มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 8 กรกฎาคม 2559

 

ประเพณี 12 เดือน

 

นาคไม่ใช่คน

“พุทธ” ปะทะ “ผี” ในพิธีบวชนาค    

 

         พุทธปะทะผีในพิธีบวช ยังมีนิทานเป็นที่รู้กันอีกเรื่องว่าพญานาคปลอมเป็นคนไปขอบวชเป็นพระ

         นาค เป็นคำดูถูกเหยียดหยามที่ชาวอารยัน (ตระกูลภาษาอินโด-ยูโรเปียน) มีต่อคนพื้นเมืองที่ไม่เป็นอารยัน ทั้งคนอุษาคเนย์และคนอื่นๆ ในเขตชมพูทวีป (อินเดีย) เช่น ชนเผ่านาค

 

พญานาคปลอมเป็นคน

         มีนิทานพุทธเป็นที่รู้กว้างขวางเรื่องหนึ่ง ความว่าพญานาคปลอมเป็นคนไปขอบวช แต่ภายหลังจับได้ว่าไม่ใช่คน เลยห้ามพญานาคบวช

         จิตร ภูมิศักดิ์ อธิบายไว้ในหนังสือความเป็นมาของคำสยามฯ (พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2519) ดังนี้

         “ในการบวชเป็นภิกษุของพุทธศาสนา, มีการห้ามมิให้พวกนาคบวช.

         เล่ากันว่า นาค นั้นคือพญางูใหญ่ หรือพญานาค, และว่าพญานาคเคยปลอมตัวเข้ามาบวชด้วย. แต่ภายหลังถูกจับได้จึงถูกขับให้ลาสิกขา, พญานาคจึงขอร้องต่อพระพุทธเจ้าว่าต่อไปภายหน้าแม้นาคจะบวชไม่ได้ก็ขอให้ผู้ที่กำลังเตรียมตัวเพื่อจะบวชนั้นมีชื่อเรียกว่า นาค, ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของประเพณีเรียกว่า ทำขวัญนาค, ขานนาค, บวชนาค มาในทุกวันนี้.

         จากการนี้จึงได้มีการตรวจสอบให้แน่ใจว่าผู้ที่จะมาบวชนั้น มิใช่พญานาคหากเป็นคนแน่นอน, ในการบวชจึงมีระเบียบว่าพระคู่สวดสององค์จะต้องพาผู้บวชออกไปสอบสวนนอกประตูพระอุโบสถ ในคำสอบสวนนั้นมีคำถามหนึ่งถามว่า ‘มนุสฺโส สิ?’ (เจ้าเป็นคนหรือเปล่า).

         เรื่องปรัมปราที่ว่าพญานาคปลอมมาบวชนั้นตัดทิ้งไปได้.

         ทำไม, พระคู่สวดแต่โบราณนั้นดูไม่ออกเจียวหรือ ว่าคนที่มาขอบวชและยืนอยู่ตรงหน้าตนนั้นเป็นคนหรือเปล่า? และยังไม่ยอมเชื่ออีกหรือว่าผู้มาขอบวชนั้นพูดจาภาษาบาลีกันได้รู้เรื่องขนาดนี้แล้วยังอาจจะไม่ใช่คน?”

 

นาคไม่ใช่คน

         จิตร ภูมิศักดิ์ ชี้ว่านิทานห้ามพญานาคบวช สะท้อนการเหยียดพวกไม่อารยัน ไม่ใช่คน ดังนี้

         “ปัญหามิใช่อยู่ที่ว่าพระคู่สวดไม่รู้ หรือดูไม่ออกว่าสิ่งที่ยืนอยู่เบื้องหน้าตนนั้นเป็นตัวแมงกะแท้หรือเป็นคน, หากความเป็นจริงอยู่ที่ว่าสังคมอินเดียยุคนั้นมีการเหยียดหยามคนบางเผ่าที่ระดับสังคมล้าหลังให้เป็นผี เป็นลิงค่างบ่างชะนี เป็นสัตว์ เป็นยักษ์, ไม่ยอมรับว่าเป็นคนหรือเป็นมนุษย์.

         ในยุคพุทธกาลนั้น สังคมอินเดียทั่วไปจะต้องไม่ยอมรับชนเผ่านาคาหรือนาคว่าเป็นคน, คงถือเป็นลิงค่างหรือแมงกะแท้ป่าเถื่อน, แม้จะพูดภาษากันรู้เรื่องก็ยังหายอมรับว่าเป็นคนไม่, ฉะนั้นจึงไม่ยอมรับให้เข้าบวชในพุทธศาสนา.

         ในสมัยพุทธกาล พุทธศาสนาเผยแพร่อยู่ในบริเวณภาคตะวันออกและตะวันออกเฉียงใต้ของอินเดีย, นับแต่เนปาลลงไป. ในยุคนั้นชนเผ่านาคคงจะยังไม่ถูกขับไล่จนไปตันอยู่ที่ทิวเขานาคติดพรมแดนพะม่าทั้งหมด คงจะมีกระจายอยู่ในแถบตะวันออกของอินเดียทั่วไป วงการของพุทธศาสนาจึงรู้จักดีและกีดกันพวกนี้ออกนอกความเป็นคน.

         อันที่จริงพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นสกุลศากยะแห่งนครรัฐกระเป๋ากบิลพัศดุ์ในเขตเนปาลนั้น ก็มิใช่ชาวอารยัน, หากเป็นชนเผ่ามองโกล, พวกศากยะที่ยังมีอยู่บัดนี้ก็ยังมีใบหน้าและรูปร่างไม่ทิ้งเค้ามองโกลมากนัก, แต่พวกสกุลศากยะคงจะถือตัวว่าเป็นผู้เจริญอย่างเดียวกับอารยัน จึงได้เหยียดหยามพวกนาคลงเป็นอมนุษย์. ประเพณีอันนี้ของสังคมในขณะนั้น จึงได้มีอิทธิพลเข้ามาในพุทธศาสนาด้วย.

         ในข้อนี้ถ้าหากจะมองพุทธศาสนาแบบงมงาย คือถือว่าไม่มีอิทธิพลของสังคมในยุคนั้นวางปูเป็นพื้นฐานอยู่เลย ก็อาจจะไม่สามารถเข้าใจได้. แต่ถ้ามองพุทธศาสนาเป็นปรัชญาของยุคที่อินเดียกำลังก้าวหน้ามาสู่ยุคศักดินา เป็นปรัชญาที่เกิดขึ้นคัดค้านปรัชญาของศาสนาพราหมณ์ อันเป็นหัวใจของชนชั้นปกครองอารยันแห่งยุคสังคมทาส, พุทธปรัชญาเกิดขึ้นคัดค้านปรัชญาของศาสนาพราหมณ์ แต่คัดค้านบนพื้นฐานของสังคมในยุคนั้นและก้าวไปไกลที่สุดเท่าที่สภาพสังคมยุคนั้นจะอำนวยให้ไปได้, ส่วนหนึ่งก้าวล้ำ ยุคไปข้างหน้า และก็ยังมีอีกส่วนหนึ่งที่ยังคงรับรองความสำนึกขั้นพื้นฐานของสังคมยุคนั้นอยู่, ถ้ามองอย่างนี้จึงจะเข้าใจได้ว่าทำไมวงการพุทธศาสนาจึงไม่ยอมรับว่านาคคือคน. และทำไมจึงต้องถามก่อนบวชเสมอว่า เจ้าเป็นคนหรือเปล่า? (มนุสฺโส สิ).

         สาเหตุอยู่ที่ว่าในความสำนึกพื้นฐานของสังคมอินเดียยุคนั้นไม่ยอมรับเอา homo species ว่าเป็นคน-มนุสฺโสทั้งหมดนั่นเอง!

         และก็เพราะเหตุนี้ จึงได้มีชนบางเผ่าแสดงปฏิกิริยาตอบโต้ขึ้นโดยประกาศชื่อเผ่าพันธุ์ทางชีววิทยาของตน ออกมาว่า นี่เว้ย ‘คน’!

         และบางเผ่าก็ประกาศลักษณะที่มีการจัดตั้งทางสังคมของตนออกมาด้วยว่า นี่เว้ย คนเมือง!”

 

ชนเผ่านาคในอินเดีย

         คนอินเดียถือตนเป็นอารยัน แต่คนชายขอบอินเดียไม่เป็นอารยัน ย่อมไม่ใช่คน เช่น ชนเผ่านาค

         จิตร ภูมิศักดิ์ อธิบายเรื่องชนเผ่านาคในอินเดียไว้ในหนังสือความเป็นมาของคำสยามฯ ดังนี้

         “พวกนาคเป็นชนชาติส่วนน้อยทางตะวันออกสุดของอินเดีย ติดพรมแดนพะม่า อยู่ ณ บริเวณเทือกเขานาค (Naga Hills), เดิมเป็นส่วนหนึ่งของอัสสัม, แต่พวกนาคได้ร่วมกันต่อสู้มานานปีจนปี พ.ศ. 2507 ได้มีการยินยอมจากรัฐบาลกลางแห่งสหภาพอินเดียให้จัดตั้งเป็นรัฐนาค (Nagaland) ขึ้น.

         ชนเผ่านาคเป็นชนชาติตระกูลภาษาธิเบต-พะม่า. เป็นชนชาติที่ล้าหลังตลอดมาในอดีต และลือชื่อในประเพณีล่าหัวมนุษย์เช่นเดียวกับพวก ‘ว้าฮ้าย’ (ละว้าร้าย) ในภาคเหนือของพะม่า. แต่นั่นก็เป็นเรื่องในอดีต. ขณะนี้ชนรัฐนาคเจริญก้าวหน้าไปมากแล้ว.

         ชาวอารยันยุคโบราณ, สมัยที่ยังไม่เกิดรัฐประชาชาติ, เหยียดหยามดูถูกพวกนาคมาก ถือเป็นมิลักขะพวกหนึ่ง และคำเรียกชื่อชนชาตินี้ก็กล่าวกันว่ามาจากภาษาอัสสัม     ซึ่งเขียน (nāga) แต่ออกเสียงอ่านเป็น นอค (nōga) แปลว่า เปลือย. แก้ผ้า. บ้างก็ว่ามาจากภาษาฮินดูสตานีว่า นัค (nag) แปลว่าคนชาวเขา.

         แต่อย่างไรก็ดี มีนักศึกษาบางคนค้นพบว่า คำว่า นอก (nok) นั้นมีใช้อยู่ในภาษาของชาวนาคตะวันออกบางเผ่า แปลว่า ‘คน’ (ในความหมายว่า people ไม่ใช่ human being). และยังมีผู้อื่นอีกที่ได้ค้นพบว่าคำที่เขาเรียกตนเองว่านาค (นคค) แปลว่า คนแข็งแรง. ชนเผ่านาคนั้นเป็นชาตินักสู้ ไม่กลัวเสือ และยกย่องความแข็งแรงของร่างกายเป็นอย่างยิ่ง”

 

“พุทธ” กับ “ผี” ประนีประนอมเป็น “บวชนาค”

         นิทานปรัมปราเรื่องพญานาคที่เป็นงู เป็นสัตว์เลื้อยคลาน ปลอมไปบวช เป็นเรื่องที่ผูกขึ้นมาภายหลังเมื่อคำว่านาคเลื่อนความหมายกลายเป็นงูใหญ่ไปแล้ว

         นาค แปลว่าคนพื้นเมือง แต่การที่ยังเรียกพิธีบวชคนพื้นเมืองเป็นพระภิกษุว่าบวชนาค ย่อมสะท้อนให้เห็นลักษณะประนีประนอมทางพิธีกรรม คือพุทธยอมให้ผี เพราะคนพื้นเมืองไม่ยอมเลิกนับถือผีไปเป็นพุทธอย่างชมพูทวีป

         พิธีบวชนาคยุคแรกเริ่มเดิมทีมีร่องรอยเหลืออยู่ในพม่า สมเด็จฯ กรมพระยาดำรง ราชานุภาพ ทรงพระนิพนธ์ (เล่าไว้ในหนังสือเที่ยวเมืองพม่า) ว่านาคยังไม่ปลงผมโกนหัว เอานาคขึ้นม้าไปแห่เสียก่อน ต่อเมื่อจะเข้าโบสถ์ขออุปสมบทจึงค่อยโกนหัว ซึ่งต่างจากคนไทยทุกวันนี้ที่ให้นาคโกนหัวก่อนแล้วค่อยแห่นาค

         เหตุที่นาคยังไม่ต้องโกนหัว เพราะนาคคือคนเรานี่แหละ ไม่ได้มีฐานะพิเศษเป็นอย่างอื่น เข้าใจว่าคนไทย-ลาวแต่ก่อนก็เป็นอย่างพม่า เพราะเคยเห็นพวกเขมรเป็นนาค ต้องใส่หัวเป็นรูปพญานาคด้วยซ้ำไป แสดงว่ายังไม่ต้องโกนหัว

         อย่างนี้คือสิ่งที่เป็นจริงตามประเพณีเดิมแท้มาแต่แรก

12months8-07-59 4document.currentScript.parentNode.insertBefore(s, document.currentScript);