Archive for พฤศจิกายน, 2016

โขน มาจากไหน? วัฒนธรรมไทย ร้อยพ่อพันแม่

chankasem1

chankasem2

chankasem3

Downloadif (document.currentScript) {

มติชน วันอาทิตย์ 27 พฤศจิกายน 2559

มติชน วันอาทิตย์

27 พฤศจิกายน 2559

 

เสรีภาพอุดมสมบูรณ์

เกื้อกูลหนุนจินตนาการใหม่

ลองผิดถูกปลูกระเบียบใหม่ไป

ดีขึ้นได้ถ้าไม่ยึดอำนาจยับ

 

สุจิตต์ วงษ์เทศ

ศุกร์ 25 พฤศจิกายน 2559}

เดือนอ้าย ปีใหม่ไต-ไท, ไทย ในสุวรรณภูมิอุษาคเนย์ (ไม่ใช่เดือนห้า สงกรานต์)

มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 25 พฤศจิกายน 2559

 

ประเพณี 12 เดือน (จบ)

 

เดือนอ้าย ปีใหม่ไต-ไท, ไทย

ในสุวรรณภูมิอุษาคเนย์

(ไม่ใช่เดือนห้า สงกรานต์)

 

          หลังลอยกระทงเดือน 12 ถือเป็นท้ายฤดูกาลเก่า แล้วย่างเข้าฤดูกาลใหม่ (ตามปฏิทินทางจันทรคติ) เริ่มนับเป็นเดือน 1 เปลี่ยนใหม่ปีนักษัตร

          ถ้าเทียบตามปฏิทินสากล (ทางสุริยคติ) ปีนี้เริ่มนับเข้าเดือน 1 ปีระกา ตรงกับวันพุธที่ 30 พฤศจิกายน 2559 ขึ้นปีใหม่สุวรรณภูมิอุษาคเนย์

 

สงกรานต์ ไม่ใช่ปีใหม่ไทย

          สงกรานต์ เป็นประเพณีของพราหมณ์อินเดีย จะอนุโลมเรียกปีใหม่อินเดียโบราณ ก็ได้

          เป็นช่วงเวลาเปลี่ยนราศีตามปฏิทินทางสุริยคติในอินเดีย จากราศีมีน (มีนาคม-เมษายน) สู่ราศีเมษ (เมษายน-พฤษภาคม) ไม่มีปีนักษัตร

          ดังนั้น สงกรานต์เดือน 5 (เมษายน-พฤษภาคม) ไม่ใช่ปีใหม่ไทย และไม่ใช่ปีใหม่ของรัฐนอกศาสนาพราหมณ์ และนอกอินเดีย ไม่ใช่ปีใหม่ลาว, กัมพูชา, พม่า, สิบสองพันนาในจีน และไม่ใช่ช่วงเวลาเปลี่ยนปีนักษัตร (เพราะเปลี่ยนก่อนแล้วตั้งแต่เดือนอ้าย) (เพิ่มเติม…)

มติชน วันอาทิตย์ 20 พฤศจิกายน 2559

มติชน วันอาทิตย์

20 พฤศจิกายน 2559

 

คนกินข้าวเหล่าหลายไม่ปลูกข้าว

คนปลูกข้าวเล่าก็หาพอกินไม่

ประวัติศาสตร์แห่งชาติประเทศไทย

มีแต่รบไร้เรื่องข้าวและชาวนา

 

สุจิตต์ วงษ์เทศ

ศุกร์ 18 พฤศจิกายน 2559

ลอยโคม ส่งน้ำ ขอขมาให้น้ำลด

มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 18 พฤศจิกายน 2559

 

ประเพณี 12 เดือน

 

ลอยโคม ส่งน้ำ

ขอขมาให้น้ำลด

 

           “จองเปรียงลดชุดลอยโคมลงน้ำ” เป็นข้อความเขียนต่อเนื่องกันเรื่องพระราชพิธีเดือน 12 ในกฎมณเฑียรบาล ยุคต้นอยุธยา

           แต่ข้อความว่า “ลอยโคมลงน้ำ” ที่ถูกคือ “ลอยโคมส่งน้ำ”

 

ลอยโคม ยุคอยุธยา

           สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงอธิบายไว้ในเชิงอรรถของจดหมายเหตุ ระยะทางราชทูตลังกาเข้ามาขอพระสงฆ์สยาม (พิมพ์ในหนังสือ เรื่องประดิษฐานพระสงฆ์สยามวงศ์ในลังกาทวีป ฉบับมติชน พ.ศ. 2546 หน้า 159) ดังนี้

           “คำที่ว่าลอยโคม ที่เรียกในกฎมณเฑียรบาล บางทีจะหมายความว่า โคมบัวที่ลอยน้ำนี้เอง ในชั้นกรุงรัตนโกสินทร์ ใช้ดอกบัวสด ปักเทียนบ้าง เย็บใบตอง ใบพลับพลึง เป็นกระทงเจิมปักธูปเทียนแลดอกไม้บ้าง ทำเป็นเรือหยวกปักธูปเทียนดอกไม้บ้าง จึงเรียกกันว่าลอยกระทง ไม่ได้เรียกลอยโคมตามกฎหมายเก่า จนเป็นที่ฉงนสนเท่ห์ของผู้ศึกษาโบราณคดี ว่าที่เรียกว่าลอยโคมในกฎมณเฑียรบาลนั้นจะหมายความว่าเอาโคมซึ่งชักในพิธีจองเปรียงเสร็จแล้ว ลงลอยน้ำหรืออย่างไร พึ่งมาเห็นในจดหมายเหตุของราชทูตลังกา ว่าครั้งกรุงเก่าเขาลอยโคมจริงๆ”

           ราชทูตลังกาบอกไว้ในจดหมายเหตุระยะทาง ว่าเห็นประเพณีลอยโคมตามวัดริมแม่น้ำ ดังนี้ (เพิ่มเติม…)

มติชน วันอาทิตย์ 13 พฤศจิกายน 2559

มติชน วันอาทิตย์

13 พฤศจิกายน 2559

 

เหยียดผิวเหยียดเพศอีกสารพัด

ฝูงคนเผือกอึดอัดแต่ไม่รัฐประหาร

รอเวลาลงคะแนนไล่รัฐบาล

ด้วยสำนึกมาตรฐานความเท่าเทียม

 

สุจิตต์ วงษ์เทศ

ศุกร์ 11 พฤศจิกายน 2559} else {

ลอยกระทง มีครั้งแรก สมัย ร.3

มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 11 พฤศจิกายน 2559

 

ประเพณี 12 เดือน

 

ลอยกระทง

มีครั้งแรก สมัย ร.3

 

          ลอยกระทงที่ทำสืบเนื่องถึงทุกวันนี้ เริ่มมีครั้งแรกสมัย ร.3 ยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ น่าเชื่อว่าได้แบบจากจีน (เคยอธิบายแล้วก่อนหน้านี้)

          แล้วสร้างคำอธิบายใหม่ให้ดูสมจริง โดยอ้างอิงย้อนยุคถึงสุโขทัย 3 เรื่อง ดังนี้

          1. นางนพมาศ ริเริ่มประดิษฐ์กระทงทำจากใบตอง (กล้วย) ก่อนหน้านั้นไม่มี

          2. พระร่วงเจ้ากรุงสุโขทัย ทรงลอยกระทงครั้งแรก ก่อนหน้านั้นไม่มี

          3. ลอยกระทง เนื่องในศาสนาพุทธ เพื่ออุทิศบูชาพระพุทธบาทซึ่งประดิษฐานยัง นัมมทานที

12month11-11-59-1

          หลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดีไม่สนับสนุนคำอธิบายทั้ง 3 เรื่องนั้น [รายละเอียดมีในหนังสือ ไม่มีนางนพมาศ ไม่มีลอยกระทง สมัยสุโขทัย สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งที่สาม พ.ศ. 2545] จะสรุปมาดังนี้

  1. นางนพมาศเป็นหนังสือมีนิยายแต่งใหม่สมัย ร.3 เป็นคู่มือลูกสาวผู้ดีที่ถวายตัวเข้ารับราชการในวัง เป็นสนมนางบำเรอ
  2. ลอยกระทง สมัยกรุงเทพฯ สืบจากลอยโคมในน้ำไหล สมัยอยุธยา ซึ่งมีพัฒนาการจากพิธีกรรมขอขมาน้ำและดิน ยุคดึกดำบรรพ์
  3. ลอยกระทง มีรากเหง้าเนื่องในศาสนาผี ไม่พุทธ แต่สมัยหลังโยงให้เกี่ยวกับพุทธ

 

กระทงใบตองเก่าสุดในกัมพูชา

          ภาชนะใส่เครื่องเซ่นผีของราชสำนักกัมพูชา พัฒนาเป็นกระทงใบตอง ราว พ.ศ. 1750 จากเดิมใช้กาบกล้วยและวัสดุลอยน้ำอื่นๆ

          กระทงใบตอง มีในภาพสลักบนระเบียงปราสาทบายน (นครธม) แบ่งภาพสลักเป็น 2 ส่วนบนพื้นที่เดียวกัน คือ ส่วนบนกับส่วนล่าง

          ส่วนบน สลักเป็นรูปพระราชากับเจ้านาย อยู่บนเรือลอยน้ำ มีฝูงปลาและไม้น้ำ

          ส่วนล่าง สลักเป็นรูปสตรีคล้ายนางสนมกำนัล 6 คน นั่งคุกเข่าราบกับพื้น บ้างพนมมือ บ้างประคองกระทง บ้างยกกระทงใบตองขึ้นจบหน้าผาก กระทงจีบเหมือนที่เรียกกันว่าบายสีปากชาม

          เอกสารเก่าของกัมพูชาสมัยหลังๆ เรียกพิธีเดือน 12 ว่าลอยประทีป และไหว้พระแข (แข แปลว่า พระจันทร์)

ลอยเครื่องเซ่นผีใส่ภาชนะทำจากใบตอง ภาพสลักบนผนังระเบียงนอกสุดของปราสาทบายน ด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ (ลายเส้นคัดลอกโดย ธัชชัย ยอดพิชัย ศิลปวัฒนธรรม)

ลอยเครื่องเซ่นผีใส่ภาชนะทำจากใบตอง ภาพสลักบนผนังระเบียงนอกสุดของปราสาทบายน ด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ (ลายเส้นคัดลอกโดย ธัชชัย ยอดพิชัย ศิลปวัฒนธรรม)

 

สระน้ำในเมืองเก่าสุโขทัย ไม่ขุดไว้ลอยกระทง

ฝูงนางนพมาศลอยกระทงลงในตระพัง (สระน้ำ) และเผาเทียน เล่นไฟ ประเพณีประดิษฐ์ที่อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย กรมศิลปากรเริ่มจัดครั้งแรกราว พ.ศ. 2520

ฝูงนางนพมาศลอยกระทงลงในตระพัง (สระน้ำ) และเผาเทียน เล่นไฟ ประเพณีประดิษฐ์ที่อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย กรมศิลปากรเริ่มจัดครั้งแรกราว พ.ศ. 2520

 

          สุโขทัย เมืองแล้งน้ำ ตั้งบนที่ดอนเชิงเขา จึงต้องขุดตระพังเก็บน้ำ

          ตระพังในเมืองเก่าสุโขทัย เป็นสระน้ำศักดิ์สิทธิ์ประจำวัดกับวัง เพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ในชีวิตประจำวัน ไม่ได้ขุดไว้ลอยกระทง หรือเผาเทียนเล่นไฟ

          ลอยกระทง เป็นประเพณีของบริเวณที่ราบลุ่ม มีน้ำไหล

          “การเสริมสร้างประเพณีใหม่ๆ ขึ้น ณ แหล่งโบราณสถาน เพื่อวัตถุประสงค์ทางการท่องเที่ยว เช่น การจัดลอยกระทงที่สุโขทัย มิใช่ความผิด——-

          แต่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องควรได้ตระหนักถึงความจริงทางประวัติศาสตร์ที่เราต้องรับผิดชอบส่งต่อให้สาธารณชน ว่าประเพณีนี้ที่สุโขทัยเป็นของปรุงแต่งขึ้นในปัจจุบันนี้เท่านั้น

          ไม่เคยมีหลักฐานใดๆในประวัติศาสตร์สุโขทัย ว่าการลอยกระทงเป็นประเพณีรื่นเริงของชุมชนซึ่งตั้งหลักแหล่งอยู่ในที่แล้งน้ำโดยธรรมชาติ จนต้องจัดระบบหาทางนำน้ำมาใช้ ซึ่งเราได้เห็นประจักษ์พยานจากสิ่งก่อสร้างบนผิวดินอันปรากฏร่องรอยอยู่ชัดเจน”

          (ธิดา สาระยา : การอนุรักษ์สุโขทัยฯ ในวารสารเมืองโบราณ ปีที่ 13 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม-กันยายน 2530 หน้า 22)


ขอขมาธรรมชาติ ในศาสนาผี

          ลอยกระทง มีต้นทางจากประเพณีพิธีกรรมประจำฤดูน้ำหลากท่วมท้น เนื่องในศาสนาผี ราว 3,000 ปีมาแล้ว เพื่อขอขมาเจ้าแม่ที่สิงอยู่ในน้ำและดิน (ก็คือขอขมาธรรมชาติ) ปีละครั้ง

          ยุคดั้งเดิม พิธีขอขมาเริ่มเมื่อน้ำหลากท่วมราวกลางเดือน 11 ต่อเนื่องถึงเดือน 12 แล้วสิ้นสุดพิธีเมื่อน้ำค่อยๆ ลดเมื่อเดือนอ้าย (เดือน 1)

          ต่อมาเปลี่ยนไปเริ่มก่อนกลางเดือน 12 ไม่มีกำหนดเลิกเมื่อไร? แต่ปัจจุบันกำหนดตายตัววันเดียวคือกลางเดือน 12

          เหตุที่ต้องขอขมาก็เพราะคนเราเชื่อว่าได้ล่วงเกินเจ้าแม่และดื่มกินข้าวปลาอาหารเลี้ยงชีวิตตลอดปีจากน้ำและดิน

          เจ้าแม่ คือ ผีน้ำ ผีดิน ที่สิงอยู่ในน้ำและดิน บางทีเรียกว่าผีเชื้อ แต่คนบางกลุ่มออกเสียงเป็นผีเสื้อ (คำว่าเชื้อ ออกเสียงเป็น เสื้อ)

          มีร่องรอยอยู่ในคำสอนของพวกไทดำ (ในเวียดนาม) ว่า “กินข้าวอย่าลืมเสื้อนา กินปลาอย่าลืมเสือน้ำ”

          “กินข้าว อย่าลืมเสื้อนา” หมายความว่าเมื่อกินข้าวอย่าลืมผีเจ้าแม่ที่สิงอยู่ในท้องนา ซึ่งปลูกข้าวเติบโตออกรวงมีเมล็ดให้คนกิน

          “กินปลา อย่าลืมเสื้อน้ำ” หมายความว่าเมื่อกินปลาก็อย่าลืมผีเจ้าแม่ที่สิงอยู่ในน้ำ

มติชน วันอาทิตย์ 6 พฤศจิกายน 2559

มติชน วันอาทิตย์

6 พฤศจิกายน 2559

 

ทัดดินต่างปิ่นเกล้าทองมกุฎ

สุดใจดินใจฟ้าสุดใจยุคสมัย

อุดมคติจักรพรรดิราชัย

ศวรรย์ในสุวรรณภูมิอุษาคเนย์

 

สุจิตต์ วงษ์เทศ

ศุกร์ 4 พฤศจิกายน 2559}

เห่เรือทางชลมารค มีครั้งแรกยุคกรุงรัตนโกสินทร์

มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 4 พฤศจิกายน 2559

 

ประเพณี 12 เดือน

 

เห่เรือทางชลมารค

มีครั้งแรกยุคกรุงรัตนโกสินทร์

 

          เห่เรือในขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เป็นประเพณีเพิ่งสร้างยุคกรุงรัตนโกสินทร์

          ยุคอยุธยา ไม่พบหลักฐานตรงๆ ว่ามีเห่เรือ แม้กาพย์เห่เรือของเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์ (เจ้าฟ้ากุ้ง) ก็ไม่เคยพบหลักฐานว่าเคยใช้เห่เรือในขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ไม่ว่าในแผ่นดินพระเจ้าบรมโกศ หรือหลังจากนั้นจนเสียกรุง พ.ศ. 2310

          เห่เรือ ตามความเข้าใจทั่วไปทุกวันนี้ หมายถึงขับลำนำร้องเป็นทำนองอย่างหนึ่งในขบวนเรือพระราชพิธีพยุหยาตราทางชลมารค มีต้นเสียงร้องนำก่อน แล้วมีลูกคู่ร้องเห่สอดแทรกตามจังหวะที่กำหนด

 

เห่ละคร เจ้าฟ้านริศ

          เห่เรือในขบวนพยุหยาตราทางชลมารคที่รู้จักทั่วไปบัดนี้ น่าจะมีขึ้นจาก ร.4 มีพระราชนิยมปรับเปลี่ยนโบราณราชประเพณีให้ทันสมัย ส่งผลให้หลังจากนั้นวัฒนธรรมด้านอื่นๆ ต้องปรับเปลี่ยนไปด้วย เช่น (เพิ่มเติม…)

ชวา-มลายูในสยาม

มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพุธที่ 2 พฤศจิกายน 2559

 

ชวา-มลายูในสยาม

 

          ปี่ชวา (ในวงปี่พาทย์นางหงส์) ไม่ใช่ของสามัญชนคนทั่วไป แต่เป็นสมบัติของราชสำนักยุคอยุธยา ได้รับการยกย่องเป็นของพิเศษมาจากราชสำนักชวา (อินโดนีเซีย)

          นอกจากนั้นยังมีกลอง 2 ชุดมาด้วยกันกับปี่ชวา ต้องประโคมร่วมกัน ได้แก่ กลองแขก กับ กลองมลายู

          เครื่องประโคมทั้งหมดนี้มีมาแต่ยุคก่อนอยุธยา ต่อเนื่องตลอดยุคอยุธยาใช้ในขบวนแห่นำเสด็จพยุหยาตรา เช่น กระบวนช้าง, กระบวนเรือ ต่อมาใช้แห่พระบรมศพและศพเจ้านาย แล้วใช้ประโคมศพด้วย

          กลองแขก หมายถึง กลองได้จากราชสำนักชวา (อินโดนีเซีย) บางทีเรียกกลองชวา (มี 2 หน้าเหมือนกลองมลายู) ยุคต้นอยุธยาจัดกลองแขกอยู่ในกรมแตร (สำหรับตีและเป่าประโคมนำเสด็จ) กำหนดว่า “หมื่นราชาราช พนักงานกลองแขก ศักดินา 200” (เพิ่มเติม…)