มติชนรายวัน ฉบับประจำวันอังคารที่ 14 มิถุนายน 2559

 

ชำระประวัติศาสตร์อุษาคเนย์

 

          ไทยกับกัมพูชามีบรรพชนร่วมกัน อยู่บริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา ภาคกลาง

          เห็นได้จากกรุงศรีอยุธยาเป็นมรดกจากวัฒนธรรมกัมพูชา ผ่านรัฐละโว้ (ที่ลพบุรี) และไทยยกย่องวัฒนธรรมเขมรเป็นของสูง ของศักดิ์สิทธิ์จากบรรพชน เช่น

          พระเจ้าแผ่นดินกรุงศรีอยุธยาก่อนยุคอยุธยาจนถึงยุคแรกๆ ตรัสภาษาเขมรในชีวิตประจำวัน แต่เปลี่ยนเป็นภาษาไทยในสมัยหลัง แล้วยกภาษาเขมรเป็นราชาศัพท์

          คนไทยก่อนมีอักษรไทย ใช้อักษรเขมรเขียนภาษาไทย หลังมีอักษรไทยจึงยกอักษรเขมรเป็นอักษรศักดิ์สิทธิ์ใช้ลงอาคมของขลัง ฯลฯ

          แต่คนไทยกับคนกัมพูชายังดราม่าทางวัฒนธรรมสม่ำเสมอเมื่อมีเหตุจูงใจ และจะมีต่อไปอีกนานถ้ายังยึดประวัติศาสตร์แบบคลั่งชาติ

          สะท้อนให้เห็นความขัดแย้งทางวัฒนธรรมที่ตกค้างจากยุคอาณานิคม แล้วทุกฝ่ายไม่ยอมถอนตัวออกจากหลุมดำอำมหิตนั้น

          อาเซียนต้องร่วมมือด้านสังคมวัฒนธรรมด้วย มิใช่มีด้านเดียวที่เศรษฐกิจ

          แต่ทุกประเทศมุ่งด้านเศรษฐกิจเป็นสำคัญ แล้วปล่อยตามยถากรรมด้านสังคมวัฒนธรรม จึงมีประเด็นปะทะวิวาทบาดหมางกันทางโซเชียลและทางอื่นๆ อยู่เนืองๆ

          ความขัดแย้งทางสังคมวัฒนธรรมจะลดลงหรือเลิกราไป ก็โดยร่วมกันชำระประวัติศาสตร์อุษาคเนย์ ให้พ้นจากการครอบงำของแนวคิดอาณานิคม

          โดยเริ่มต้นที่ยุคก่อนประวัติศาสตร์เมื่อหลายแสนหลายหมื่นหลายพันปีมาแล้ว เป็นแผ่นดินเดียวกันตั้งแต่ภาคพื้นทวีปกับกลุ่มเกาะ และเป็นคนเหมือนกัน แต่ยังไม่มีชื่อชาติพันธุ์ (หรือมีแล้วแต่ไม่มีหลักฐานจะรู้ได้) ยังไม่มีรัฐชาติ

          แต่นับถือเหมือนกันในศาสนาผี และมีความสืบเนื่องทางวัฒนธรรมจนปัจจุบัน เช่น กินข้าว, กินกับข้าวเน่าแล้วอร่อย, ขวัญ, อยู่เรือนเสาสูง, พิธีศพหลายวัน, พิธีเลี้ยงผีขอฝน ฯลฯ

          รวมถึงร้องรำทำเพลง (นาฏศิลป์และดนตรี) โขนละคร เหมือนกันหมดทั้งอาเซียน (ต่างกันในรายละเอียดปลีกย่อย) เพราะเป็นวัฒนธรรมร่วม ไม่มีใครเป็นเจ้าของฝ่ายเดียวหรือพวกเดียวif (document.currentScript) {