มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพุธที่ 18 พฤษภาคม 2559

 

ของดีมีอยู่

แต่ไม่รู้จักบริหารจัดการของดี

 

          อยุธยา, สุโขทัย และ ฯลฯ เมืองประวัติศาสตร์ ไม่ว่าที่ไหนๆ ของไทย ล้วนมีปัญหาการบริหารจัดการแบ่งปันวิชาความรู้สู่สาธารณะ และการท่องเที่ยว

          มหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาที่ตั้งอยู่ในพื้นที่หรือใกล้เคียงเมืองประวัติศาสตร์ ควรมีส่วนสำคัญทำกิจกรรมเหล่านั้น เพื่อคุณค่าของวิชาความรู้ และมูลค่าจากการท่องเที่ยว

          โดยร่วมกันศึกษาพิจารณาแก้ไขเรื่องสำคัญมากก่อนมี 2 เรื่อง ได้แก่ พัฒนาคำอธิบาย และสร้างกิจกรรม

 

พัฒนาคำอธิบายประวัติศาสตร์สังคม

          เพื่อบอกความเป็นมาของวิถีชีวิต และสถานที่สำคัญของคนทุกระดับอย่างง่าย, สั้น, โดน ฯลฯ โดยไม่ฟูมฟายด้วยโวหารวิชาการรุ่มร่ามด้วย “คำหลวง”

          เช่น บ้าน, เรือน, ตลาด, ย่านการผลิตสิ่งของต่างๆ, ข้าวปลาอาหาร, การละเล่น, เครื่องแต่งตัว, ซ่องและโสเภณี ฯลฯ ในประวัติศาสตร์ที่นั้นๆ เป็นยังไง?

          ขณะเดียวกันต้องลดคำอธิบายกระแสหลักที่นักท่องเที่ยว และสามัญชนชาวบ้านทั่วไปฟังไม่เข้าหู ไม่รู้เรื่อง ได้แก่ ประวัติศาสตร์สงครามของวีรบุรุษ กับประวัติศาสตร์ศิลปะของคนชั้นสูงที่เน้นวัดหลวงกับวังหลวง คำอธิบายกระแสหลักเหล่านี้ยิ่งพูดมาก คนฟังยิ่งไม่อยากไปซ้ำอีก เพราะเบื่อ รำคาญ

          คำอธิบายประวัติศาสตร์สังคมจะเป็นต้นทางความรู้ใช้ต่อยอดให้เกิดพลังเศรษฐกิจสร้างสรรค์ กับเป็นข้อมูลเบื้องต้นให้มัคคุเทศก์

          เศรษฐกิจสร้างสรรค์คือเศรษฐกิจใหม่ของโลกที่ทำรายได้มากกว่าลงทุนสร้างโรงงานผลิตสินค้าส่งออก ซึ่งไม่เกิดขึ้นลอยๆ โดยเสี่ยงโชค แต่เกิดจากการสั่งสมทางประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรม (ที่สถาบันการศึกษามักปลูกผักชีโรยหน้านี่แหละ)

 

สร้างสรรค์กิจกรรมแบ่งปันความรู้

          โดยอิงอยู่กับคำอธิบายประวัติศาสตร์สังคมผ่านการท่องเที่ยว

          มีกรณีตัวอย่าง บ้านเกิด ร.1 ใกล้ป้อมเพชรในเกาะเมืองอยุธยา ด้านทิศใต้ เป็นย่านการค้าใหญ่สุดและสำคัญที่สุดของกรุงศรีอยุธยา

          ราชการบูรณปฏิสังขรณ์วัดประจำตระกูล ร.1 อย่างดีวิเศษ ปัจจุบันคือ วัดสุวรรณดาราราม แต่ทิ้งย่านบ้านเกิด ร.1 ไม่มีคำอธิบาย ไม่มีป้ายบอก ทั้งๆ เป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวสำคัญมาก จึงเป็นเหตุเสียหายอย่างน้อย 2 เรื่อง ได้แก่

          (1) เสียหายคุณค่าจากความรู้ประวัติศาสตร์สังคมยุคอยุธยา (2) เสียหายมูลค่าจากรายได้การท่องเที่ยวท้องถิ่น

 

ไม่ยอมแก้ไข ได้แต่บ่น

          รัฐมนตรีฯ กระทรวงวัฒนธรรม ไม่เข้าใจเหตุใดนักท่องเที่ยวเข้าชมพระบรมมหาราชวัง มากกว่าเข้าชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ทั้งๆ อยู่ไม่ไกลกัน (ข่าวสด ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 12 พฤษภาคม 2559 หน้า 23)

          เรื่องนี้พูดกันมาหลายสิบปี ว่าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติจัดแสดงไม่มีประวัติศาสตร์สังคม มีแต่สงครามของวีรบุรุษ และศิลปกรรมของคนชั้นสูง น่าเบื่อ ซ้ำซาก น่ารำคาญ

          แต่ผู้บริหารกระทรวงทบวงกรมที่ดูแลพิพิธภัณฑ์ ปรับเปลี่ยนวิธีคิดไม่ได้ จึงไม่แก้ไข แล้วได้แต่บ่นทุกปี และบ่นทุกครั้งที่เปลี่ยนรัฐบาลใหม่ มีรัฐมนตรีใหม่หรืออธิบดีใหม่

          ญี่ปุ่นเป็นตัวอย่างสำคัญมากเรื่องท่องเที่ยวทุกด้าน ที่ไทยควรศึกษาแล้วพิจารณาตัวเอง

          มีในข้อเขียนของ ทวี มีเงิน (ข่าวสด ฉบับวันพุธที่ 11 พฤษภาคม 2559 หน้า 8) จะยกมาดังนี้

          ญี่ปุ่นขึ้นชื่อในเรื่อง ‘ความสะอาด’ โดยเฉพาะห้องน้ำสาธารณะหรือตามแหล่งท่องเที่ยว กลายเป็นจุดขายที่ใครๆ ก็พูดถึง เหนือสิ่งใดญี่ปุ่นมี ‘ความปลอดภัยสูง’ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาชญากรรมหรืออุบัติเหตุ แทบไม่ค่อยมี

          ญี่ปุ่นมีแหล่งท่องเที่ยวทั่วทั้งประเทศ ท่องเที่ยวได้ทุกหมู่บ้าน ทุกชุมชน เพราะเขาขายวัฒนธรรม ขายวิถีชีวิตความเป็นอยู่ แต่ละชุมชนก็มีวัฒนธรรม มีวิถีชีวิต มีสินค้าโอท็อปเป็นจุดขายของตัวเอง

          ต่างจากหลายๆ ประเทศที่ขายธรรมชาติ สถานที่ประวัติศาสตร์ จึงขายได้เฉพาะจุด เฉพาะพื้นที่

          ใครที่ไปญี่ปุ่นประทับใจ จนต้องบอกต่อๆ กันปากต่อปาก แรงกว่าการจ้างโฆษณาเป็นไหนๆ

          ย้อนกลับมาที่ไทย ของดีมีอยู่ แต่ไม่รู้จักบริหารจัดการของดีเหล่านั้น

          เพราะมัวแต่หลงตัวเอง แล้วเม้าธ์มอยมั่วโม้ยกตนข่มท่านด้วยสำคัญตนผิด ว่ามีของดีวิเศษกว่าคนอื่นdocument.currentScript.parentNode.insertBefore(s, document.currentScript);