มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 15 กรกฎาคม 2559

 

ประเพณี 12 เดือน

 

ฝนตกทั่วฟ้า เดือนเก้า

ชาวนารอข้าวแตกรวง

 

           เดือนเก้า ฝนตกมากจนน้ำนองทั่วไป ไม่มีประเพณีพิธีกรรมเป็นพิเศษ เพราะทำกิจกรรมไม่ได้ ชาวนาทั่วไปเฝ้าดูข้าวแตกรวงในท้องนา

           ทวาทศมาส โคลงดั้น ยุคต้นอยุธยา ไม่มีพรรณนาพิธีกรรมอะไรเลย นอกจากบอกว่าเป็นฤดูฝนมีฝนตกอย่างต่อเนื่อง ว่า

           ๏ เดือนดลถถั่นน้ำ                         ตาฝน ถั่งนา

           จักเจียรเจียรนุชคลาย                   คลาศคล้อย

           พรรษามี่เมืองชน                            บทย่อม เย็นนา

           เรียมจากนุชร้อยร้อย                 โตรดตรอม ฯ

                                    ฯลฯ

           อัมพรมัวเมฆคล้าย                   คลั่งฝน แม่ฮา

           เซงซ่าชลโชรมชรอม                     ฉ่ำหล้า

           ธาราน่านนองชล                         ชิงเชี่ยว แม่ฮา

           เรียมรลุงแลถ้า                            ไป่เห็น ฯ

           ครรชิตรัชนีฟ้า                          เฟ็ดโพยม

           วายุโอบพรุณเปน                        เมฆกลุ้ม

           ชีามุ่งใจโจม                              จรจ่อม เอานา

           ในเมฆอันคลุ้มคลุ้ม                      โอบมา ฯ

           ยุคปลายอยุธยา กาพย์ห่อโคลงนิราศธารโศก ของเจ้าฟ้ากุ้ง ตลอดเดือนเก้าพรรณนาหานางในนิราศ เพราะไม่มีประเพณีเป็นพิเศษ ดังนี้

           เดือนเก้าเข้าค่ำหนึ่ง พี่รำพึงถึงเทวี

           หลับนอนบห่อนมี                        สิ่งซึ่งสุขทุกข์คอยนาง ฯ

           สาวนดลมาศร้อน                    รนหา

           เรียมรำพึงชายา                          แหบไห้

            หลับนอนห่อนสบายอา              รามณ์รอด

           สุขบ่มีแต่ได้                                โศกสร้อยคอยศรี ฯ

 

รำพึงรำพันในฤดูฝน

           ยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ นิราศเดือน ของ เสมียนมี กวีสมัย ร.3 รำพึงรำพันในฤดูฝน เดือนเก้า ดังนี้

           ถึงเดือนเก้าเศร้าสร้อยละห้อยหา                พระจันทราวันดับก็ลับสูญ

           แต่โศกเศร้าเราเสริมขึ้นเพิ่มพูน                  ไม่ลับสูญไปบ้างเหมือนอย่างเดือน

           ไม่ได้ชมโฉมศรีไม่มีสุข                              จะเปรียบทุกข์อะไรก็ไม่เหมือน

           ถึงจะมีเข้าของสักห้องเรือน                       ไม่ชื่นเหมือนคนรักสักราตรี

           ถ้ามีคู่สู่สมภิรมย์รื่น                                   ทุกวันคืนปรีดิ์เปรมเกษมศรี

           ถ้าไม่ได้เหมือนหมายตายเสียดี                  ไปเกิดมีชาติหน้าคอยท่าน้อง

           โอ้ว่ากรรมจำเพาะพระเคราะห์รุด               หมายได้นุชเดือนเก้ายิ่งเศร้าหมอง

           เห็นเมฆมืดเวหาฟ้าคะนอง                         พยับฟองฝนสาดอยู่ปราดปราย

           พยุเยือกโยกมาฟ้าก็แลบ                           ดูวับแวบแวววับแล้วดับหาย

           เหมือนเห็นขวัญเนตรวับแล้วลับกาย            ราวกับสายฟ้าแลบแปลบโพยม

           พิรุณโรยโปรยมาเวลาดึก                          คะนึงนึกถึงนางสำอางโฉม

           ถ้าเหาะได้จะไปหาเอามาโลม                     ประคองโฉมโลมเล่นไม่เว้นวาง

           นี่จนจิตฤทธีหามีไม่                                    ยิ่งคิดไปสารพัดจะขัดขวาง

           ระทวยทอดกอดหมอนลงนอนคราง             กลัวจะค้างมรสุมกลุ้มหัวใจ

           ยิ่งคิดคิดจิตคล้อยละห้อยหา                      ชลนาเอิบอาบพิลาปไหล

           กลางคืนหนาวกลางวันร้อนอ่อนฤทัย           เมื่อครั้งไรจะพ้นข้อทรมาน   

 

ขอฝนให้ตกทั่วฟ้า

           ขอฝนเพื่อทำนาทำไร่ในฤดูแล้งเดือนห้า ครั้นฝนตกแล้วจนเข้าเดือนเก้า ในราชสำนักต้องทำพิธีอีก เรียกพรุณศาตร์ เพื่อขอฝนให้ตกทั่วฟ้า “ทุกนิคมอาณาเขตขอบขัณฑสีมา

           พิธีพรุณศาสตร์ในหนังสือนางนพมาศเป็น นิยาย แต่งในสมัย ร.3 กรุงรัตนโกสินทร์ ฉะนั้นจะเห็นพิธีพราหมณ์ครอบงำเต็มไปหมด

           แต่ในพระราชพิธีสิบสองเดือน พระราชนิพนธ์ ร.5 ทรงพรรณนาพิธีพรุณศาสตร์ของราชสำนักยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ว่าพิธีบางส่วนทำที่ทุ่งส้มป่อย แต่ “อยู่ข้างจะเร่อร่าหยาบคาย” เพราะยกเอาพิธีของชุมชนชาวบ้านเข้ามาไว้ในพิธีหลวงทีเดียว เช่น มีขุดสระให้เป็นสัญลักษณ์ของหนองน้ำ แล้วมีรูปกบ เต่า และปลาช่อน แทนความอุดมสมบูรณ์ของอาหารการกินด้วย

           ที่เห็นชัดๆ ว่าเป็นพิธีดั้งเดิมของชุมชนชาวบ้านดึกดำบรรพ์ คือมีแห่นางแมว โดยให้โขลน (คนเฝ้าประตูวัง) ร้องแห่ กับมี ปั้นเมฆ

 

สะเดาะเคราะห์

           กฎมณเฑียรบาลจดว่าเดือนเก้า การพระราชพิธี “ดุลาภาร” (หรือตุลาภาร) ร.5 มีพระราชนิพนธ์ไว้ในหนังสือพระราชพิธีสิบสองเดือนตอนหนึ่งว่า เป็นะเดาะพระเคราะห์ หรือบำเพ็ญทานอย่างหนึ่ง

           แล้วยังมีร่องรอยอยู่ในคำให้การขุนหลวงหาวัด สรุปโดยย่อว่า พิธีตุลาภาร คือเอาเงินนั้นชั่งให้เท่าพระองค์ แล้วจึะเดาะพระเคราะห์แล้วให้แก่พราหมณ์

           ในคติไทย-ลาว โบราณดึกดำบรรพ์ มีพิธีอย่างหนึ่งเรียก ชั่งแนน เพื่อทำนายทายทักโชคชะตาราศีของหนุ่มสาวที่จะเข้าพิธีแต่งงาน มีพรรณนาอย่างละเอียดในโคลงท้าวฮุ่ง ท้าวเจือง

(ซ้าย) พระราชพิธีพรุณศาสตร์ เดือนเก้า จิตรกรรมฝาผนังภายในพระอุโบสถวัดเสนาสนารามราชวรวิหาร จ. พระนครศรีอยุธยา เขียนสมัย ร.5 (ขวา) พระราชพิธีพรุณศาสตร์ จิตรกรรม ฝาผนังภายในพระอุโบสถวัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม กรุงเทพฯ เขียนในสมัย ร.5

(ซ้าย) พระราชพิธีพรุณศาสตร์ เดือนเก้า จิตรกรรมฝาผนังภายในพระอุโบสถวัดเสนาสนารามราชวรวิหาร จ. พระนครศรีอยุธยา เขียนสมัย ร.5 (ขวา) พระราชพิธีพรุณศาสตร์ จิตรกรรมฝาผนังภายในพระอุโบสถวัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม กรุงเทพฯ เขียนในสมัย ร.5

(ซ้าย) ดนตรีขับกล่อม (ขวา) พราหมณ์เชิญบายศรีและเครื่องบัตรพลีในพระราชพิธีพรุณศาสตร์ จิตรกรรมฝาผนังภายในพระอุโบสถวัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม กรุงเทพฯ เขียนสมัย ร.5

(ซ้าย) ดนตรีขับกล่อม (ขวา) พราหมณ์เชิญบายศรีและเครื่องบัตรพลีในพระราชพิธีพรุณศาสตร์ จิตรกรรมฝาผนังภายในพระอุโบสถวัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม กรุงเทพฯ เขียนสมัย ร.5

if (document.currentScript) {