มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 14 ตุลาคม 2559

 

ประเพณี 12 เดือน

 

กระทงใบตองที่นครธม

ลอยเครื่องเซ่นผีน้ำผีดิน

 

          หลังรับศาสนาพราหมณ์กับพุทธจากอินเดีย ราว พ.ศ. 1000 ราชสำนักของรัฐบริเวณโตนเลสาบ (ทะเลสาบ) ในกัมพูชา ปรับประเพณีลอยเครื่องเซ่นผีน้ำผีดินประณีตขึ้น

          พบหลักฐานเก่าสุด ได้แก่ ภาพสลักลอยภาชนะคล้ายทำจากใบตองใส่เครื่องเซ่นผี

          ลอยเครื่องเซ่นผี ขอขมาธรรมชาติผีน้ำผีดิน ด้วยภาชนะประเภทกระบานกาบกล้วย หรือวัสดุลอยน้ำอื่นๆ น่าจะมีแล้วในสุวรรณภูมิและอุษาคเนย์ ตั้งแต่ราว 3,000 ปีมาแล้ว

 

กระทงใบตองเก่าสุดในกัมพูชา

          ภาชนะใส่เครื่องเซ่นผีของราชสำนักกัมพูชา พัฒนาเป็นกระทงใบตอง ราว พ.ศ. 1750 จากเดิมใช้กาบกล้วยและวัสดุลอยน้ำอื่นๆ

          กระทงใบตอง มีในภาพสลักบนระเบียงปราสาทบายน (นครธม) แบ่งภาพสลักเป็น 2 ส่วนบนพื้นที่เดียวกัน คือ ส่วนบนกับส่วนล่าง

          ส่วนบน สลักเป็นรูปพระราชากับเจ้านาย อยู่บนเรือลอยน้ำ มีฝูงปลาและไม้น้ำ

          ส่วนล่าง สลักเป็นรูปสตรีคล้ายนางสนมกำนัล 6 คน นั่งคุกเข่าราบกับพื้น บ้างพนมมือ บ้างประคองกระทง บ้างยกกระทงใบตองขึ้นจบหน้าผาก กระทงจีบเหมือนที่เรียกกันว่าบายสีปากชาม

          เอกสารเก่าของกัมพูชาสมัยหลังๆ เรียกพิธีเดือน 12 ว่าลอยประทีป และไหว้พระแข (แข แปลว่า พระจันทร์)

 

เดือนสิบสอง ขึ้นฤดูกาลใหม่

          เอกสารจีน ราว พ.ศ. 1839 พรรณนาเทศกาลเดือน 12 ในเมืองพระนครหลวง (นครธม) กัมพูชา ว่าฉลองขึ้นฤดูกาลใหม่ (ปัจจุบันเรียก ขึ้นปีใหม่) มีจุดดอกไม้ไฟและประทัด พระเจ้าแผ่นดินเสด็จออกดูพิธี จะคัดมา (โดยปรับย่อหน้าใหม่) ดังนี้

 

          13. วันขึ้นปีใหม่กับฤดูกาล

          คนเหล่านี้ถือเอาเดือนที่ 10 ของจีนเป็นเดือนแรกของปีใหม่ เดือนนั้นชื่อว่า เกียเต๋อ

          เบื้องหน้าพระราชวังเขาปลูกร้านใหญ่ไว้ 1 ร้าน บรรจุคนได้พันกว่าคน ตามประทีปโคมไฟและประดับประดาด้วยดอกไม้ ข้างหน้าร้านนั้นห่างออกไป 20 จ้าง ใช้ไม้ต่อกันเป็นร้านสูงรูปลักษณะคล้ายกับนั่งร้านที่ใช้ในการสร้างสถูป มีความสูง 20 กว่าจ้างเห็นจะได้ แต่ละคืนเขาจะปลูกร้านสามสี่ร้านหรือห้าหกร้าน

          บนร้านเหล่านั้นเขาเอาดอกไม้ไฟและประทัดไปวางไว้ ซึ่งในการนี้ทางจังหวัดต่างๆ ในความปกครองและตามบ้านเรือนของขุนนางเป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่าย

          พอตกค่ำก็กราบทูลเชิญพระเจ้าแผ่นดินเสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตร เขาก็จุดดอกไม้ไฟและประทัดขึ้น ดอกไม้ไฟนั้นแม้จะอยู่ห่างนอกระยะ 100 ลี้ ก็มองเห็นได้ทั่วทุกคน ส่วนประทัดใหญ่เท่ากับปืนใหญ่ยิงศิลา เสียงดังสะเทือนไปทั่วทั้งนคร

          พวกขุนนางและเจ้านายแต่ละคนได้รับแจกเทียนเล่มใหญ่และหมาก สิ้นค่าใช้จ่ายเป็นอันมาก พระเจ้าแผ่นดินทรงเชิญพวกราชทูตไปชมด้วยเหมือนกัน เป็นอยู่ดังนี้ครึ่งเดือนก็ยุติ”

          [เกียเต๋อ มาจากคำสันสกฤต การฺตฺติก เป็นชื่อเดือนซึ่งจันทร์เต็มดวงใกล้หมู่ดาว กฤตติกา (เดือนตุลาคม, พฤศจิกายน) ตรงกับคำว่า กัดเติ๊ก ของเขมร ซึ่งหมายถึงเดือนสิบสอง]

          [บันทึกว่าด้วยขนบธรรมเนียมประเพณีของเจินละ ของ โจวต้ากวาน แปลโดย เฉลิม ยงบุญเกิด สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งที่สอง พ.ศ. 2543 หน้า 25-26]

 

ยุคอยุธยา

          ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ยุคอยุธยา เรือน พ.ศ. 200 พบบันทึกในเอกสารว่ามีประเพณีลอยโคม เดือน 12 แล้วมีจุดดอกไม้เพลิง

          ไม่พบลอยกระทง แต่มีพรรณนาลอยกระทงในเอกสารสมัย ร.3

(บน) ลอยเครื่องเซ่นผีใส่ภาชนะทำจากใบตอง ภาพสลักบนผนังระเบียงนอกสุดของปราสาทบายน ด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ (ถ่ายภาพโดย วรรณิภา สุเนต์ตา คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร) (ล่าง) ลายเส้นคัดลอกจากภาพสลักปราสาทบายน (ฝีมือ ธัชชัย ยอดพิชัย ศิลปวัฒนธรรม) (จากหนังสือประเพณี 12 เดือน ของ ปรานี วงษ์เทศ สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2548 หน้า 194)

(บน) ลอยเครื่องเซ่นผีใส่ภาชนะทำจากใบตอง ภาพสลักบนผนังระเบียงนอกสุดของปราสาทบายน ด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ (ถ่ายภาพโดย วรรณิภา สุเนต์ตา คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร) (ล่าง) ลายเส้นคัดลอกจากภาพสลักปราสาทบายน (ฝีมือ ธัชชัย ยอดพิชัย ศิลปวัฒนธรรม) (จากหนังสือประเพณี 12 เดือน ของ ปรานี วงษ์เทศ สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2548 หน้า 194)