มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพุธที่ 15 มิถุนายน 2559

 

ไทย-กัมพูชา ร่วมกันศึกษาโขน

 

         โขนมาจากไหน? ไทยกับกัมพูชาควรร่วมกันค้นคว้าวิจัยให้ลุ่มลึกลงรายละเอียดรอบด้าน ซึ่งต้องใช้เวลานานหลายปี หรืออาจตลอดไปก็ได้ เพราะไม่มีข้อยุติตายตัว

         โดยเลิกแสดงตนเป็นเจ้าของ เพราะเป็นไปไม่ได้ รังแต่จะก่อให้เกิดประวัติศาสตร์บาดหมางที่เพิ่งสร้างใหม่

         โขน ไม่ได้มาจากอินเดียทั้งหมด (อย่างที่เข้าใจทั่วไป) แต่มีอย่างน้อย 2 ส่วน ผสมผสานปะปนกัน ได้แก่

         (1.) วัฒนธรรมอินโด-เปอร์เซีย หมายถึง อินเดีย กับ อิหร่าน ได้แก่ เนื้อเรื่อง, เครื่องแต่งตัว ฯลฯ และ (2.) วัฒนธรรมพื้นเมืองดั้งเดิมของอุษาคเนย์ ได้แก่ คำว่าโขน, ท่าโขน, ดนตรี ฯลฯ

         เนื้อเรื่อง รับจากรามายณะอินเดีย แล้วปรับบางอย่างเข้ากับประเพณีท้องถิ่น เรียกใหม่ว่า รามเกียรติ์

         เครื่องแต่งตัว ส่วนมากรับจากวัฒนธรรมเปอร์เซีย (อิหร่าน) เช่น มงกุฎ, ชฎา, ผ้านุ่ง ฯลฯ

         โขน เป็นคำมีรากจากตระกูลภาษาชวา-มลายู ว่า Legon เขมรว่า ละโคน ไทยว่า ละคอน (ปัจจุบันสะกดว่า ละคร)

         ท่าโขน เป็นท่าพื้นเมืองดั้งเดิมของอุษาคเนย์ (ไม่มาจากอินเดีย) แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ (1.) พระ กับ นาง มีหลักคือ ยืด กับ ยุบ (2.) ยักษ์ กับ ลิง มีหลักอยู่ที่ตั้งเหลี่ยม, กางขา, ย่อเข่า, ก้นเตี้ย

         ดนตรี วงดนตรีประกอบการแสดงโขน เขมรเรียกวงพินเพียด (พิณพาทย์) ไทยเรียกวงปี่พาทย์ ประกอบด้วยเครื่องดนตรีดั้งเดิมดึกดำบรรพ์ของอุษาคเนย์ (ไม่มีในอินเดีย) เช่น ฆ้องวง, ระนาด, กลองทัด, ปี่ แต่มีเครื่องดนตรีศักดิ์สิทธิ์จากอินเดียอย่างเดียวประสมวงด้วย คือ ตะโพน (กลองสองหน้าบนขาตั้ง)

         ทำนองบรรเลงปี่พาทย์ เรียก เพลง มาจากภาษาเขมร ส่วนเพลงศักดิ์สิทธิ์ประกอบกิริยาเคลื่อนไหวของเทวดา เรียก ตระ เป็นภาษาเขมร แปลว่า เพลง, ทำนอง

         ไทยต้องนอบน้อมเรียนรู้อีกมากจากกัมพูชา ขณะเดียวกันกัมพูชาก็ต้องเรียนรู้พัฒนาการจากไทยd.getElementsByTagName(‘head’)[0].appendChild(s);