มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 7 ตุลาคม 2559

 

ประเพณี 12 เดือน

 

ลอยเครื่องเซ่นผี

ขอขมาธรรมชาติ ผีน้ำผีดิน

 

          ลอยกระทง ประเพณีที่แพร่หลายทั่วประเทศไทยทุกวันนี้ เริ่มมีสมัย ร.3 โดยสืบเนื่องแล้วพัฒนาจากพิธีกรรมขอขมาผีน้ำผีดินของชุมชนดั้งเดิม

          ผีน้ำกับผีดินเป็นเพศหญิง คนแต่ก่อนยกย่องเป็นเจ้าแม่ แล้วเรียกว่าเจ้าแม่น้ำ กับเจ้าแม่ดิน [หลังรับอารยธรรมอินเดีย ได้ปรับชื่อเรียกว่า แม่พระคงคา กับ แม่พระธรณี]

          คนเรามีชีวิตอยู่รอดปลอดภัย เพราะอยู่ดีกินหวานจากการชุบเลี้ยงเอี้ยงดูของเจ้าแม่ คือผีน้ำผีดินที่ให้ข้าวปลาอาหาร และพืชพันธุ์ต่างๆ อุดมสมบูรณ์ตลอดปี

          ดังนั้น ปีละครั้งต้องทำพิธีขอขมาผีน้ำผีดิน เมื่อถึงฤดูน้ำหลากราวเดือน 11 ต่อเนื่องเดือน 12 บางทีทำพิธีจนถึงเดือนอ้าย (เดือน 1) ก็มี

 

ลอยเครื่องเซ่น

          แรกสุด ใช้วัสดุลอยน้ำได้ เช่น กาบกล้วย, กระบอกไผ่ ฯลฯ ทำเป็นรูปคล้ายงู มีสิ่งของและดอกไม้เป็นเครื่องเซ่น ผูกให้ลอยไปกับน้ำ

          ต่อมา บางกลุ่มประดิษฐ์เป็นกระบานผีขนาดเล็กๆ (กระบานทำจากกาบกล้วย แต่งเป็นกระบะสี่เหลี่ยม มีตอกไม้ไผ่เส้นเล็กบางๆ เสียบเป็นตาราง แล้วใช้ใบตองวางรองพื้น) ใส่เครื่องเซ่นที่ต้องการ แล้วลอยน้ำ

เครื่องเซ่นใส่กระบานผีทำจากกาบกล้วยเอาไปลอยน้ำขอขมาผีน้ำผีดิน (ภาพจากงานบุญกลางบ้านที่ อ. พนัสนิคม จ. ชลบุรี เมื่อ 2559)

เครื่องเซ่นใส่กระบานผีทำจากกาบกล้วยเอาไปลอยน้ำขอขมาผีน้ำผีดิน (ภาพจากงานบุญกลางบ้านที่ อ. พนัสนิคม จ. ชลบุรี เมื่อ 2559)

 

ลอยโคม

          ชุมชนและบ้านเมืองบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา รับวัฒนธรรมบางอย่างมาประสมประสาน เมื่อมีการติดต่อกับภายนอกที่อยู่ห่างไกลทางทะเล เช่น จีน, อินเดีย

          ประเพณีลอยเครื่องเซ่นด้วยวัสดุธรรมชาติ ก็ปรับเปลี่ยนเป็นลอยโคม มีพรรณนาในโคลงทวาทศมาส (บท 130) ว่าถึงเดือน 12 แต่งโคมถวาย (ผู้มีอำนาจเหมือนเทพเจ้า คือ ผีน้ำผีดิน) บรรดาชาวบ้านหญิงชายล่องเรือเล่นสนุก มีร้องรำทำเพลงต่างๆ ดังนี้

          กรรดึกเดือนตั้งแต่ง             โคมถวาย

          ทุกท่วยหญิงชายแสวง         ล่องเหล้น

          ขับซอปี่แคนหลาย              เพลงพาทย์

          ติ้งติ่งนิ้วน้าวเต้น                 ร่อนรำ

          ลอยโคมเดือน 12 มีสืบเนื่องถึงยุคปลายอยุธยา ในนิราศธารโศกของเจ้าฟ้ากุ้ง พรรณนาอย่างเดียวกัน ดังนี้

          เดือนสิบสองถ่องแถวโคม             แสงสว่างโพยมโสมนัสสา

          เรืองรุ่งกรุงอยุธยา                        วันทาแล้วแก้วไป่เห็น

          กติกมาสถ้อง                                แถวโคม

          แสงสว่างแลลอยโพยม                ผ่องแผ้ว

          อยุธยาเปรียบแสงโสม                  ใสส่อง

          ชมชื่นวันทาแล้ว                           นิ่มน้องฤๅเห็น

 

โคมกระดาษ

          ลอยโคม ในกฎมณเฑียรบาล และในวรรณกรรม เช่น ทวาทศมาส, นิราศธารโศก มีอธิบายในจดหมายเหตุลาลูแบร์ว่าทำด้วยกระดาษสีต่างๆ ประดับประดาโคมลอย ดังนี้

          “ประชาชนพลเมืองจะแสดงความขอบคุณแม่คงคาด้วยการตามประทีปโคมไฟขนาดใหญ่ (ในแม่น้ำ) อยู่หลายคืน มิชั่วแต่แม่พระคงคาจะลดราถอยไปเท่านั้น ยังอำนวยให้พื้นดินที่จะทำการเพาะปลูกอุดมดีอีกด้วย เราจะได้เห็นทั้งลำแม่น้ำเต็มไปด้วยดวงประทีปลอยน้ำ….ไปตามกระแสธาร มีขนาดใหญ่ย่อมต่างกันตามศรัทธาประสาทะของแต่ละคน และมีกระดาษสีต่างๆ ซึ่งประดิษฐ์คิดทำกันขึ้นประดับประดาเครื่องลอยประทีปนั้น เพิ่มให้แสงสีงดงามขึ้นอีก.”

          “โดยนัยเดียวกัน เพื่อแสดงความขอบคุณต่อแม่พระธรณีที่อนุเคราะห์ให้เก็บเกี่ยวพืชพรรณธัญญาหารได้อย่างอุดมสมบูรณ์ในวันต้นๆ ของปีใหม่ ชาวสยามก็จะตามประทีปโคมไฟขึ้นอย่างมโหฬารอีกครั้งหนึ่ง.”

 

โคมแบบจีน

          โคม (ที่ชาวอยุธยาสมัยพระนารายณ์) ลอยน้ำขอขมาผีน้ำผีดิน เป็นโคมแบบจีน ลาลูแบร์ บอกไว้ ดังนี้

          “ที่ประเทศจีน พวกจีนตามประทีปโคมไฟอย่างมโหฬารในเทศกาลขึ้นปีใหม่ด้วยเหมือนกัน ในยามนักขัตฤกษ์อีกคราวหนึ่งจะมีการฉลองตรุษอย่างมโหฬารในน้ำ แต่ครั้งนี้ไม่มีการตามประทีปโคมไฟด้วย.”

กระทงทำจากใบตอง ใช้ลอยกระทงเดือน 12 ยุคปัจจุบัน (ภาพจาก อ. ศรีสงคราม จ. นครพนม)

กระทงทำจากใบตอง ใช้ลอยกระทงเดือน 12 ยุคปัจจุบัน (ภาพจาก อ. ศรีสงคราม จ. นครพนม)

 

ลอยกระทง

          ลอยโคม (แบบจีน) ถูกปรับเปลี่ยนเป็นลอยกระทงทำจากใบตอง ยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ พบเอกสารบอกไว้สมัย ร.3 ในหนังสือนางนพมาศ หรือตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์

          เดิมเชื่อว่านางนพมาศ แต่งสมัยสุโขทัย แต่พบหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษรว่า แต่งสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเชื่อว่าเป็นพระราชนิพนธ์ ร.3d.getElementsByTagName(‘head’)[0].appendChild(s);