มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 6 พฤษภาคม 2559

 

ประเพณี 12 เดือน

 

ขอฝน เดือน 6

กบ คางคก คันคาก

 

      เดือนหกตามธรรมชาติจะเริ่มมีฝนตกลงมาบ้าง แต่บางปียังไม่มีฝน คนทั้งหลายเดือดร้อน เพราะวิตกว่าจะลงมือทำนาไม่ได้ เลยเกิดประเพณีขอฝน

      ที่สำคัญอย่างหนึ่งคือจุดบั้งไฟขอฝน จากระบบความเชื่อดั้งเดิมดึกดำบรรพ์เกี่ยวกับกบและคันคาก (คางคก) มากกว่า 3,000 ปีมาแล้ว

 

สัตว์ศักดิ์สิทธิ์ให้น้ำ

      ความเชื่อว่าสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำอย่างกบ-คางคก-คันคาก เป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์มีมาไม่น้อยกว่า 3,000 ปีมาแล้ว พยานหลักฐานมี 2 อย่าง คือ

  1. กบสัมฤทธิ์ ประดับอยู่หน้ากลองทอง หรือกลองสัมฤทธิ์ ที่เรียกกันภายหลังว่ามโหระทึก ใช้ตีขอฝน ฯลฯ พบทั่วไปทั้งภูมิภาคอุษาคเนย์ ตั้งแต่ราว 3,000 ปีมาแล้ว
  2. คนทำท่ากบ เป็นภาพเขียนสีบนหน้าผาในถ้ำ และสถานที่ประกอบพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ วาดรูปคนกางแขน-ขาทำท่าเหมือนกบ พบมากที่ชุมชนชาวจ้วงที่มณฑล       กวางสีในจีน แล้วยังพบในไทยด้วย มีอายุราว 2,500 ปีมาแล้ว

      ลายสัก หรือสักหมึก ตามร่างกาย แขนขาของผู้คนชนเผ่าในอุษาคเนย์ ล้วนเกี่ยวข้องกับกบ เพราะยุคแรกเริ่มทำลวดลายเหมือนผิวหนังกบจริงๆ ถือเป็นเครื่องรางปกป้องคุ้มครองให้คลาดแคล้วจากภยันตรายและทำให้มั่งคั่งอุดมสมบูรณ์

      เหตุที่คนแต่ก่อนทำท่ากบ เพราะเชื่อว่ากบเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ มีฤทธิ์สื่อสารกับอำนาจอย่างหนึ่งได้ ทำให้มีน้ำฝนหล่นจากฟ้ามาสร้างพืชพันธุ์ธัญญาหารความอุดมสมบูรณ์

      แต่ฝนก็ไม่ได้ตกลงมาทุกคราวตามต้องการ เพราะยังมีฤดูที่ฝนไม่ตก ทำให้แห้งแล้ง คนเลยต้องบูชากบเพื่อวิงวอนร้องขอให้กบช่วยบอกผู้มีอำนาจบนฟ้าปล่อยน้ำลงมาเป็นฝนตก

      นี่เองจึงมีพิธีกรรม มีการละเล่นเต้นฟ้อนทำท่ากบบริเวณสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เช่น ลานกว้างตรงหน้าผาที่เขียนรูปไว้บูชาเซ่นวักวิงวอน ดังมีอยู่ทั่วไปตั้งแต่ผาลายในมณฑลกวางสี จนถึงสองฝั่งโขงที่ผาแต้ม (จ.อุบลราชธานี) กับเขาปลาร้า (จ. อุทัยธานี)

 

คันคาก

      แต่การวิงวอนร้องขอต่ออำนาจเหนือธรรมชาติผ่านพิธีบูชากบไม่สำเร็จเสมอไป เพราะมนุษย์ควบคุมธรรมชาติไม่ได้ ฉะนั้นหลายครั้งฝนก็ไม่ตกตามที่คนต้องการ

      เลยจินตนาการว่าผู้มีอำนาจบนฟ้ากำลังประพฤติมิชอบ ต้องกำราบปราบปรามให้อยู่ในความควบคุม แล้วปล่อยน้ำฝนหล่นมาตามต้องการเมื่อถึงเวลาฤดูกาลทำไร่ทำนา

      ทำให้คนสร้างเรื่องขึ้นจากจินตนาการ แล้วบอกเล่ากันปากต่อปากสืบมาเป็นนิทาน เรื่องพญาคันคาก หรือคางคกยกรบขอฝนจากแถนบนฟ้า ทำให้เกิดประเพณีจุดบั้งไฟบอกแถนฟ้าให้ฝนตก แต่ลงท้ายก็ล้มเหลวหมด คือเอาชนะธรรมชาติอย่างแท้จริงไม่ได้

      คันคาก เป็นคำลาว ตรงกับคำไทยว่า คางคก คันคาก หรือคางคก เป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำประเภทเดียวกับกบ รวมทั้งเขียดและอึ่งอ่าง ที่คนดั้งเดิมเริ่มแรกยุคดึกดำบรรพ์ (หรือสมัยก่อนประวัติศาสตร์) เคารพยกย่องเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ สัญลักษณ์ของน้ำและฝน เพราะสัตว์พวกนี้มักปรากฏตัวและส่งเสียงดังเมื่อฝนตกลงมาเป็นน้ำนองทั่วไป ให้ความอุดมสมบูรณ์แก่ผู้คนทุกชนเผ่าที่มีหลักแหล่งอยู่เขตมรสุมที่ทำกสิกรรมโดยอาศัยน้ำฝนจากธรรมชาติเท่านั้น เพราะยังล้าหลังทางเทคโนโลยี

      คำบอกเล่าอย่างนี้ ยุคแรกเริ่มเป็นเรื่องสั้นๆ ง่ายๆ ใช้บอกเล่าสาธยายในพิธีกรรมขอฝน นานเข้าก็แต่งเติมเสริมต่อยาวขึ้น เมื่อตกไปอยู่กับกลุ่มชนต่างๆ ก็ยิ่งเพิ่มรายละเอียดเข้าไปอีกให้เป็นไปตามประสบการณ์ของกลุ่มตน

      ครั้นบางกลุ่มเมื่อรับศาสนาจากบ้านเมืองและรัฐที่ก้าวหน้าทางเทคโนโลยีแล้ว ก็ยังบอกเล่าเรื่องเก่าๆ ต่อเนื่องมา แต่เพิ่มความเชื่อใหม่ที่ได้จากศาสนาเข้าไปด้วย ดังมีแทรกในเรื่องพญาคันคาก

      ส่วนกลุ่มชนที่อยู่ห่างไกลและล้าหลังทางเทคโนโลยี เพราะไม่ได้รับศาสนาจากที่ไหน ก็สืบทอดแบบแผนดั้งเดิมไว้มากที่สุด ดังพบในกลุ่มชนชาติจ้วงที่มณฑลกวางสี ยังมีพิธีกรรมบูชากบแล้วมีการละเล่นเต้นฟ้อนทำท่ากบเหมือนภาพเขียนสีเมื่อราว 3,000 ปีมาแล้วสืบจนทุกวันนี้

      นอกจากนั้นยังมีคำบอกเล่าในรูปของนิทานบันทึกไว้ มีโครงเรื่องใกล้เคียงคล้ายคลึงกับนิทานเรื่องแถนที่แพร่หลายอยู่ในกลุ่มไทยดำทางภาคเหนือของเวียดนาม กับพงศาวดารล้านช้างในลาว

      นิทานของชาวจ้วงไม่มีนาค แต่เรื่องพญาคันคากมีนาค เพราะคำนี้ไม่ใช่สมบัติของคนพื้นเมืองในภูมิภาคนี้ หากเป็นคำในตระกูลอินโด-ยุโรป ที่คนจากชมพูทวีป (อินเดีย) ใช้เรียกคนพื้นเมืองที่ล้าหลังทางเทคโนโลยีอย่างรวมๆ และโดยเฉพาะที่มีหลักแหล่งอยู่ทางปากน้ำโขง, เจ้าพระยา, และสาละวิน ต่อมาภายหลังจึงแพร่หลายทั่วไปถึงดินแดนภายใน แล้วมีความหมายเปลี่ยนไปเป็นงู ซึ่งเป็นสัตว์มีพิษ แต่มีอำนาจควบคุมน้ำและมีหลักแหล่งอยู่ใต้ดิน เรียกว่าบาดาล

      บริเวณสองฝั่งโขงยุคดึกดำบรรพ์เชื่อว่าหนองน้ำคือถิ่นที่อยู่ของนาค และน้ำผุด น้ำพุ น้ำซึม น้ำซับ รวมทั้งบ่อน้ำ คือรูนาค ที่เป็นเส้นทางไปมาของนาค จอมปลวกก็คือรูนาคอย่างหนึ่ง เพราะมีตาน้ำอยู่ข้างใน

      แต่เรื่องพญาคันคากกำหนดให้น้ำอยู่บนฟ้า มีพญาแถนรักษาไว้ น้ำบนฟ้าจะตกลงมาเป็นน้ำฝนให้มนุษย์ได้ก็ต่อเมื่อนาคจากบาดาลขึ้นไปเล่นน้ำให้เกิดคลื่นขนาดใหญ่ไปกระทบโขดหินขุนเขาบนสวรรค์ คือหมู่เมฆนั่นเอง น้ำบนฟ้าจึงจะแตกกระจายกลายเป็นฝนหล่นลงมาสู่โลก ถ้านาคไม่ขึ้นไปเล่นน้ำก็ไม่มีฝน

      โครงเรื่องอย่างนี้สะท้อนให้เห็นระบบความเชื่อของมนุษย์ราว 3,000 ปีมาแล้ว ที่สร้างความสัมพันธ์ระหว่างดินกับฟ้าว่าต้องอ้างอิงเกี่ยวข้องกัน

 

วัฒนธรรมฆ้อง

      ฆ้อง เป็นวัฒนธรรมร่วมของอุษาคเนย์ มีแหล่งกำเนิดบนผืนแผ่นดินใหญ่ แล้วแพร่กระจายลงไปทางหมู่เกาะทะเลใต้ มีใช้ในทุกกลุ่มชาติพันธุ์สืบเนื่องถึงทุกวันนี้

      คำว่าฆ้อง อยู่ในตระกูลภาษาชวา-มลายู คำเดียวกับระฆัง เคยมีใช้ในภาษาไทยคู่กันว่าระฆ้องระฆัง แต่ต่อมากร่อนกลายเหลือเป็นฆ้องคำหนึ่ง และระฆังอีกคำหนึ่ง

      คำว่าฆ้องใช้เรียกเครื่องมือทำด้วยโลหะ เช่น ทองสัมฤทธิ์ ฯลฯ แต่มักรู้จักทั่วไปว่า กลองทอง (หรือมโหระทึก) และใช้ประโคมตีขอฝนให้เป็นเสียงสื่อสารกับอำนาจเหนือธรรมชาติ คือผี ฯลฯ ในพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ของบรรดาชนเผ่าชาติพันธุ์ทั่วไปทั้งภูมิภาคอุษาคเนย์ ราว 3,000 ปีมาแล้ว

      กลองทองบางใบมีรูปกบหล่อสัมฤทธิ์ลอยตัว ประดับหน้ากลองเป็นสี่ตำแหน่ง คนบางกลุ่มจึงเรียกฆ้องกบ เพราะกบเป็นสัญลักษณ์ของฝนที่บันดาลน้ำให้ทำนา

พิธีกรรมขอฝนมีกลองทองอยู่ด้วยเมื่อ 3,000 ปีมาแล้ว (จากภาพเขียนสีที่ถ้ำตาด้วง จ. กาญจนบุรี)

พิธีกรรมขอฝนมีกลองทองอยู่ด้วยเมื่อ 3,000 ปีมาแล้ว (จากภาพเขียนสีที่ถ้ำตาด้วง จ. กาญจนบุรี)

กบบนหน้ากลองทอง สัญลักษณ์สัตว์ศักดิ์สิทธิ์ บันดาลให้ฝนตก

กบบนหน้ากลองทอง สัญลักษณ์สัตว์ศักดิ์สิทธิ์ บันดาลให้ฝนตก

ฆ้องและกลองทอง เครื่องประโคมในพิธีแรกนาขวัญ เป็นสัญลักษณ์ขอฝน (พิธีแรกนาขวัญที่ท้องสนามหลวง พ.ศ. 2547)

ฆ้องและกลองทอง เครื่องประโคมในพิธีแรกนาขวัญ เป็นสัญลักษณ์ขอฝน (พิธีแรกนาขวัญที่ท้องสนามหลวง พ.ศ. 2547)