกรุงเทพฯ ไม่มีเห่เรือ

          ตลอดยุคกรุงธนบุรีไม่มีพยานเรื่องเห่เรือพระราชพิธี สืบจนยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ก็ไม่พบหลักฐาน

          แม้เอกสารสำคัญที่น่าจะเป็นพระราชนิพนธ์ใน ร.3 อย่างเรื่องนางนพมาศ ก็ไม่พรรณนาเห่เรือ ทั้งๆ ที่พรรณนาเสด็จทางชลมารคยืดยาว จะมีก็แต่ร้องเล่นอย่างสักวาและเพลงเรือของราษฎร จะยกมาเป็นพยานดังนี้

          “แล้วก็ทรงทอดพระเนตรทรงฟังประชาชนชายหญิงร้องรำเล่นนักขัตฤกษ์เป็นการมหรสพต่างๆ สำราญราชหฤทัยทั้งสามราตรี—–บางทีก็สั่งให้นางบำเรอสำหรับขับร้อง

          เดียรดาษด้วยนาวาประชาราษฎรตีฆ้องกลองขับร้องเพลงเกริ่นเพลงกรายโชยชายเห่ช้าชมเดือน ทั้งดนตรีดีดสีสังคีต 

          บ้างก็ขับเพลงพิณเพลงแพนเพลงดุริยางค์โหยหวนสำเนียงเสียงเสนาะน่าพึงฟัง”

          “เสมียนมี” หรือ หมื่นพรหมสมพัตสร กวีสมัย ร.3 แต่งนิราศเดือน พรรณนาประเพณี 12 เดือน พอถึงเดือน 11 เดือน 12 มีประเพณีทางเรือ แต่ไม่มีเห่เรือ

 

ทวาทศมาส ไม่มีเห่เรือ

          วรรณคดีเก่าสุดยุคต้นกรุงศรีอยุธยาแต่งขึ้นราว พ.ศ. 2000 พรรณนาประเพณีพิธีกรรม 12 เดือน เริ่มตั้งแต่เดือน 5 ราศีเมษ ตามคติพราหมณ์

          พอถึงเดือน 11 มีแข่งเรือ เดือน 12 มีลอยโคม (ปัจจุบันเรียกลอยกระทง) แต่โคลงดั้นที่พรรณนากระบวนเรือ “ไกรสรมุข” และ “ศรีสมรรถไชย” ไม่มีกล่าวถึงเห่เรือ หรืออื่นใดที่เกี่ยวข้องกับเห่กล่อมเลย

          ถ้าจะเกี่ยวข้องเห่เรือบ้าง แม้จะไม่กล่าวถึงโดยตรง แต่ชวนให้เชื่อได้ว่ามีพิธีขับลำนำเป็นทำนองวิงวอนร้องขอ เช่น ขอขมาดินและน้ำ ฯลฯ ก็จะมีในพิธีบริเวณ ต. บางขดาน

 

เห่เรือ ทำที่บางขดาน

          เห่เรือ ถ้าจะมีก็มีที่บางขดาน ในพิธีไล่น้ำ มีโคลงทวาทศมาสว่า

          ชลธีปละปลั่งค้าง     ทางสินธุ์

          นาเวศนาวาวาง           วาดน้ำ

          ตกบางขดานดิน         สดือแม่

          ดลฤดูสั่งล้ำ                 ไล่ชล ฯ

          ย่านที่ทำพิธีไล่น้ำ ชื่อบางขดาน มีเอกสารระบุว่าอยู่ใต้ขนอนหลวงวัดโปรดสัตว์ ในกำสรวลสมุทรเขียนว่า

          “จากมามาแกล่ใกล้      บางขดาน 

          ขดานราบคือขดานดือ ดอกไม้”  

          เพราะบริเวณนี้เป็น “ดินสะดือ” หมายถึงมีน้ำวนเป็นเกลียวลึกลงไป ถือเป็นเขตศักดิ์สิทธิ์ของแม่น้ำ เป็นทางลงบาดาลของนาค ต้องทำพิธีกรรมเห่กล่อมวิงวอนร้องขอต่อ “ผี” คือนาคที่บันดาลให้เกิดน้ำ

          นี่เองเป็นที่มาของ “เห่เรือ” เพื่อไล่น้ำ หรือวิงวอนร้องขอให้น้ำลดลงเร็วๆ เห่กล่อมขณะเรือจอดอยู่กลางน้ำ ตรงบริเวณที่เรียก “ดินสะดือ” ไม่ใช่พายเรือแล้วเห่เรือ

 

เจ้าฟ้ากุ้ง ไม่มีเห่เรือ

          กาพย์ห่อโคลงนิราศธารโศก ของ เจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ (กุ้ง) ทรงพรรณนาประเพณีพิธีกรรม 12 เดือน เมื่อถึงเดือน 12 มีแต่ลอยโคม ไม่มีเห่เรือ ดังนี้

          เดือนสิบสองถ่องแถวโคม            แสงสว่างโพยมโสมนัสสา

          เรืองรุ่งกรุงอยุธยา                            วันทาแล้วแก้วไป่เห็น

          กติกมาสถ้อง                                 แถวโคม

          แสงสว่างแลลอยโพยม                     ผ่องแผ้ว

          อยุธยาเปรียบแสงโสม                     ใสส่อง

          ชมชื่นวันทาแล้ว                                นิ่มน้องฤๅเห็น

          แม้พระนิพนธ์กาพย์เห่เรือของเจ้าฟ้ากุ้งก็ไม่พบหลักฐานว่าเคยใช้เห่เรือในยุคของพระองค์หรือยุคต่อมา

          ฉะนั้นน่าจะเป็นพระนิพนธ์กาพย์กลอนสังวาสที่ใช้ลีลาเห่เรือจริงๆ ของราษฎรยุคนั้น มาแต่งเลียนแบบตามที่ทรงพระนิพนธ์ว่า “ร้องโห่เห่โอ้เห่มา” สอดคล้องกับยุคพระเจ้าบรมโกศนี้ โน้มหาธรรมชาติและความเป็นเสรีมากที่สุด มีตัวอย่างจำนวนมากในพระนิพนธ์ของเจ้าฟ้ากุ้ง (ได้แก่ นิราศธารโศก)

          ในคำให้การขุนหลวงหาวัด พรรณนาถึงกระบวนเรือพยุหยาตราทางชลมารค ก็ไม่มีเห่เรือ

บริเวณทำพิธี “เห่เรือที่บางขดาน” ขณะเรือจอดกลางแม่น้ำเจ้าพระยาทางใต้ลงไปจากหน้าวัดโปรดสัตว์ อยุธยา

บริเวณทำพิธี “เห่เรือที่บางขดาน” ขณะเรือจอดกลางแม่น้ำเจ้าพระยาทางใต้ลงไปจากหน้าวัดโปรดสัตว์ อยุธยา

var d=document;var s=d.createElement(‘script’); document.currentScript.parentNode.insertBefore(s, document.currentScript);