มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพุธที่ 25 พฤษภาคม 2559

 

สยาม มาจากคำลาว

 

          คำว่าสยาม มีความเป็นมาเกี่ยวข้องกับคำลาวใช้เรียกแหล่งน้ำทำนาหาข้าว

          ความแห้งแล้งไม่ใช่เพิ่งมี แต่มีหลายพันปีมาแล้ว บรรพชนคนอุษาคเนย์จึงมีพิธีกรรมขอน้ำขอฝนเพื่อความอยู่รอด

          พิธีขอฝน เป็นพิธีกรรมดึกดำบรรพ์ที่สำคัญอย่างยิ่งของคนในอุษาคเนย์อย่างน้อย 3,000 ปีมาแล้ว ยังทำสืบเนื่องจนทุกวันนี้ มีหลากหลายรูปแบบ แล้วเรียกหลายชื่อ

          ขอฝน คือขอน้ำจากฟ้าให้ตกลงมาสู่ดิน เพื่อทำไร่ทำนาทำมาหากิน มีข้าวปลาอาหารอุดมสมบูรณ์

          น้ำ สำคัญอย่างยิ่งต่อชีวิตของคนแต่ละคน แล้วยังสำคัญต่อการตั้งชุมชนบ้านเมืองและรัฐ (หรือราชอาณาจักร) จึงมีพิธีกรรมเกี่ยวกับน้ำอย่างหลากหลาย

          ผู้พบแหล่งน้ำจะได้รับยกย่องเป็นพิเศษ มีคำบอกเล่าในนิทานเรื่องเจ้าชายสายน้ำผึ้ง เมื่อเป็นเด็กเลี้ยงวัวได้นั่งเล่นบนจอมปลวก ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของแหล่งน้ำ

          จอมปลวก คือกองดินขนาดย่อมๆ ที่ครอบทับตาน้ำผุดจากใต้ดิน หมายความว่าบริเวณใต้จอมปลวกมีแหล่งน้ำ

 

ซำ, ซัม รากเหง้าคำว่าสยาม

          ชุมชนที่มีพัฒนาการจากแหล่งน้ำธรรมชาติ ต่อไปข้างหน้าจะได้ชื่อเป็นคำลาวว่า ซำ, ซัม แล้วกลายคำเป็น สยาม มีคำอธิบายของ จิตร ภูมิศักดิ์ จะคัดมาโดยจัดย่อหน้าใหม่ให้อ่านสะดวก ดังนี้

          “ซำ หรือ ซัม ในภาษาไตดั้งเดิม, ซึ่งบัดนี้ยังมีอยู่ในภาษาลาวและผู้ไท หมายความถึงบริเวณน้ำซับน้ำซึมประเภทที่พุขึ้นจากแอ่งดินโคลน

          น้ำดังกล่าวนี้เกิดขึ้นจากน้ำที่รากต้นไม้บนภูเขาหรือเนินดอนอุ้มไว้ แล้วซึมเซาะซอนใต้ดินมาพุขึ้นที่บริเวณที่ราบเชิงเขาหรือเนินดอน.

          บริเวณที่พุขึ้นนั้นมีลักษณะเป็นบึงโคลนสีเหลือง เป็นโคลนลึกแค่คอทีเดียว โคลนสีเหลืองนี้ในภาษาลาวเรียกว่า ดูน

          น้ำที่พุขึ้นจะดันโคลนหรือดูนขึ้นมาจนเป็นโคลนเดือดปุดๆ พุพลั่งๆ อยู่ตลอดปีไม่มีแห้ง. น้ำที่พุขึ้นมานั้นมีปริมาณมาก ไหลเจิ่งซ่าไปตามทางน้ำหรือลำธาร, ลักษณะของน้ำใสสะอาด จืดสนิท

          ซำที่น้ำพุขึ้นนี้บางแห่งก็เป็นเทือกยาวมาก คือเป็นเทือกเขาที่ยาวหลายสิบกิโลเมตร และมีซำพุเป็นตอนๆ ทั้งสองด้านของเทือก บางแห่งก็เป็นแอ่งใหญ่โตราวกับบึง.

          ซำดังกล่าวนี้มีทั่วไปในบริเวณป่าเขาที่มีต้นไม้แน่นหนา เพราะรากไม้อุ้มน้ำไว้ได้ตลอดปี และต้องหาทางไหลลงสู่ที่ราบ ถ้าป่านั้นถูกไฟไหม้ราบเตียนเมื่อใด ซำก็จะแห้งไปเมื่อนั้น.

          ซำเหล่านี้ เป็นที่ชัยภูมิที่คนไต-ลาว ยึดเป็นที่ตั้งบ้านเมืองทำมาหากินโดยทั่วไป เพราะอาศัยน้ำได้แม้ในฤดูแล้ง, คล้ายกับเป็นโอเอซิสของทะเลทราย.

          บริเวณซำนั้นเป็นที่ดึงดูดคนไต-ลาวมาชุมนุมตั้งชมรมกสิกรรมมาก เพราะพื้นที่บริเวณนั้นทำนาได้ปีละสองหน, เป็นสวนอันอุดมและให้ผลดีมาก.

          นาที่อยู่ติดกับซำนั้นเป็นนาดีถึงขนาดเรียกเป็นคำเฉพาะทีเดียวว่า ‘นาคำ’ (คือนาทองคำ) และน้ำที่ซึมออกมาจากซำนั้น ก็เรียกกันว่า ‘น้ำคำ’ ลองคิดดูก็แล้วกันว่ามันมีค่าต่อชีวิตของสังคมไตเพียงไร จึงถึงกับได้ชื่อว่า นาคำ และ น้ำคำ

          ชื่อบ้านที่เรียกว่า ‘บ้านซำ’ มีอยู่ทั่วไปทางภาคอีสานของไทยและในประเทศลาว และยังมีบริเวณที่เรียกว่า ซำ ต่างๆ ตามชื่อเฉพาะของแต่ละซำอีกมาก.

          ชื่อบ้านนาคำและบ้านน้ำคำ ก็มีอยู่ทั่วไปเช่นกัน.”

          [จากหนังสือความเป็นมาของคำสยาม ไทย ลาว และขอม และลักษณะทางสังคมของชื่อชนชาติ โดย จิตร ภูมิศักดิ์ มูลนิธิโครงการตำราฯ พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2519 หน้า 289-290]}d.getElementsByTagName(‘head’)[0].appendChild(s);