มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 24 มิถุนายน 2559

 

ประเพณี 12 เดือน

 

“เร่อร่าหยาบคาย”

เรื่องเพศในพิธีขอฝน หน้าแล้ง

 

         ศาสนาผีมีอยู่ก่อนในชุมชนคนดึกดำบรรพ์ ทั้งสุวรรณภูมิ และอุษาคเนย์

         คนทั้งภูมิภาคจึงมีศาสนาผีอยู่ในสำนึกอย่างแน่นหนา ก่อนจะรู้จักศาสนาพราหมณ์กับศาสนาพุทธ ความเชื่อในศาสนาผีจึงมีล้ำลึกกว่าอย่างอื่นสืบจนปัจจุบัน

 

เพศ และร่วมเพศในศาสนาผี

         เรื่องเพศ ไม่เป็นสิ่งน่ารังเกียจในศาสนาผี ซึ่งเป็นศาสนาของผู้หญิง เพราะเรื่องเพศผูกพันเกี่ยวดองกับความอุดมสมบูรณ์โดยตรงในข้าวปลาอาหารยุคดึกดำบรรพ์

         ฟ้ากับดินไม่สมสู่กัน ก็ไม่มีน้ำหล่อเลี้ยงชีวิตคน, สัตว์, และพืช

         สัตว์ พืช ถ้าไม่สมสู่กันเองก็ไม่มีชีวิตใหม่เกิด แล้วไม่มีข้าวปลาอาหารเลี้ยงคน

         คนก็ต้องสมสู่เช่นเดียวกัน จึงจะมีคนเกิดใหม่

         ผู้ให้กำเนิดคนใหม่คือหญิงกับชายที่สมสู่กัน การตกไข่และมีประจำเดือนของหญิงที่เกิดขึ้นเป็นประจำ ย่อมสัมพันธ์กับอารมณ์และความรู้สึกทางเพศ การร่วมเพศ และการกำเนิด

         [สรุปจากข้อเขียนเรื่องศาสนาผู้หญิงศาสนาผู้ชาย ของ คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง ในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 30 ตุลาคม-5 พฤศจิกายน 2558 หน้า 88]

 

ผี, พราหมณ์, พุทธ

         ศาสนาพราหมณ์กับพุทธ เผยแผ่เข้าถึงสุวรรณภูมิอุษาคเนย์ ราวหลัง พ.ศ. 1000

         คนทั้งหลายตั้งแต่หมอผีหัวหน้าเผ่ายังนับถือศาสนาผี แล้วมีพิธีกรรมในศาสนาผีตามปกติเหมือนเดิม ไม่ได้เลิก

         เพียงเพิ่มความเชื่อใหม่ในศาสนาพราหมณ์กับศาสนาพุทธเข้าไปอย่างเลือกสรรสิ่งใดไม่ขัดกับผีจึงเก็บไว้ ถ้าขัดกับผีก็ทิ้งไป

         แล้วให้หมอผีบวชพราหมณ์บวชพระ ทำพิธีปนๆ กันไป โดยมีสาระสำคัญสืบจากศาสนาผี เช่น พิธีขอฝน ฯลฯ ในที่สุดก็แยกไม่ออกว่าตรงไหนผี? ตรงไหนพราหมณ์? ตรงไหนพุทธ? มีตัวอย่าง อ. นิธิ เอียวศรีวงศ์ พยายามจำแนก ดังนี้

         พระราชนิพนธ์เรื่องพระราชพิธีพรุณศาสตร์ ของ ร.5 ทรงแยกพิธีหลวงออกเป็นสองส่วน คือพิธีที่ทรงเรียกว่าพิธีพราหมณ์ และพิธีหลวงแท้

         พิธีพราหมณ์ “เร่อร่าหยาบคาย” ส่วนพิธีหลวงแท้ได้มีการแปรความหมายให้อิงกับพุทธศาสนาไปเสียหมดแล้ว จึงดูเรียบร้อยไม่มีอะไรอุจาด แม้แต่ปลาช่อนซึ่งปรากฏในบทร้องของชาวบ้านเสมอ ก็ถูกตีความให้หมายถึงหัวหน้าปลาพระโพธิสัตว์ในวาริชชาดก ซึ่งอธิษฐานขอฝนมาช่วยฝูงสัตว์น้ำในหนองให้พ้นจากภัยของพวกนกกา

         แต่ปลาช่อนในบทร้องของชาวบ้านนั้น เห็นได้ชัดว่าไม่เกี่ยวกับชาดก เช่น “นิมนต์พระมา สวดคาถาปลาช่อน ปั้นเมฆเสียก่อน…”

         ปั้นเมฆในพิธีพราหมณ์ของหลวงคือรูปหญิงชายเปลือยกายทำท่าร่วมเพศ ทาปูนขาว มีความในอีกบทหนึ่งซึ่งชัดกว่าว่า “นิมนต์ขรัวชั่ว สวดคาถาปลาช่อน ขี้เมฆสองก้อน มีละครสามวัน จับคนชนกัน ฝนเทลง ฝนเทลงมา…”

         พิธีเรียกฝนของหลวงกับของชาวบ้านคงมีเนื้อหาสาระไม่ต่างกันนัก ที่เรียกกันว่าพิธีพราหมณ์นั้นหมายความแต่เพียงว่าพราหมณ์เป็นผู้ทำพิธีเท่านั้น แต่อาจจะไม่เกี่ยวอะไรกับลัทธิศาสนาพราหมณ์โดยสาระเลยก็ได้ นักปราชญ์แต่ก่อนมักจะยกอะไรที่ไม่ใช่พุทธให้พราหมณ์ไปหมด ทำให้ละเลยความสำคัญของความเชื่อพื้นถิ่นพื้นฐานของประชาชนในแถบนี้ไป

         เมื่อก่อนหน้าที่พิธีกรรมของหลวงจะแปรเปลี่ยนไปดังเช่นสมัยหลังนั้น พิธีกรรมเหล่านั้นน่าจะมีสาระสำคัญอย่างเดียวกับที่ชาวบ้านพึงเข้าใจได้ หลวงเพียงแต่ทำให้พิธีกรรมนั้นโอ่อ่าขึ้นและขลังขึ้น ด้วยการมีพราหมณ์เข้าไปร่วมประกอบพิธี แต่เนื้อหาสำคัญคือเรื่อง “เร่อร่าหยาบคาย” ก็ยังคงมีอยู่ต่อไป และเป็นหลักสำคัญของพิธีต่อมาจนถึงสมัยหลัง

         แม้เมื่อราชสำนักทนต่อความหยาบคายเช่นนี้ไม่ได้แล้ว ก็ยังไม่สามารถเลิกหลักสำคัญของพิธีได้ จึงค่อยๆ แยกพิธีออกเป็นสองส่วน ปล่อยความหยาบคายไว้กับพวกพราหมณ์ซึ่งไปทำพิธีกันนอกเมือง ส่วนของหลวงแท้ทำกันที่วัดพระแก้ว และไม่มีอะไรที่หยาบคายเหลืออยู่ในพิธีอีกเลย

         การแยกพิธีเป็นสองส่วนนี้เพิ่งมาทำกันในสมัยบางกอกนี่เอง

         [จากบทความเรื่อง แห่นางแมว กับ “วิกฤต” ในวัฒนธรรมชาวนา ของ นิธิ เอียวศรีวงศ์ พิมพ์ใน ศิลปวัฒนธรรม ปีที่ 10 ฉบับที่ 4 (กุมภาพันธ์ 2532) หน้า 108-119]

 

เร่อร่าหยาบคาย

         พิธีขอฝน มีต้นทางอยู่ที่ศาสนาผี แม้จะมีจริงในพิธีกรรมทางศาสนาพราหมณ์กับศาสนาพุทธ ก็ล้วนทำไปตามศาสนาผี

         พระราชพิธีสมัย ร.5 ผู้หญิงในวัง (พวกโขลนเฝ้าประตูวัง) ยังมีร้องนางแมวขอฝน มีในพระราชนิพนธ์เรื่องพิธีพรุณศาสตร์ ว่า “วิธีร้องนางแมวนั้นก็ไม่ประหลาดอันใด เด็กๆ ร้องเป็นอยู่ด้วยกันทั่วหน้า ไม่ต้องการจะกล่าวถึง—-”

         พวกโขลนในวังน่าจะร้องแห่นางแมว “เร่อร่าหยาบคาย” เหมือนชาวบ้านทั่วไป เพราะถ้าไม่อย่างนั้นฝนก็ไม่ตก จะคัดตัวอย่าง (ของชาวบ้านโพหัก ต. โพหัก อ. บางแพ จ. ราชบุรี เมื่อ พ.ศ. 2523 จากหนังสือ เพลงนอกศตวรรษ ของ เอนก นาวิกมูล) มาดังนี้

         นางแมวเอย                      ร้องไห้ขอฝน

         ขอน้ำมนต์                       รดแมวข้ามั่ง

         ให้เบี้ยค่าจ้าง                    นางแมวมาเด้อ

         ให้โอละหก                       ให้โอละหัก

         ได้เบี้ยสองชั่ง                    สี่ร้อยห้าเบี้ย

         ใครไม่ให้เบี้ย                     ให้เพลี้ยลงนา

         ใครไม่ให้ปลา                    ให้หนูกัดข้าว

         ใครไม่ให้มะพร้าว               ให้ข้าวตายฝอย

         ใครไม่ให้กลอย                  ให้กลอยตายนึ่ง

         ผัวใครขึ้นผึ้ง                     ให้ผึ้งต่อยตา

         แม่หม้ายเอย                     อย่าพึ่งขายลูก

         ไอ้ข้าวจะถูก                     ลูกไม้จะแพง

         ทำตาแดงๆ                      ไอ้ฝนก็เทลงมาๆ

         (ร้องไม่ชัด)                      แม่เศรษฐีเรือนนอก

         ถุงเงินแค่แขน                   ถุงแหวนแค่ศอก

         ลากเข้าลากออก                ฝนก็เทลงมาๆ

         กระต่ายเข้าซุ้ม                  ฝนก็ทุ่มลงมา

         ไอ้ไหลเข้ารู                      ฝนก็ซู่ลงมา

         นกกระจอกทำรัง               ฝนก็พังลงมา

         ลูกกะโปกเต็มกำ               ไอ้ลูกะหำเต็มกอ

         (ร้องไม่ชัด)                      (ร้องไม่ชัด)

         เทวดาชั้นบน                   ไล่ฝนลงมา

         เรือนโย้เรือนเย้                  ฝนก็เทลงมา

         ไอ้ไหลไชรู                        ฝนก็ซู่ลงมา

         กระต่ายเข้าซุ้ม                  ฝนก็ทุ่มลงมา

         (ร้องไม่ชัด)                      (ร้องไม่ชัด)

         เอาควยดีปลี                     เอ้าหีทับดอกควย

         ควยถอก (ร้องไม่ชัด)          หีก็ (ร้องไม่ชัด)

         ควยนั่งร้อง                      ฝนก็เทลงมาๆ

ขบวนแห่นางแมว เมื่อ พ.ศ. 2524 ที่บ้านหัวสำโรง กิ่ง อ. แปลงยาว จ. ฉะเชิงเทรา [ภาพจากหนังสือ เพลงนอกศตวรรษ ของ เอนก นาวิกมูล สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งที่สี่ พ.ศ. 2550 หน้า 414]

ขบวนแห่นางแมว เมื่อ พ.ศ. 2524 ที่บ้านหัวสำโรง กิ่ง อ. แปลงยาว จ. ฉะเชิงเทรา [ภาพจากหนังสือ เพลงนอกศตวรรษ ของ เอนก นาวิกมูล สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งที่สี่ พ.ศ. 2550 หน้า 414]