มติชนรายวัน ฉบับประจำวันอังคารที่ 4 ตุลาคม 2559

 

จีนกับไทย

อยู่ใกล้ แต่ไกลมาก

 

           สถาบันการศึกษา และกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ให้ความสำคัญไม่มากนักเกี่ยวกับจีนโบราณในการศึกษาค้นคว้าวิจัย ถ้าเทียบกับเรื่องอินเดียที่ลงทุนมากและสม่ำเสมอต่อเนื่องยาวนาน

           ประวัติศาสตร์โบราณคดีไทย เกี่ยวข้องโดยตรงกับจีนอย่างน้อย 2 ส่วน

           1. ภาษาและวัฒนธรรมไต-ไท ต้นทางความเป็นไทย อยู่ในจีนตอนใต้ บริเวณที่ราบหุบเขา หรือ zomia ตามที่ อ. นิธิ เอียวศรีวงศ์ อธิบายไว้ในหนังสือความไม่ไทย ของคนไทย (เล่มละ 130 บาท)

           2. อารยธรรมฮั่น ต้นแบบสิ่งต่างๆ ในประวัติศาสตร์สังคมของไทย เช่น อาหาร, ดินปืนจุดบั้งไฟ, การกสิกรรมทำสวนยกร่อง, กำแพงเมืองก่อด้วยอิฐและหิน, การค้าทางทะเลสมุทร, ทอผ้า, การเมืองการปกครอง เช่น พระพันวษา ฯลฯ [ยังไม่นับชื่อรัฐต่างๆ ในไทยตามเอกสารจีน]

           สถาบันการศึกษาไทยและหน่วยงานใน วธ. ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับประวัติศาสตร์โบราณคดี ให้ความสำคัญเรื่องเหล่านี้ไม่มากนัก จึงมีน้อยจนนับไม่ได้ในงานวิจัยค้นคว้าอย่างลุ่มลึกเกี่ยวกับจีนฮั่น และไม่ลงทุนสร้างนักค้นคว้านักวิชาการเกี่ยวกับจีนโบราณ

           ส่วนที่มีเอกชนผู้เชี่ยวชาญเรื่องจีนโบราณ เพราะผู้นั้นศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง แล้วสถาบันการศึกษาและหน่วยงานทางการพึ่งพาอาศัยวิชาความรู้โบราณจากท่านเหล่านั้น

           ดังนั้น ที่มีข่าวประชาสัมพันธ์เผยแพร่ในสื่อว่า วธ. ให้ความสำคัญเส้นทางสายไหม เพื่อเชื่อมโยงความสัมพันธ์ไทย-จีน ตั้งแต่อดีตมาสู่ปัจจุบัน จึงเป็นข้อความสร้างภาพสำเร็จรูปของรัฐราชการไทย เพื่อประโยชน์ค้ำจุนอำนาจทางการเมือง ไม่ใช่เพื่อวิชาความรู้

           วิชาการเกี่ยวกับจีนโบราณที่เป็นภาษาไทย โดยหน่วยงานสังกัด วธ. จึงไม่อัพเดต แล้วมีวิปลาสคลาดเคลื่อนมาก เอกชนผู้เชี่ยวชาญเรื่องจีนต่างเอือมระอาบรรดาข้าราชการ “ชูแต่หางเองอ้า อวดอ้างฤทธี”