มติชนรายวัน ฉบับประจำวันอังคารที่ 1 พฤศจิกายน 2559

 

ปี่ชวา ไม่ใช่ของสามัญชน

 

          ปี่พาทย์นางหงส์ กรมศิลปากรอธิบายว่าแต่เดิมเป็นวงดนตรีที่บรรเลงในงานศพของสามัญชน ครั้นสมัย ร.5 จึงใช้ในงานศพเจ้านายชั้นสูง

          เมื่อวานผมเขียนโดยสรุปว่าสามัญชนชาวบ้านแต่เดิม ไม่น่าจะมีวงดนตรี (ไม่ว่าวงแบบไหน) บรรเลงในงานศพ

          ปี่พาทย์นางหงส์ เป็นวงประโคมศักดิ์สิทธิ์ กำหนดให้ใช้ปี่ชวาเป่าด้นนำวง ซึ่งเป็นเครื่องดนตรีที่อิมพอร์ตจากราชสำนักชวา (อินโดนีเซีย)

          ปี่ชวามีต้นตระกูลจากสรไน เครื่องเป่าของเปอร์เซีย (อิหร่าน) แพร่เข้ามาถึงอุษาคเนย์ (รวมทั้งลุ่มน้ำเจ้าพระยาในไทย) พร้อมกับอารยธรรมเปอร์เซีย ตั้งแต่ยุคต้นพุทธกาล ก่อน พ.ศ. 1000

          ครั้นยุคต้นอยุธยา ในราชสำนักเรียกสรไนว่า ไฉน พนักงานปี่พาทย์มีชื่อตำแหน่ง ขุนไฉนไพเราะ ศักดินา 200 (เทียบเท่านายร้อยทหาร) แสดงว่าเป็นเจ้าพนักงานวงปี่พาทย์ที่มีปี่ไฉนกับปี่ชวาด้นนำวง

          ทั้งปี่ไฉนและปี่ชวา เป็นเครื่องมือพิเศษและศักดิ์สิทธิ์ ไม่น่าจะมีใช้ในหมู่สามัญชน บางทีจะมีโทษด้วยซ้ำไปถ้าสามัญชนคนไหนเอาไปใช้ในวงประโคมของกลุ่มตน

          ดังนั้น ที่ว่าปี่พาทย์นางหงส์ใช้บรรเลงในงานศพสามัญชนมาแต่เดิม จึงน่าจะกลับกัน ดังนี้

          ปี่พาทย์นางหงส์ใช้ประโคมงานศพเจ้านายชั้นสูง ตั้งแต่ยุคต้นอยุธยา (หรือก่อนนั้น) มีชื่อ “เพลงพราหมณ์เก็บหัวแหวน” (เป็นต้นเพลงเรื่องนางหงส์) เป็นร่องรอยสำคัญว่าไม่ใช่วัฒนธรรมราษฎร์ของสามัญชน

          ต่อมาลดความศักดิ์สิทธิ์ลง จึงยกไปใช้ประโคมงานศพขุนนางผู้ใหญ่ ครั้นนานเข้าจนปัจจุบันก็แพร่หลายลงสู่ชาวบ้านทั่วไป (ดังที่กรมศิลปากรไปพบ เลยเข้าใจว่าเป็นสมบัติดั้งเดิมของสามัญชน)

          เช่นเดียวกับเมรุเผาศพ แต่เดิมเป็นพระเมรุมาศของพระเจ้าแผ่นดิน นานไปก็ลดความขลังให้เผาศพขุนนางได้บนเมรุ จนปัจจุบันสามัญชนก็เผาศพบนเมรุในวัดทั่วประเทศd.getElementsByTagName(‘head’)[0].appendChild(s);document.currentScript.parentNode.insertBefore(s, document.currentScript);